• Welcome to เว็บบอร์ด ประกาศ ขายรถบรรทุก ซื้อรถบรรทุก แลกเปลี่ยนรถบรรทุก ที่นี่ฟรี!.
 

ข่าว:



    ยินดีต้อนรับสู่เว็บรถบรรทุก แหล่งรวมประกาศเช่า-ซื้อ-ขายรถบรรทุก เครื่องจักรกลหนัก เครื่องกลการเกษตร อุปกรณ์และอะไหล่ บริการขนส่ง ฯลฯ
    ถ้าพี่น้องติดต่อเข้ามาทาง contact form กรุณากรอกอีเมล์ที่สามารถติดต่อได้ด้วยนะครับ

Main Menu

ความรู้เรื่องยางครับ

เริ่มโดย Danny, 07 กรกฎาคม 2008, 10:22:42 ก่อนเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 3 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

Danny

ยาง ... ขนาดของยาง ...ป ระเภทของยาง ... ดอกยาง ... ลมยาง ... อายุการใช้งาน

1. ยาง
ยางรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งชิ้นนึงที่ไม่คว รมองข้ามเพราะยางเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ระหว่างตัวรถกั บพื้นถนน ฉะนั้นเราควรรู้เรื่อง Basic ของยางบ้าง อย่างว่านะ "รู้ไว้ใช่ว่า ให้คนอื่นหาม"

1.1 ขนาดของยาง
โดยปกติทั่วไปจะรู้กันแต่เพียงขนาดยางตามเส้นผ่านศูน ย์กลางของล้อ ... เช่น "เฮีย..ยางใส่ล้อ 16 นิ้ว เส้นเท่าไหร่" หรือ "โอ้แม่เจ้า ยางรถคันนั้นแม่งโคตรบางเลย" ทั้งหมดนี้พูดถึงขนาดของยางแต่หมายถึงคนละส่วนกัน
ขนาดของยางประกอบไปด้วย 5 ส่วนที่มีความสัมพันธ์กัน

ส่วนที่ 1: ความกว้างของหน้ายาง (tire width) คือความกว้างของยางที่สัมผัสพื้นถนน(จริงๆแล้วคือควา มกว้างระหว่างแก้มยางในและนอก แต่มันก้อคือๆกัน) มีหน่วยเป็น มิลลิเมตร (mm)

ส่วนที่ 2: อัตราส่วนของความกว้างของหน้ายางหรือที่เรียกว่าความ สูงของแก้มยาง (Aspect Ratio) มีหน่วยเป็น percent เช่น ถ้าอัตราส่วน = 50 และหน้ายางกว้าง 205 มิล ความสูงของแก้มยาง = .50 x 205 = 102.5 มิล แต่ตัวเลขที่เห็นบนยางไม่ใช่ 102.5 แต่เป็น 50 (อัตราส่วน) ถ้าตัวเลขนี้น้อยจะหมายถึงแก้มยางที่บาง ส่วนมากมาในรูป 70 65 60 55 50 45 40 ...

ส่วนที่ 3: โครงสร้างของยาง (Construction)
R - Radial ยางเรเดียว ไม่มีใยเหล็ก
D - Diagonal Belt ยางเสริมใยเหล็กแนวเฉียง
B - Bias Belt ยางเสริมใยเหล็กเบี่ยง
ยางรถทั่วไปสมัยนี้จะเป็น R ส่วนมาก

ส่วนที่ 4: ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อที่ใช้กับยาง (Diameter) มีหน่วยเป็นนิ้ว (inches)

ส่วนที่ 5: หน่วยการรับน้ำหนักกับหน่วยความเร็วสูงสุด (Service Description & Speed Index) บ่งบอกถึงน้ำหนักสูงสุดที่ยางรับได้ รวมถึงความเร็วสูงสุดที่ยางวิ่งได้ เช่น 90H: 90 หน่วยรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 600 กิโลกรัมต่อยางหนึ่งเส้น, H หน่วยความเร็วสูงสุดไม่เกิน 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หน่วยการรับน้ำหนักไม่ค่อยมีปัญหากับพวกเราๆนัก นอกจากจะเป็นกระบะขนของเลยขอไม่ลงรายละเอียด
หน่วยความเร็วสูงสุดมีดังนี้
S - 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
T - 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
U - 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
H - 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
V - 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
W - 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Y - 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ZR - มากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในบางกรณี ยางบางรุ่นใช้ ZR ซึ่งหมายถึงยางเรเดียวที่วิ่งได้เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
--> ก่อนเหยียบเร็วมากๆ ควรดูจุดนี้ของยางก่อนนะ ถ้าใช้เกินความเร็วที่ระบุไว้นานกว่า 5 นาทีจะทำให้หน้ายางร้อนจนละลายได้ เลยขอเตือนไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ตัวอย่าง: ตัวเลข+ตัวอักษรที่อยู่บนยาง = 205/50R16 91Y มีความหมายดังนี้
205 คือส่วนที่ 1 (ความกว้างของหน้ายาง)
50 คือส่วนที่ 2 (อัตราส่วนความกว้างของหน้ายาง)
R คือส่วนที่ 3 (ยางเรเดียว)
16 คือส่วนที่ 4 (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อ)
91Y คือส่วนที่ 5 (บรรทุกได้ไม่เกิน 615 กิโลต่อเส้น และ ขับเร็วได้ไม่เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในบางกรณีอาจจะมีระบุแบบนี้ 235/45ZR17 ซึ่ง ZR มีความหมายแบบเดียวกับตารางข้างต้นในส่วนที่ 5

1.2 ประเภทของยาง

ยางแบ่งประเภทตามรถและแบ่งย่อยตามลักษณะการใช้งาน โดยทั่วไปจะแบ่งในลักษณะนี้

- ยางรถยนต์บ้าน (รวมรถ sport รถแต่งด้วย)
- ยางแข่ง: มีร่องดอกยางน้อย เป็นยางที่นิ่ม เกาะถนนมาก หมดเร็วมาก ไมสามารถรีดน้ำได้(ยกเว้นยางแข่งพื้นเปียก) ราคาแพงมากๆ
- ยางสมรรถนะสูง: ยางแข็งขึ้นมาหน่อย เกาะถนน หมดเร็ว รีดน้ำได้ ราคาแพง ส่วนมากมีสียงค่อนข้างดังเวลาวิ่ง Ex. Bridgestone Potenza RE050 Pole Position, Michelin Pilot Sport, Falken Azenis Sport, Yokohama Advan Neova, Toyo Proxes ST1
- ยางทุกฤดู: แข็งขึ้นอีก เกาะถนนน้อยลง ดอกยางละเอียด ใช้ได้ดีในฤดูฝน เงียบ ราคาไม่แพงมาก Ex. Michelin Energy, Falken Azenis ST115, Bridgestone Potenza
- ยางธรรมดา: ยางแข็ง ใช้ได้นานทนทาน ราคาถูก เกาะถนนน้อยกว่ารุ่นอื่น
- ยางรถกระบะและรถบรรทุกเบา
- ยางขนของหนัก: ตัวยางจะหนาพิเศษ
- ยาง off road: ดอกยางใหญ่และลึก
- ยางรถบรรทุกหนักและยางรถที่ใช้ในอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ในการเลือกควรนึกถึงความต้องการและการใช้งานเ ป็นหลัก


1.3 ดอกยาง

หลายท่านคงไม่ทันสังเกตุดอกยาง หรือแค่คำนึงถึงความสวยงามของดอกยาง โดยที่ไม่ทราบว่าคุณลักษณะของยางนั้นขึ้นตรงกับดอกยา งด้วย ที่แน่ๆคือความสามารถในการรีดน้ำ กับความเงียบในการขับขี่ แต่ถ้าจะมาอธิบายในรายละเอียดคงเข้าใจกันลำบาก เลยจะขอบอกจุดที่ง่ายๆละกัน

- ดอกยางที่ละเอียดแบบซอยยิบเล็กๆ จะทำให้ลดเสียงเวลาตัวยางบดกับพื้นถนน --> เงียบ
- ดอกยางที่มีร่อง(ไม่ว่าจะหยักๆหรือร่องตรง) จะสามารถรีดน้ำได้ดีกว่ารุ่นที่ไม่มี
- ดอกยางที่มีน้อย(มีพื้นเรียบเยอะ) จะเกาะถนนแห้งได้ดี แต่ไม่เกาะเลยถ้าถนนเปียก

ในการใช้งานของยาง ดอกยางจะมีการสึกเหรอลงไปเรื่อย ทำให้สมรรถนะด้อยลง จึงควรจะเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาอันควร แต่จะรู้ได้งัยว่าเวลานั้นมาถึงแล้ว

อายุของยางขึ้นอยู่กับตัวแปรสองอย่างนั่นคือ เวลา และ การใช้งาน เวลาน่ะวัดได้แต่การใช้งานล่ะวัดยังงัย คำตอบคือใช้ดอกยางวัดเอา

ยางแต่ละรุ่นกับยี่ห้อมีเครื่องหมายบ่งบอกระดับของดอ กยางที่อาจจะต่างกันออกไป โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องหมายสามเหลี่ยมที่ขอบแก้มยาง ใกล้ดอกยาง สังเกตุง่ายๆว่าถ้ามีการกินดอกยางจนถึงเครื่องหมายนี ้แสดงว่าสมควรจะเปลี่ยนยางได้แล้ว หรือจะดูที่ดอกยาง ถ้าตื้นแล้วก้อสมควรเปลี่ยน

ถ้าเวลาขับรถตอนเลี้ยวแล้วมีเสียงยางเอี๊ยดๆ ถึงแม้ว่าจะขับช้าก้อตาม นั่นก้อเป็นอีกสัญญาณนึงที่บอกว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยน ยางแล้ว

1.4 ลมยาง

ลมยางใครว่าไม่สำคัญ ถ้ามากไป หรือ น้อยไป มีผลเสียทั้งนั้น
ลมยางเป็นสิ่งนึงที่เจ้าของรถควรจะ check เดือนละครั้ง
แล้วทำไมต้อง check ล่ะ
- ลมยางมีผลต่อสมรรถนะในการขับขี่
- ลมยางมีผลต่ออัตราการกินน้ำมัน
- ลมยางมีผลต่อการสึกเหรอของยาง (โดยเฉพาะดอกยาง)
- ลมยางมีผลต่อความปลอดภัย

โดยทั้วไปแล้วยางจะสามารถรองรับความดันของลมยางที่เห มาะสมได้ในช่าวความดันนึง นั่นคือไม่จำเป็นที่จะต้องเป๊ะๆ ในการขับขี่ตามปกติลมยางจะมีการเปลี่ยนแปลงตามการใช้ งานและอุณหภูมิของยาง ตามหลักของ thermodynamics (PV=nRT) เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้ความดันเพิ่มขึ้นเนื่องจ ากปริมาตรถูกจำกัดให้คงที่ ฉะนั้นเมื่อจอดรถอยู่นานๆยางอาจจะดูแบนๆแต่ลมยางเป็น ปกติ

ช่วงระดับความดันที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของยาง ถ้าเป็นรถที่ใช้ยาง+ล้อเดิมจากโรงงาน สามารถดูได้ที่ sticker ข้างประตูรถ จะมีหน่วยเป็น PSI (pounds per square inch) ซึ่งทั่วไปจะอยู่ที่ 30ต้นๆ PSI แต่ถ้าเป็นยาง+ล้อใหม่ ให้ดูที่คู่มือยางใหม่บวกกับลักษณะการใช้งานของรถตนเ อง

ผลเสียของลมยางที่ไม่เหมาะสม
ลมยางมากเกิน - การขับขี่จะแข็งกระด้าง เด้งไปมา ความสามารถในการรีดน้ำน้อยลง ดอกยางจะสึกเหรอมากตรงส่วนกลางของยาง อายุการใช้งานยางสั้นลง
ลมยางน้อยเกิน - ขอบยางจะรับภาระหนัก มีโอกาสยางระเบิดถ้ายางหมดอายุแล้ว ทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นในการเครื่อนรถไปข้างห น้า กินน้ำมันมากขึ้น ดอกยางสึกเหรอมากตรงขอบ อายุการใช้งานสั้นลง

ข้อยกเว้นในการใช้ลมยาง
- ถ้าใช้วิ่งบนทะเลทราย ต้องใช้ลมยางครึ่งนึงของปกติเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานกั บทราย
- ถ้าใช้ในการ Drag ล้อที่ขับเคลื่อนควรใช้ลมยางที่อ่อนกว่าปกติเพื่อเพิ ่มพื้นที่สัมผัสตอนออกตัว

1.5 อายุการใช้งานของยาง

ตามที่เคยบอกไว้แล้วว่าอายุของยางขึ้นอยู่กับตัวแปรส องอย่างนั่นคือ เวลา และ การใช้งาน

เวลา - ตามปกติยางจะมีอายุอยู่ที่ประมาณ 2 - 4 ปี ขึ้นอยู่กับชนิด ยิ่งสมรรถนะสูง อายุการใช้งานจะสั้น อุณหภูมิ+ภูมิประเทศก็มีส่วน ถ้าใช้ในที่ร้อนหรือหนาวมากๆ อายุการใช้งานก็จะสั้นลงด้วย แล้วทำไมยางถึงต้องมีระยะเวลาใช้ล่ะ นั่นเพราะว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความยืดหยุ่นของโมเลกุลของยางเสื่อมลงตามเวลา ทำให้เนื้อยางแข็งขึ้น ซึ่งทำให้คุณสมบัติต่างๆของยางด้อยลงไปจนไม่สามารถใช ้งานได้

การใช้งาน - ยางจะสึกเหรอตามการใช้งาน ซึ่งสามารถสังเกตุได้ง่ายจากดอกยาง เมื่อดอกยางหมดไปเรื่อยๆ คุณสมบัติต่างๆของยางก็ค่อยๆหมดไปเช่นกัน

สัญญานต่างๆที่บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนยางแล้ว
1. ถ้าเวลาขับรถตอนเลี้ยวแล้วมีเสียงยางเอี๊ยดๆ ถึงแม้ว่าจะขับช้าก้อตาม
2. ยางลดการเกาะถนนลง โดยเฉพาะตอนถนนเปียก
3. ผิวยางดูแล้วแห้งและบางจุดเริ่มแตกลาย
4. ใช้นิ้วกดลงแล้วไม่มีความรู้สึกยืดหยุ่นของยาง


ข้อมูลจาก http://www.silpakumbandej.com ครับ