• Welcome to เว็บบอร์ด ประกาศ ขายรถบรรทุก ซื้อรถบรรทุก แลกเปลี่ยนรถบรรทุก ที่นี่ฟรี!.
 

ข่าว:



    ยินดีต้อนรับสู่เว็บรถบรรทุก แหล่งรวมประกาศเช่า-ซื้อ-ขายรถบรรทุก เครื่องจักรกลหนัก เครื่องกลการเกษตร อุปกรณ์และอะไหล่ บริการขนส่ง ฯลฯ
    ถ้าพี่น้องติดต่อเข้ามาทาง contact form กรุณากรอกอีเมล์ที่สามารถติดต่อได้ด้วยนะครับ

Main Menu

ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยาง

เริ่มโดย Danny, 10 กรกฎาคม 2008, 05:16:47 หลังเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

Danny

การตรวจเช็คลมยางช่วยประหยัดน้ำมัน
น้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็ออกมารณรงค์เรื่องประหยัดน้ำมันด้วยวิธีต่าง ๆ อาจจะคุ้นตากันบ้างกับโฆษณา "น้องลมยาง" เราก็ขอพูดถึงการประหยัดน้ำมันด้วยการตรวจเช็กลมยาง เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลกันสักหน่อย

การตรวจเช็กลมยาง เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ใช้รถยนต์ควรตรวจเช็กว่ายางสึกหรอถึงระดับต้องเปล ี่ยนหรือยัง และควรเติมลมยางให้เหมาะสมตามที่กำหนด เพราะหากยางรถยนต์สึกหรอหรือลมยางอ่อน จะทำให้การทรงตัวของรถไม่ดี และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากหากความดันลมยางต่ำกว่ามาตรฐานทุก 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 2 % เช่น ยางขนาด 195 มม. ควรเติมลมยางขณะไม่บรรทุก 26 ปอนด์ และยางขนาด 205-235 มม. ควรเติมลมยางขณะไม่บรรทุก 26-29 ปอนด์ เป็นต้น

เห็นความสำคัญของลมยางกันแล้ว ก็อย่าลืมตรวจเช็กลมยาง เพื่อความปลอดภัยและประหยัดน้ำมันนะครับ

ความดันลมยางสำคัญนะ

คุณทราบไหมว่า ความดันลมของยางรถยนต์ มีผลกับส่วนอื่นๆ ของตัวรถมากกว่าที่คุณคิดไว้เสียอีก

นอกจากความดันลมยาง จะมีผลอย่างมากต่อการเกาะถนน การทรงตัวของรถยนต์แล้วยังเกี่ยวข้องไปถึงอายุใช้งาน ของยางรถยนต์ และความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ยิ่งในภาวะน้ำมันแพงอย่างทุกวันนี้แล้ว ควรตรวจและเติมลมยางทุก 2 สัปดาห์ หรือ อย่างน้อยที่สุดเดือนละครั้ง และเช็กความดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ ส่วนยางอะไหล่ควรเติมลมให้มากกว่าค่าลมยางของล้อที่ค ่ามากประมาณ 6 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว และควรเช็กความดันลมยางอะไหล่ทุกๆ 4 เดือน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณและของเพื่อนร่วมท างบนท้องถนน และแถมยังประหยัดเงินในกระเ***คุณได้อีกด้วย


รู้ไว้ก่อนการเปลี่ยนขนาดยาง
การเปลี่ยนขนาดยาง และกระทะล้อของผู้ขับขี่แต่ละคนนั้น อาจจะมีเหตุผลหลายประการด้วยกัน บางคนชอบขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็วสูง บางคนชอบใช้
ยางซีรีส์ต่ำๆ เพื่อความสวยงาม หรือบางคนอาจจะชอบยางที่ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ แต่การเปลี่ยนยางที่แตกต่างไปจากขนาดเดิมนั้น จะต้องคำนึงถึง
สิ่งต่อไปนี้ คือ

1. ความสามารถในการรับน้ำหนัก ที่จำเป็นจะต้องใกล้เคียงกับขนาดเดิม

2. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง จะต้องใกล้เคียงขนาดเดิมด้วยเช่นกัน


การเปลี่ยนแปลงขนาดยางที่ไม่ถูกต้อง
จะเกิดผลเสียดังนี้ ถ้าขนาดยางเล็กเกินไป
– ความสามารถในการรับน้ำหนักจะลดลง
– สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ถ้าขนาดยางใหญ่เกินไป
– ยางจะเสียดสีกับส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ
– พวงมาลัยรถหนักขณะจอดหรือที่ความเร็วต่ำ
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง (อัตราความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดจากความเป็นจริง คำนวณได้จากความแตกต่างจากเส้นผ่าศูนย์กลางของยางเดิ มเปรียบเทียบกับยางใหม่)

หากจะเปลี่ยนขนาดยางใหม่ ก็อย่าลืมข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยนะครับ


Tips เกี่ยวกับดอกยาง

ดอกยางของรถยนต์นั้น มีใว้เพื่อยึดเกาะถนน และรีดน้ำขณะขับรถบนถนนเปียกเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกั บผิวถนนและเกาะพื้นถนนได้ดี หน้ายางที่ถ่ายทอดแรง
ทิศทางต่างๆ สู่ ผิวถนนได้ดีนั้น ดอกยางควรลึกไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำบนผิวถนน และความเร็วของรถด้วย สำหรับ
อายุของยางรถยนต์ที่ให้ความปลอดภัยเพียงพอ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่ผลิต หากยางรถยนต์อายุครบ 5 ปีแล้ว ก็ควรรีบเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยใน
การขับขี่ของคุณ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนครับ



สัญญาณเตื่อนเมื่อรถยางแตก

ปกติยางแบบเรเดียลจะแตกเองได้น้อยมาก หรือในกรณีที่ยางรถยนต์ถูกของมีคมขนาดไม่ใหญ่ทิ่มแทง ยางอาจจะมีการรั่วช้า แต่หากรู้สึกว่ามีเศษวัสดุทิ่มตำที่หน้ายาง ก็ไม่ควรดึงออกในทันที เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้ลมยางรั่วออกมาอย่างรวด เร็ว หรือในรถที่มีการขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง หากยางล้อหน้าแตกใช้การลดเกียร์ต่ำช่วยลดความเร็วได้ บ้าง แต่หากเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้านั้น ให้เตะเบรกเพียงเบาๆ เท่านั้น เพราะถ้าหากใช้วิธีลดเกียร์ต่ำช่วยล้อหน้าอาจจะกระตุ กจนเสียการทรงตัวได้ แต่สำหรับกรณีที่ยางเกิดแบนขณะที่รถวิ่งอยู่และรถเกิ ดอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีการทรงตัวแย่ลง อัตราการเร่งอืดหรือพวงมาลัยดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ควรตกใจหรือเหยียบเบรกโดยกะทันหัน แต่ควรมีสติและพยายามบังคับพวงมาลัยให้มั่นคง แตะเบรกช้าๆ และเบาที่สุดจนกระทั่งรถหยุดเอง



เคล็ดลับในการดูแลล้อแม็กกับยาง

ล้อแม็กนั้นมีประโยชน์มากกว่าแค่ความสวยงาม เรามีวิธีดูแลล้อแม็กและยางอย่างง่ายๆ มาฝากกัน
- ก่อนนำล้อแม็กใหม่ติดตั้งเข้ากับตัวรถ ควรเคลือบเงาด้วยน้ำยาให้ทั่วเสียก่อนซึ่งมีประโยชน์ ช่วยรักษาสภาพความเงาวาว และป้องกันคราบสกปรกที่จะมาจับเกาะได้ดี
- เมื่อจะล้างล้อแม็กและยาง ควรรอให้ยางมีอุณหภูมิเย็นลงเป็นปกติเสียก่อนเพราะคว ามร้อนจะทำให้น้ำและน้ำยาหรือสบู่อ่อนระเหยแห้งไวเป็ นสาเหตุ
ให้เกิดรอยด่างได้ง่าย
- หากจะขัดทำความสะอาดล้อแม็กและยาง ด้วยน้ำยาหรือสบู่อ่อน ให้เลือกใช้แต่แปรงชนิดขนอ่อน เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยตามมา และควรเคลือบเงาด้วยน้ำยาด้วย
- ไม่ควรใช้น้ำร้อนทำความสะอาดล้อแม็กเด็ดขาด มิเช่นนั้นสารที่เคลือบผิวล้อแม็กไว้จะถูกทำลาย
- ถ้าจำเป็นต้องใช้บริการเครื่องล้างรถอัตโนมัติ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้แน่ใจ ว่า น้ำยาที่ใช้ในการทำความสะอาดจะไม่กัดสีของล้อและยาง รวมทั้งขนแปรงจะไม่แข็งเกินไป จนเกิดริ้วรอยได้
- ฟองน้ำที่ใช้ถูเช็ดตัวถังกับล้อ ก็ควรแยกชิ้นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเศษฝุ่นสะเก็ดหินจากล้อที่ติดอย ู่กับฟองน้ำไปขูดขีดกับตัวถังโดยไม่ตั้งใจ


การเลือกลายดอกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน

การเลือกใช้ดอกยางนอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามแล้ว การเลือกคุณสมบัติที่เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประ สิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วย สำหรับดอกยางในท้องตลาดนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

1. ดอกละเอียด ( RIB PATTERN ) มีลักษณะเป็นลายดอกและร่องที่คดโค้งหรือเป็นเหลี่ยม เป็นแถวยาวตามเส้นรอบวงของยาง ร่องยางที่ตื้น ช่วยในการ
ระบายความร้อน เกาะถนนได้ดี ขับขี่บังคับเลี้ยวได้ง่าย ป้องกันการลื่นไถลออกด้านข้างได้ดีเยี่ยม ดอกยางชนิดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับรถโดยสาร

2. ดอกบั้ง ( LUG PATTERN ) ยางดอกบั้งมีลักษณะลายดอกและร่องยางเป็นแนวขวางกับเส ้นรอบวงของยาง โดยร่องยางจะมีความลึก เนื้อยางมีมาก เวลารถเคลื่อนจะเกิดแรงกรุยสูง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าดอกยางแบบอื่นๆ เหมาะกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (ล้อหลัง) รถจิ๊ป หรือรถที่วิ่งในอัตราความเร็วปานกลางจนถึงต่ำ

3. ดอกผสม ( RIB-LUG PATTERN ) ยางแบบดอกผสมเป็นการผสมระหว่างยางดอกละเอียดและลายดอ กบั้ง โดยตรงกลางของหน้ายางจะเป็นลายแบบยางดอกละเอียด แต่ด้านซ้ายและขวาเป็นลายดอกบั้ง ยางดอกผสมนี้จึงทั้งเกาะถนน ป้องกันรถไถลออกด้านข้าง และมีแรงกรุยดี นำมาใช้ได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง วิ่งบนทางขรุขระหรือลาดยางก็ได้ เหมาะกับรถที่วิ่งด้วยความเร็ว
ปานกลาง

4. ดอกบล็อก ( BLOCK ) ยางชนิดนี้มีหน้ายางเป็นลักษณะก้อนเหลี่ยมหรือโค้งมน เรียงตัวกันคล้ายอิฐบล็อกปูทางเดิน แต่จะมีช่องว่างระหว่างบล็อก ซึ่งถ้ามองตามเส้นรอบวงของยาง จะเห็นร่องเหมือนกับยางดอกละเอียด เหมาะที่จะใช้กับทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นทราย หรือโคลน มีสมรรถนะเกาะถนนได้ดีมาก ผู้ขับขี่บังคับเลี้ยวหยุดรถได้ง่าย ปัจจุบันนิยมใช้กับยางเรเดียลที่ใช้ความเร็วสูง โดยเฉพาะรถเก๋ง

เลือกใช้ดอกยางให้ถูกประเภทงานและรถ นอกจากจะได้รับความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการใช้ยางอย่างคุ้มค่าเงินอีกด้วย



การถนอมยางรถยนต์กรณีที่ต้องจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานาน

เราเคยพูดถึงการจอดรถยนต์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้กันมาบ้ างแล้ว แต่สำหรับกรณีที่ไม่มีใครคอยดูแลช่วยขยับรถหรือติดเค รื่องยนต์ให้กับรถยนต์ที่คุณจำเป็น
ต้องจอดทิ้งไว้นานแรมเดือน คุณควรสูบลมยางเพิ่มขึ้นสัก 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพราะการที่ต้องจอดรถไว้ในตำแหน่งเดียวนานๆ ยางส่วนที่สัมผัสกับพื้นถนนจะถูกน้ำหนักตัวรถกดลงไป จนทำให้เบี้ยวเสียรูปทรง ทำให้โครงสร้างภายในชำรุด หรือจะขึ้นแม่แรงไว้ให้ล้อ และยางแตะพื้นน้อยที่สุดแต่ไม่ต้องถึงกับลอยขึ้นมาจา กพื้น เพราะหากล้อและยางลอยขึ้นมาจากพื้นจะทำให้ระบบช่วงล่ าง เช่น ปีกนก ลูกหมากต่างๆ ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นและ เสียหายจากน้ำหนักที่มากกว่าปกติได้ เพียงแค่หาเครื่องมือที่เรียกว่า สามขา มารองรับน้ำหนักรถเอาไว้ หากเปิดกระจกหน้าต่างให้แง้มลงมาได้บ้างเล็กน้อยก็จะ ช่วยให้อุปกรณ์ภายในรถที่เป็นยาง และพลาสติกมีความทนทานมากขึ้น


ทำอย่างไรเมื่อรถยางแบน

หากยางรถยนต์เกิดรั่วและแบนขณะที่คุณขับรถอยู่บนท้อง ถนน คุณไม่ควรขับรถบดยางไปเป็นระยะทางไกลๆ โดยเด็ดขาด เพราะขอบกระทะล้อจะกดลงบน
แก้มยางจนทำให้แก้มยางเสีย คุณควรจะจอดรถเพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่ก่อน และควรมีโฟมสเปรย์ติดรถไว้ เพราะหากไม่สามารถเปลี่ยนยางอะไหล่ได้ หรือรอยรั่วไม่ใหญ่นัก ก็ให้นำโฟมสเปรย์มาฉีดเพื่ออุดรอยรั่วของยางไว้จนหมด กระป๋อง จากนั้นขับไปอย่างช้าๆ จนถึงร้านปะยางที่ใกล้ที่สุดเพื่อปะ หรือเปลี่ยนยาง และอย่าลืมล้างโฟมสเปรย์ก่อนทำการปะยางด้วย เพราะหากทิ้งไว้อาจทำให้น้ำหนักของล้อและยางไม่สมดุล อีกทั้งโฟมสเปรย์บางชนิดอาจมีฤทธิ์ต่อเนื้อยางได้


การรับน้ำหนักและความเร็วของยาง
การเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนักบรรทุก และข้อจำกัดความเร็วของยางแต่ละเส้น ก็มีส่วนในการยืดอายุการใช้งาน และ
ยังหมายถึงความปลอดภัยของชีวิตด้วย บนแก้มของยางแต่ละเส้นนั้น จะมีตัวเลข 1 คู่ และตามด้วยตัวอักษร ซึ่งจะบ่งบอกว่า ยางเส้นนั้นๆ รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด และความเร็วสูงสุดได้แค่ไหน ยกตัวอย่าง เช่น 87V ตัวเลข 2 หลักหมายถึง ดัชนีน้ำหนักบรรทุกของยาง หรือ Load Index มีหน่วยเป็นกิโลกรัม ซึ่งต้องอาศัยตารางในการเปรียบเทียบ ตัว V เป็นสัญลักษณ์ความเร็ว หรือ Speed Symbol หมายถึง ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นรับได้ มีหน่วยเป็นกิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ควรใช้ความเร็ว เกินกว่าที่ยางรับได้และถ้ายางผ่านการใช้งานมานาน ก็ไม่ควรขับถึงหรือใกล้ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้น รับได้ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุยางระเบิดได้



การสลับยางรถยนต์ยืดอายุการใช้งาน
ยางรถยนต์เมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่งแล้ว ย่อมเกิดการสึกหรอได้ แต่ในการสึกหรอในแต่ละล้อยางอาจจะไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่มักจะสึกในคู่หนึ่งมากกว่า
อีกคู่หนึ่ง การสลับยางจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกหรอใกล้เคียงกันที่สุด ใช้ได้จนเกือบหมด โดยควรสลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร ถ้ายาง
อะไหล่มีขนาดเดียวกับยางหลัก ควรนำมาสลับใช้ด้วย แม้การเปลี่ยนยางพร้อมกัน 5 เส้น จะเสียเงินมากกว่าการเปลี่ยนยาง 4 เส้น แต่ก็จะสามารถใช้ยางทั้ง 5 เส้นได้เป็นระยะทางมากกว่า และทำการเปลี่ยนยางพร้อมๆ กันทุกเส้น เมื่อระยะการใช้งานครบ 2 ปี และควรปฏิบัติตามรายละเอียดการสลับยาง ที่ระบุไว้ในคู่มือประจำรถยนต์อย่างเคร่งครัด หรือปรึกษากับช่างผู้ชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียเมื่อปฏิบัติผิดวิธี


ควรเปลี่ยนยางรถยนต์เมื่อใด
การหมดอายุของยางรถยนต์ไม่ได้เกิดจากการสึกของดอกยาง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่ายางรถยนต์ของคุณหมดอายุแล้ว
อีก 5 ลักษณะ ดังนี้คือ ยางไม่เกาะถนน เนื้อยางแข็ง โครงสร้างกระด้าง เกิดเสียงดังขณะขับขี่ หรือแก้มยางบวม ซึ่งการแก้ปัญหาก็คงจะหนีไม่พ้นการเปลี่ยนยาง และควรเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางผ่านการใช้งานมาเท่ากัน ย่อมมีการสึกหรอและสภาพภายในที่ใกล้เคียงกัน โดยควรเลือกใช้ยางรุ่น และขนาดเดียวกันทั้ง 4 ล้อ


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยางรถยนต์
ยางรถยนต์ เปรียบเหมือนเกราะกันกระแทกระหว่างรถยนต์กับพื้นถนน เพื่อให้สมรรถภาพการขับขี่ที่ปลอดภัย ประหยัดน้ำมันและถนอมการสึกหรอของรถยนต์ ควรหมั่นตรวจสอบความดันลมยางให้ใกล้เคียงกับโรงงานผู ้ผลิตรถยนต์ การกระทำเช่นนี้จะช่วยยืดอายุของยางรถอีกด้วย ทั้งนี้ อาจสังเกตจากแผ่นโลหะบริเวณขอบประตู หรือคู่มือประจำรถ นอกจากนี้ การเติมลมยางไม่เท่ากันทั้ง 4 เส้น จะทำให้รถยนต์เสียการทรงตัว เมื่อเบรกหยุด หรือเร่งความเร็ว และทำให้ยางสึกไม่เท่ากัน นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และรักษาสภาพยาง ควรจะเปลี่ยนยางชุดใหม่ทุก 2 ปี หรือทุก 50,000 กิโลเมตร การตรวจเช็ค
ลมยาง ควรตรวจในขณะที่ยางเย็น หรือก่อนใช้งาน ทั้งนี้ เมื่อล้อหมุน ยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป ความดันลมจะสูงขึ้น

ในกรณีที่จำเป็นต้องเติมลมยางหลังการใช้งาน ควรเติมลมเพิ่มอีก 2 ปอนด์ เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว


ดอกยางและร่องบนหน้ายาง
มีหน้าที่ ่ในการรีดน้ำขณะหน้ายางสัมผัสกับถนน ปัจจุบันยางมีประสิทธิภาพในการรีดน้ำสูงถึง 40 ลิตรต่อนาที ในขณะที่วิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ความลึกของดอกยางมีผลต่อการรีดน้ำ และการเกาะถนนขณะที่เปียก หากประสิทธิภาพการรีดน้ำต่ำ อาจทำให้เกิดการไถลได้ง่าย
ความลึกขั้นต่ำควรจะมีความลึกอย่างน้อย 1.6 มิลลิเมตร และหากดอกยางเหลือต่ำกว่า 2.0 มิลลิเมตร จะขาดประสิทธิภาพในการ รีดน้ำ และเกาะถนน


ลักษณะการสึกของดอกยาง
สึกบริเวณไหล่ยางทั้งสองข้าง เกิดจากการเติมลมอ่อนเกินไป ทำให้ไหล่ยางทั้งสองข้างสัมผัสกับถนนโดยตรง
สึกไหล่ยางข้างใดข้างหนึ่ง เกิดจากศูนย์ล้อไม่ได้มาตรฐาน มุมแคมเบอร์เป็นบวก หรือลบมากเกินไป
สึกเหมือนเกล็ดปลา เกิดจากากรถ่วงล้อไม่สมดุล ทำให้ยางสั่น และหน้ายางสัมผัสไม่เท่ากัน
สึกเฉพาะตรงกลางของยาง เกิดจากเติมลมยางมากเกินไป ทำให้ยางสัมผัสถนนโดยตรง
สึกเป็นลายขนนก เกิดจากศูนย์ล้อไม่ได้มาตรฐาน ทำให้โทอิน หรือโทเอาท์ผิดปกติ
สึกเป็นจ้ำๆรอบเส้น เกิดจากโช็คอัพเสื่อมสภาพ หรือระบบเบรกไม่สมดุล


การตั้งศูนย์ถ่วงล้อ
การตั้งศูนย์ล้อ คือ การปรับสภาพของระบบรับน้ำหนัก ให้ได้ค่ากำหนดของโรงงานที่ผลิต หรืออีกนัยก็คือการปรับมุมช่วงล่าง เพื่อให้การขับขี่ และการบังคับพวงมาลัย เป็นไปอย่างถูกต้อง การเปลี่ยนยางใหม่ หรือการปะยางทุกครั้ง ต้องมีการถ่วงล้ออย่างสมดุล และมีศูนย์ล้อที่เที่ยงตรง


การปะยาง
ข้อควรระวังในการปะ หรือซ่อมยาง

1. หากยางถูกตะปูตำ จะสามารถซ่อมแซมโดยการปะยางได้ เฉพาะในส่วนหน้ายางที่สัมผัสกับถนนเท่านั้น ไม่ควรปะยาง
บริเวณแก้มยาง ซึ่งยางอาจจะระเบิดได้ง่าย เนื่องจากไม่มีโครงสร้างของชั้นผ้าใบ และเส้นลวด
2. ยางที่สามารถจะปะ หรือซ่อมได้ ควรมีความลึกของดอกยางไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิเมตร และควรกว้างไม่เกิน 6 มิลลิเมตร
3. ไม่ควรปะยางเกิน 2 ครั้งบนยางเส้นเดียวกัน
4. ไม่ควรปะยางซ้ำรอยเดิม

ข้อมูลจาก hondaloverclub.com