• Welcome to เว็บบอร์ด ประกาศ ขายรถบรรทุก ซื้อรถบรรทุก แลกเปลี่ยนรถบรรทุก ที่นี่ฟรี!.
 

ข่าว:



    ยินดีต้อนรับสู่เว็บรถบรรทุก แหล่งรวมประกาศเช่า-ซื้อ-ขายรถบรรทุก เครื่องจักรกลหนัก เครื่องกลการเกษตร อุปกรณ์และอะไหล่ บริการขนส่ง ฯลฯ
    ถ้าพี่น้องติดต่อเข้ามาทาง contact form กรุณากรอกอีเมล์ที่สามารถติดต่อได้ด้วยนะครับ

Main Menu
Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - Trucker

#301
สถาปัตย์มหัศจรรย์! โลกตะลึง10ตึกประหลาด (ข่าวสด)

          "สถาบันสถาปัตยกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา" พยากรณ์ล่าสุดว่า ผลพวงจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำและภาคอสังหาริมทรัพย์ซบเซา จะส่งผลให้ลักษณะการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนในช่วง 2-3 ปีจากนี้ลดการออกแบบหวือหวาลงไปเพื่อประหยัดต้นทุน โดยหันไปเน้นรูปแบบเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

          ด้วยเหตุนี้นิตยสารเทคโนโลยีเครื่องยนต์กลไกเล่มดัง "พ็อพพิว ลาร์เมคานิก" จึงตระเวนสรรหาตึกแปลกประหลาดพิสดาร ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ด้านสถาปัตยกรรมและแรงโน้มจากทั่วโลกมาให้ได้ยลโฉมกันบางส่วนดังนี้

          1. 30 St. Mary Axe (30 เซนต์ แมรี่ แอ็กซ์)

          ตึกระฟ้าเจ้าของสถิติอาคารสูงอันดับ 2 ในมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดทำการปี 2547 มีชื่อเล่นว่า "ตึกแตง" เพราะรูปทรงคล้ายแตง กลมมนทั้งตึก โครงสร้างเต็มไปด้วยกระจก เฉพาะภายนอกติดตั้งกระจกกินพื้นที่ 24,000 ตารางเมตร

30 St. Mary Axe

          2. The Egg (ดิ เอ้ก)

          อาคารทรงไข่ผ่าครึ่ง ที่ตั้งศูนย์ศิลปะการแสดงเมืองอัลเบนี่ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีโรงละครอยู่ภายใน 2 โรง ความจุรวม 892 ที่นั่ง ยากที่ใครจะเลียนแบบ เพราะมีโครงสร้างรับน้ำหนักซับซ้อนมาก


The Egg


          3. Flintstone House (ฟลินต์สโตน เฮาส์)

          บ้านจัดสรรในเมืองเบอร์ลินเกม รัฐแคลิ ฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สร้างเลียนแบบบ้านในการ์ตูนยอดฮิตในอดีต "มนุษย์หินฟลินต์สโตน" ออกแบบโดย วิลเลียม นิโคลสัน เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน


Flintstone House


          4. The Crooked House (เดอะคร้กเก็ดเฮาส์)

          อาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจเมืองโซพอต ประเทศโปแลนด์ มองดูมีสัดส่วนบิดเบี้ยวสุดๆ ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพบ้านเรือนในหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก ตรงหลังคาออกแบบตั้งใจให้เหมือนเกล็ดมังกร


The Crooked House


          5.) Basket Building (บาสเก็ตบิลดิ้ง)

          สำนักงานใหญ่บริษัทลองกาเบอร์เกอร์ เมืองนิวอาร์ก สหรัฐอเมริกา ประกอบกิจการขายตะกร้า ซึ่งก็คือที่มาของอารมณ์นึกสนุกสร้างตึกเป็นทรงตะกร้านั่นเอง


Basket Building


          6.) Guggenheim Museum (กุกเกนไฮม์ มิวเซียม)

          พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ เมืองบิลเบา ประเทศสเปน รังสรรค์โดย แฟรงก์ เกห์รี สถาปนิกชื่อดังระดับโลกชาวแคนาดา ออกแบบให้ดูสับสนวุ่นวาย มองแล้วเดาไม่ออกว่าเส้นสายโครงสร้างจะไปจบตรงไหน


Guggenheim Museum


          7.) Dancing House (แดนซิ่งเฮาส์)

          "บ้านเต้นระบำ" กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ผลงาน แฟรงก์ เกห์รี สถาปนิกแคนาดา และวลาโด มิลยูนิช เพื่อนสถาป นิก มีชื่อเล่น "จิงเจอร์แอนด์เฟร็ด" ตามที่มีการออกแบบได้แนวคิดจากท่าเต้นพลิ้วไหวคู่กันของ จิงเจอร์ โรเจอร์ส และเฟร็ด แอสแตร์ สองนักเต้นชื่อดัง


Dancing House


          8.) Lotus Temple (โลตัสเทมเปิ้ล)

          "วัดดอกบัว" หรือ "โลตัสเทมเปิ้ล" ในกรุง นิวเดลี อินเดีย หนึ่งในศาสนสถานที่มีผู้คนมาเยี่ยมเยือนมากที่สุดในอินเดีย


Lotus Temple


         9.) Cube House (คิวบ์เฮาส์)

          บ้านทรงลูกบาศก์เชื่อมต่อกัน 38 หลังในนครร็อตเทอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ เกิดจากแนวคิดเวลามองหมู่แมกไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ร่วมกัน


Cube House


          10.) Library of Alexandria (ไลบรารี่ ออฟ อเล็กซานเดรีย)

          ห้องสมุดเมืองอเล็กซานเดรีย อียิปต์ มีความสูง 11 ชั้น ลักษณะอาคารสื่อถึงภาพดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ เปรียบได้กับการเข้ามาแสวงหาเพิ่มพูนปัญญา ณ สถานที่แห่งนี้
Library of Alexandria

from Kapook.com
#302
เครื่องบิน บางกอกแอร์เวย์ ชนหอบังคับการบิน กัปตันดับ! (เดลินิวส์)



บางกอกแอร์เวย์

ขอเลือดกรุ๊ปบี ช่วยคนเจ็บ บางกอกแอร์เวย์

         ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (4 ส.ค.) ถึงความคืบหน้าเหตุเครื่องบินโดยสารของ บางกอกแอร์เวย์ เที่ยวบิน PG 266 ลื่นไถลออกนอกรันเวย์ ขณะร่อนลงที่สนามบินเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีว่า มีรายงานว่าผู้บาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ 34 ราย แพทย์ได้ระดมกำลังช่วยเหลือเต็มที่ โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติต้องการ เลือดกรุ๊ปบี ด่วน โดยมีการออกประกาศทางวิทยุและสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเพื่อให้ไปบริจาคที่เกาะสมุย

         สำหรับเครื่องบิน บางกอกแอร์เวย์ ลำดังกล่าว เป็นรุ่น ATR72-500 ผลิตในฝรั่งเศส มีนักบิน 2 คน ลูกเรือ 2 คน ขณะ บางกอกแอร์เวย์ เกิดเหตุมีผู้โดยสาร 68 คน

         ทั้งนี้ ผู้โดยสารที่รอดชีวิตจากเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้เปิดเผยว่า ช่วงที่เครื่องร่อนลงเจอพายุฝนและลมกระหน่ำทำให้เครื่องเซไปชนหอบังคับการบินเก่าซึ่งปัจจุบันใช้เป็นสถานีดับเพลิง ซึ่งห่างออกไปด้านซ้ายรันเวย์ 20 เมตร จนหัวเครื่องแหลกปีกซ้ายหัก ผู้โดยสารบาดเจ็บ ส่วนกัปตัน บางกอกแอร์เวย์ ถูกอัดก็อปปี้เสียชีวิตคาที่

รายงานผู้บาดเจ็บ บางกอกแอร์เวย์ ล่าสุด มีดังต่อไปนี้
บาดเจ็บสาหัส 5 คน (นำส่งโรงพยาบาลแล้ว)
บาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน (นำส่งโรงพยาบาลแล้ว)
ปลอดภัย 61 คน
ลูกเรือ 2 คนปลอดภัย
นักบินปลอดภัย 1 คน เสียชีวิต 1 คน

         



#303
หน่วยรบพิเศษ (ไทยรัฐ)

คอลัมน์ : ทีมงาน ต่วย'ตูน


          ดูเผินๆ แล้วเหมือนกับว่า ตอนนี้โลกเราอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างสงบ แม้จะมีการสู้รบ หรือสงครามอยู่บ้าง ก็เป็นส่วนน้อย และเป็นเรื่องห่างไกลตัวเรามาก แต่อันที่จริงแล้ว การปฏิบัติการทางทหารต่างๆ ยังมีอยู่เนืองๆ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เพื่อจัดการกับหลากหลายปัญหา รวมถึงในบ้านเราเอง ที่ในระยะหลังก็มีการใช้หน่วยรบพิเศษเข้าไปดูแลบางเรื่อง เช่น ความรุนแรงในภาคใต้ เป็นต้น

          ว่าแล้ว ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย'ตูน จึงระดมสรรพกำลังค้นข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยรบพิเศษต่างๆ มานำเสนอท่านผู้อ่าน เพื่อให้ได้รู้จักกับพวกเขาเหล่านี้ ที่ทำงานหนักเพื่อความสุขสงบของประชาชน


หน่วยซุ่มยิงของ SAS

          แรกเริ่มเดิมทีนั้น กองกำลังทหารในยุคก่อนๆ โน้น ก็มักจะฝึกกันแบบมาตรฐานทั่วไป คือสมัยที่ยังใช้ดาบ ก็ฝึกดาบ สมัยที่หันมาใช้ปืน ก็ฝึกปืน และยุทธวิธีต่างๆ ที่พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ในระยะต่อมา ความต้องการนายทหารที่มีความสามารถพิเศษก็มีมากขึ้น สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มมาจากกองกำลังสำคัญที่เป็นหน่วยอารักขาบุคคลสำคัญ ที่ทหารในหน่วยนี้จะต้องมีการฝึกพิเศษ ให้แกร่ง กล้า ท้าชนได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือการต่อสู้ หรือไหวพริบปฏิภาณ

          แต่เหตุการณ์ที่ช่วยพัฒนากองกำลังทหารเป็นอย่างมาก จนก่อกำเนิดให้เกิดเป็นหน่วยรบพิเศษในหลายประเทศนั้น น่าจะเกิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีการต่อสู้ในวงกว้าง และต้องการนักรบที่เก่งฉกาจจริงๆ


หน่วย SAS ขณะออกปฏิบัติภารกิจ

          ประเทศแรกๆ ที่พัฒนาหน่วยรบพิเศษอย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น น่าจะเป็นอังกฤษ โดยนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงปัจจุบัน หน่วยรบพิเศษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของดินแดนสิงโตคำรามมีอยู่ 2 หน่วยงานหลัก คือ กองกำลังพิเศษทางเรือ (Special Boat Service : SBS) และกองกำลังพิเศษทางอากาศ (Special Air Service : SAS)

          SBS ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารหน่วยนี้เชี่ยวชาญการปฏิบัติการทั้งในทะเล ชายฝั่ง แม่น้ำ นายทหารที่จะเข้ามาอยู่ในหน่วยนี้ได้ จะต้องเป็นนาวิกโยธินมาก่อน แล้วผ่านการฝึกหนัก จนทรหดอดทน สามารถว่ายน้ำได้ในระยะทางไกลๆ ทำงานได้แม้ในสถานการณ์ที่มองเห็นไม่ชัด มีไหวพริบขั้นสุดยอด และก่อนออกปฏิบัติการทุกครั้ง ต้องศึกษาข้อมูลมาอย่างเพียบพร้อมรอบด้าน

          ส่วนใหญ่แล้ว SBS มักจะออกปฏิบัติการในรูปแบบกองกำลังขนาดเล็ก เคลื่อนไหวเร็ว โดยมักจะทำงานเป็นทีมแค่ 2 คน ที่จะย่องเงียบออกจากเรือดำน้ำ แล้วพายเรือแคนูไปช้าๆเพื่อเข้าทำลายเรือศัตรู หรือตัดเครือข่ายการสื่อสารสำคัญของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงทำหน้าที่การแทรกซึมอย่างลับๆเข้าไปในเขตศัตรู และบางครั้งยังทำหน้าที่เป็นหน่วยสืบราชการลับด้วย


กองกำลังรบพิเศษ SBS


          การปฏิบัติการ ครั้งแรกของ SBS เกิดขึ้นในชายฝั่งอิตาลี และบรรดาเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะขยายเครือข่ายครอบคลุมน่านน้ำยุโรป และยังทำงานมาจนถึงปัจจุบัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการปฏิบัติการแบบค่อนข้างลับ ท่ามกลางความมืดมิดของท้องน้ำ

          ในขณะที่หน่วย SAS นั้น เน้นการปฏิบัติการในน่านฟ้า ทำให้เป็นที่รู้จักมากกว่านับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังนี้สามารถปฏิบัติการลึกเข้าไปในเขตของศัตรูได้มากกว่า เช่น ในแถบทะเลทรายของแอฟริกาเหนือ และหลังจากสงครามแล้ว ก็ยังออกปฏิบัติการในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว SAS จะออกรบแบบกองโจรที่จู่โจมอย่างรวดเร็ว โดยใน SAS ยังแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ชำนาญในการปฏิบัติการทางอากาศ ทางภูเขา หน่วยเคลื่อนที่เร็ว และกลุ่มสะเทินน้ำสะเทินบก

          ลองหันไปดูทางด้าน รัสเซีย กองรบพิเศษที่มีชื่อเสียงมากคือ Center of Special Operations : CSN ซึ่งใน CSN นี้ มีหน่วยปฏิบัติการย่อยลงไปอีก เช่น หน่วยอัลฟา เป็นหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายที่ทำงานมาตั้งแต่ ค.ศ.1974 เป็นหน่วยงานที่ว่ากันว่า รวบรวม "มืออาชีพ" เอาไว้จำนวนมากกว่า 700 นาย ที่ผ่านการฝึกหนักทั้งด้านอากาศและอาวุธต่างๆ มาอย่างหนัก และยังแบ่งภายในเป็นกลุ่มที่เชี่ยวชาญการปฏิบัติการในภูเขา กับอีกกลุ่มที่เชี่ยวชาญการต่อต้านวินาศกรรม เชี่ยวชาญด้านอาวุธ และสามารถดัดแปลงอาวุธให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้เสมอ


การฝึกเคลื่อนตัวทางน้ำของหน่วยซีล

          อีกหน่วยที่มีชื่อเสียงมากเหมือนกันคือ Vympel ซึ่งเดิมเป็นหัวกะทิของหน่วยปราบวินาศกรรมในเคจีบีที่ถูกยกเลิกหน่วยไปแล้ว จึงได้ย้ายมาสังกัดหน่วยใหม่นี้ มีหน้าที่สำคัญในการปราบปรามการก่อการร้าย และต่อต้านวินาศกรรม เชี่ยวชาญในการปกป้องสถานที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะการปกป้องโรงงานนิวเคลียร์ ทำให้ทุกเมืองของรัสเซียที่มีโรงงานนิวเคลียร์จะต้องมีกองกำลังของหน่วยงาน นี้อยู่ใกล้ๆ เสมอ

          ส่วนหน่วยรบพิเศษ ที่น่าจะมีการออกปฏิบัติการ มากที่สุดในช่วงหลังๆ นี้ น่าจะเป็นหน่วยรบพิเศษของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมากมายหลายหน่วย เช่น หน่วยเรนเจอร์ กองกำลังทหารราบที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1755 ในช่วงสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับอินเดีย และต่อมาก็ออกปฏิบัติการอีกหลายครั้ง แต่ก็ล้าๆ ไป จนกระทั่งเกิดสงครามเวียดนาม ที่สหรัฐฯพลาดท่าบ่อยๆ กับยุทธวิธีของเวียดกง จนเกิดความคิดว่าน่าจะมีการพัฒนาหน่วยรบพิเศษที่สามารถเคลื่อน ไหวได้รวดเร็ว ทำการอย่างมีประสิทธิภาพ กองกำลังเรนเจอร์ที่ 1 จึง กลับมาอีกครั้ง และหลังจากนั้นก็เกิดหน่วยรบพิเศษขึ้นมาอีกหลายหน่วย

          ทหารที่จะเข้าเป็นหน่วยรบพิเศษของสหรัฐอเมริกาได้ จะต้องผ่านการฝึกแบบกองโจร คุ้นเคยกับอาวุธนานาชนิด ในขณะที่ต้องเชี่ยวชาญการต่อสู้มือเปล่า สามารถปฏิบัติการในเวลากลางคืน รวมถึงต้องเชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยาและการรักษาพยาบาลด้วย



ทหารหน่วยซีลกำลังทิ้งตัวลงจากเครื่องบิน


          หน่วยรบพิเศษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกหน่วยหนึ่งของพี่เบิ้มมะกันคือ หน่วยซีล (SEALs) หรือ US Navy Sea, Air and Land Forces สังกัดกองทัพเรือ เน้นการปฏิบัติการพิเศษ การลาดตระเวนทางนํ้า มีความสามารถในการจู่โจมใต้นํ้ามาตั้งแต่ ค.ศ.1961 ซึ่งแม้จะได้ชื่อว่าเป็นทหารเรือ แต่หน่วยซีลนี้ สามารถทำงานได้ทั้งในทะเล อากาศ และบนภาคพื้นดิน นายทหารในหน่วยซีลจะต้องผ่านการฝึกหนักในพื้นที่พิเศษ ทุรกันดาร ฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การทำลายล้าง การกระโดดร่มจากที่สูงมากๆ ฝึกภาษา ทำให้มีคำกล่าวที่ว่า หน่วยซีลชั้นดีนั้นสามารถพูดได้แทบทุกภาษา ทำให้สามารถเข้าไปปฏิบัติการได้ทุกแห่งบนโลก และในเวลาต่อมา ก็เกิดหน่วยซีลขึ้นในอีกหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเรา ก็มีหน่วยซีล ที่เป็นหน่วยที่ต้องผ่านการฝึกอันสุดยอดมาด้วยเช่นกัน

          แต่หากจะพูดถึงทหารสหรัฐฯในภาพกว้างๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะถูกเรียกขานกันติดปากว่า จีไอ ซึ่งมาจากคำว่า Government Issue หรือหมายเรียกเข้ารับการเกณฑ์ทหาร และเมื่อทหารสหรัฐฯออกไปปฏิบัติการทั่วโลก ไม่ว่าจะมาจากหน่วยไหนก็ตาม ก็มักจะถูกเรียกกันรวมๆ ว่า จีไอ ในขณะที่ตุ๊กตาทหารชื่อดังที่เด็กผู้ชาย หรือแม้แต่ผู้ใหญ่สะสมกันทั่วโลกนั้น เรียกว่า จีไอโจ ซึ่งเดิมเป็นชื่อของทหารในหนังสือการ์ตูนและภาพยนตร์ แต่มาโด่งดังสุดๆ ตอนที่บริษัทผู้ผลิตของเล่นฮาสโบรได้ออกสินค้าเป็นตุ๊กตาทหารในนามจีไอโจ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1964 และขายดิบขายดีไปทั่วโลกจนปัจจุบัน
#304
"เบรก" ให้ดีต้องมีเทคนิค (Lisa)


          เรื่อง "เบรก" ที่ดูเหมือนจะง่าย แต่ใช้ว่าทุกคนจะทำได้ดี หากใครเคยมีประสบการณ์เบรกจนหัวทิ่มเพราะตกใจหรือชนท้ายคันหน้าเพราะเบรกไม่ทัน วันนี้มาเรียนรู้เทคนิคการเบรกอย่างปลอดภัยและไม่ยุ่งยากที่ Lisa มีคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะ               

           ก่อนแตะเบรก ควรเหลือบมองรถคันที่ตามมาด้วยว่าเขาจะเบรกทันหรือไม่ หากดูเหมือนจะไม่ทันให้เบรกเบาๆ ชิดรถคันหน้าอีกหน่อย ดีกว่าถูกชนท้าย               

           การเบรก ถ้ากดแป้นเบรกแต่เนิ่นๆ ก็สามารถใช้ไฟเบรกเตือนผู้ขับที่ตามหลังมาได้ โดยแตะเบรกให้ไฟเบรกสว่างขึ้น ถอดเท้าสักนิดให้ไฟเบรกดับ และกดซ้ำเพื่อให้ไฟเบรกกระพริบ เป็นการกระตุ้นเตือน               

           การตรวจไฟเบรก ทำได้โดยจอดรถให้ท้ายรถชิดกับกำแพงในที่มืดๆ แล้วกดแป้นเบรก แค่นี้ก็รู้ว่าไฟเบรกขาดหรือไม่ ระไม่ควรติดตั้งระบบเสริมให้ไฟเบรกกระพริบได้เพราะจะสร้างความสับสนได้               

           ในสถานการณ์คับขันการเบรกระยะสั้นและปลอดภัย คือเบรกจนล้อเกือบล็อค (ถ้ามีเอบีเอสก็ต้องเบรกจนเอบีเอสเกือบทำงาน) ลองทำบนถนนกว้างๆ โดยไม่มีคันอื่นใกล้ๆ               

           ยิ่งขับแล้วยิ่งต้องมองไกล คือมองทะลุกระจกรถคันหน้าด้วย เพราะจะได้ประเมินสถานการณ์ได้ล่วงหน้า  แล้วแตะแป้นเบรกนับตั้งแต่เริ่มมองเห็น คนส่วนให้ใช้เวลาประเมิณ 0.3-0.5 วินาที               

           รถที่ไม่มีเอบีเอส หากต้องเบรกบนถนนลื่นหรือเบรกกะทันหันก็อย่าเบรกแรงจนล้อล็อค ซึ่งไม่ใช้เรื่องง่ายให้ตั้งสติก่อนเบรก ถ้าล้อล็อคให้ย้ำเบรก (กดซ้ำๆ) ช่วยได้               

           การเบรกพร้อมกับการเปลี่ยนเกียร์ช่วยเบรก นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังทำให้รถมีการถ่ายน้ำหนักไม่สมดุล กระดกไป-มา อีกด้วย ไม่ควรใช้การลดเกียร์เพื่อช่วยเบรกในการขับปกติ               

           การเบรกเพื่อจอด ให้เบรกโดยไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์และไม่ต้องแตะคลัทช์ เมื่อรถหยุดเกือบสนิทแล้วค่อยเริ่มเหยียบครัทช์ลงไปให้สุดเมื่อหยุดแล้วค่อยปลดเป็นเกียร์ว่าง

ขอขอบคุณข้อมูลจากLisa
#305
ตะลอนทัวร์ / เที่ยวใกล้ ถูกใจ สบายกระเป๋า
02 สิงหาคม 2009, 12:00:44 หลังเที่ยง
เที่ยวใกล้ ถูกใจ สบายกระเป๋า (กรุงเทพธุรกิจ)

โดย : ชัชลัย ป้อมทอง





           หากอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ ทั้งจากสภาพอากาศ และบรรยากาศทางการเมือง ทำให้รู้สึกเครียดและอยากจะผ่อนคลาย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเสนอโปรแกรมการเดินทางทางระยะใกล้ ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนานแบบครบรส ภายใต้โครงการ "เที่ยวหลากหลายสไตล์ภาคกลาง" โดยมี วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นประธานเปิดงานเมื่อเร็วๆ นี้

           วัตถุประสงค์สำคัญของโครงการนี้คือ การสร้างคุณค่าให้กับแหล่งท่องเที่ยวในภาคกลางที่มีสถานที่สำคัญอยู่ใกล้ๆ กัน การเดินทางสะดวก และมีสถานที่ท่องเที่ยวครบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ทะเล ภูเขา น้ำตก วัดวาอาราม ตลาด งานศิลปะ วิถีชีวิตพื้นบ้าน และอีกมากมาย สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้นอกจากจะไปได้บ่อยแล้ว ยังเป็นการเดินทางในราคาประหยัด ถือเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติท่องเที่ยวในภาคกลางเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียน กระจายรายได้ไปสู่ชุมชน ตามแคมเปญ "เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก" ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

           สำหรับแหล่งท่องเที่ยวตามโครงการนี้ ททท. ได้แบ่งภาคกลางออกเป็น 9 เขตท่องเที่ยว

            เริ่มตั้งแต่ สีสันตะวันออก ประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับท้องทะเลที่สวยงาม หาดทรายขาวละเอียด และยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ "เรืออภิรมย์" เรือดำน้ำเพื่อการท่องเที่ยวลำเเรกของไทยที่จะนำชมโลกใต้ทะเลพัทยา ระหว่างเกาะล้านและเกาะสาก

            มนต์เสน่ห์ทะเลวัง ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สองจังหวัดนี้ไม่ได้มีแค่ทะเลสะอาดแสนสงบ ขนมหวานจับใจ พระราชวังสุดคลาสสิก แต่ยังมีเรื่องราวในอดีตอันอบอุ่นที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เราคอยติดตาม เช่น ศิลปะปูนปั้นเมืองเพชร ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีลูกเล่นไม่ซ้ำกัน

            แดนสวรรค์ตะวันตก ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้เดินป่า ล่องแพหรือขี่ช้างเพื่อใกล้ชิดกับสภาพป่า พรรณไม้ สัตว์ และนกประจำถิ่นตามอัธยาศัย นอกจากนี้ยังมีถ้ำธารลอดแถวบ่อพลอยที่นักโบราณคดีระบุว่าเคยเป็นบ้านของมนุษย์ยุคหิน เพราะมีการขุดพบโครงกระดูกและอุปกรณ์ดำรงชีวิตต่างๆ ด้วย

            เที่ยวท่องล่องแม่กลอง สมุทรสงครามและสมุทรสาคร เขตท่องเที่ยวนี้สามารถสัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชาวบ้านได้ทั้งริมฝั่งแม่น้ำละชายทะเล โดยเฉพาะทางปากอ่าวแม่กลอง สมุทรสงคราม นักท่องเที่ยวอาจเลือกปลูกป่าชายเลนกลางทะเลในช่วงน้ำลง หรือเดินทางไปที่ตำบลดอนไก่ดี สมุทรสาคร เพื่อชมแหล่งผลิตเบญจรงค์ขึ้นชื่อของเมืองไทย ซึ่งมีหลักสูตรการสอนและสาธิตการทำเครื่องเบญจรงค์แบบเร่งรัดในหนึ่งวัน

            เที่ยวเมืองเก่าเล่าประวัติศาสตร์ เริ่มตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สำรวจร่องรอยในอดีตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะโบราณสถาน วัดวาอาราม เรียกได้ว่าไม่เพียงได้ท่องเที่ยวไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคล ยังได้ซาบซึ้งกับมรดกทางวัฒนธรรมอันประณีตของวัดโบราณทั่วภาคกลาง

            เที่ยวท่องล่องเจ้าพระยา มีหลายเส้นทางได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี สมุทรปราการ และนนทบุรี สำหรับผลไม้ขึ้นชื่อของชัยนาท คือส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา อร่อยมากเสียจนสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสชมว่า "ส้มโอของที่นี่น่ะผลกลม ผิวเรียบ เปลือกบาง รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ กรอบและไม่ขม"

           นอกจากนี้ยังมีอีกหลายรูปแบบการท่องเที่ยวตามความชื่นชอบ เช่น ผจญภัยหัวใจสีเขียว นครนายก ปราจีนบุรี ตราด ลพบุรี สระบุรี ชายแดนเบื้องบูรพา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และกรุงเทพฯ สุขหรรษา อันหมายรวมถึงกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา

           ใครจะชอบท่องเที่ยวแนวไหน สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tourismthailand.org/ หรือโทรสายด่วน 1672
#306
ทึ่งหนุ่มพิการขาลีบใช้เข่าแทนขาประกอบรถอีแต๋นขาย


          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พบ นายสุพรรณ เยขจร อายุ 45 ปี บ้านเลขที่ 20/1 หมู่ 5 บ้านหาดกำแพง ต.บ้านโคน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ หนุ่มพิการขาลีบทั้ง 2 ข้าง ต้องใช้หัวเข่ายันพื้นเดินแทนขา เรียนจบแค่ชั้น ป.4 แต่มีความสามารถซ่อมเครื่องยนต์ทางการเกษตรทุกชนิด พร้อมรับต่อประกอบรถอีแต๋นหรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า "รถไทยแลนด์" ใช้เวลาต่อรถเพียงแค่ 15 วัน ยึดอาชีพมานานกว่า 20 ปี โดยไม่มีลูกมือคอยช่วยเหลือ ไม่เคยคิดย่อท้อต่อชะตาชีวิต มีความขยันขันแข็งมุมานะบากบั่น คนทั้งหมู่บ้านทึ่งในความสามารถ จนได้รับฉายาว่า "ช่างเปี้ย"

          นายสุพรรณ เผยว่า ขาทั้ง 2 ข้างลีบและเล็กมาตั้งแต่กำเนิด เรียนจบ ป.4 ไปขออาศัยอยู่กับญาติซึ่งเปิดอู่รถซ่อมเครื่องยนต์ที่ จ.พิษณุโลก ไม่ได้ค่าแรง แต่ได้ข้าวกินและที่นอน พร้อมกับการได้เรียนรู้ในวิชาชีพด้านช่าง กระทั่งอายุ 17 ปี ก็เปิดอู่เองขนาดเล็กที่บ้านด้วยการซ่อมเครื่องยนต์ทางการเกษตรตั้งแต่รถไถนาทุกยี่ห้อ จนมาถึงการซ่อมล้างเครื่องยนต์ประเภทรถยนต์ดีเซลและเบนซิน กระทั่งมีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น

          "เมื่ออายุได้ 20 ปี แต่งงานมีครอบครัว ภรรยาเป็นชาวพิษณุโลก ไม่คิดรังเกียจที่ร่างกายพิการ คอยเป็นกำลังใจให้ จึงเริ่มขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น ได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือประชาสงเคราะห์เดิมครั้งแรก 20,000 บาท และครั้งที่ 2 จำนวน 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ย ผ่อนส่งเป็นรายเดือนละ 500 บาท เพื่อซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการซ่อมแซมรถยนต์ ต่อมาพลิกผันอาชีพจากช่างซ่อมเครื่องยนต์อย่างเดียว หันมาพัฒนาตัวเองด้วยการประกอบต่อตัวรถไทยแลนด์ขาย โดยใช้เวลา 15 วันต่อรถเสร็จ 1 คัน รายได้ก็พออยู่พอกินสามารถเลี้ยงครอบครัวและลูกชายที่อายุเกือบ 2 ขวบ" นายสุพรรณ กล่าว

          นายสุพรรณ กล่าวว่า สิ่งที่ลำบากมากในการประกอบอาชีพของตนคือ ไม่มีอุปกรณ์สำหรับยกเครื่องยนต์ ทุกวันนี้ต้องใช้ลอก แม่แรง หรือ ใช้ท่อนไม่หนุนช่วย แต่ต้องใช้แรงแขนและขา จนบางครั้งอ่อนแรงล้มทับตัวเองก็มี บาดเจ็บวันละหลายๆ ครั้ง เคยสอบถามราคาอุปกรณ์ยกเครื่องยนต์ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาด ราคาค่อนข้างสูงยังไม่มีกำลังทรัพย์ซื้อ ชีวิตทุกวันนี้ใช้ความอดทน ใจสู้ ทั้งนี้ คนพิการสามารถทำงานเลี้ยงตนเองได้หากสังคมให้โอกาสและไม่ปิดกั้น

          ด้าน นายเสมียน จิตสวน หนึ่งในลูกค้าที่สั่งประกอบรถไทยแลนด์ กล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ที่ อ.พิชัย เพราะ ชาวนาจะใช้รถไทยแลนด์ในการขนข้าวและพืชผลทางการเกษตรได้สารพัดประโยชน์ ราคาไม่แพงหากสั่งจากนายสุพรรณและเป็นคนในภูมิลำเนาเดียวกัน หากรถมีปัญหาสามารถนำมาซ่อมได้ บางครั้งไม่คิดค่าแรง จ่ายแค่ค่าอะไหล่ ทำให้เป็นที่รักของเพื่อนบ้าน

สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
#307

แต่เดิมนั้น วันแม่แห่งชาติ ได้กำหนดเอาไว้วันที่ 15 เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงาน วันแม่ ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป       มีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวด คำขวัญวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความ สำคัญของแม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของ วันแม ่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปเรียกกันว่า วันแม่แห่งชาติ
#308
ผลการสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำงวดวันที่ 1 ส.ค. 2552  



ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลประจำงวดวันที่ 16 ก.ค. 2552

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1

000816

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลข้างเคียงรางวัลที่ 1

000815 000817

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 2

169964 292125 373983 533197 944511

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 3

082354 261753 510745 692173 792039 805155 866501 930331 943298 981253

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 4

008837 036184 037821 085420 165019 165512 187110 191200 194142

195492 222653 234097 241565 252275 276987 291522 315259 318365

324019 332537 392298 472199 474072 474425 477518 488339 490220

492112 511487 568958 600917 601409 635607 641501 659611 724932

727376 738005 760339 784534 830421 840504 848138 903730 921590

921885 923059 939234 958699 958853

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5

019215 022920 032261 034041 041287 047118 048143 053587

059853 069210 076200 078965 112020 144504 147083 152307

157581 169677 175370 185747 189553 192651 195236 198946

221823 231231 232322 233416 233560 246958 256442 256943

293606 313211 317394 323706 342122 347370 357344 358960

373690 377513 378689 385851 392585 407348 407740 413562

423682 450080 463197 482119 490242 503831 522240 529840

542009 543772 552719 576454 577208 585903 594642 601570

611063 634154 663586 672894 690114 701065 702521 713720

718348 733758 734294 741341 753513 762350 786351 800489

808758 823016 828714 851468 867304 872702 887049 891687

899181 901982 917953 920012 927305 931119 957058 962535

968804

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลเลขท้าย 3 ตัว

005 177 356 836

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลเลขท้าย 2 ตัว

94

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 พิเศษ ของสลากกินแบ่งรัฐบาล

———————————————————————-
#309

พราก 10 ปี พ่อชัยภูมิปั่นจักรยานตามหาลูก (ไทยรัฐ)

        พ่อวัย 67 ปั่นจักรยานจากชัยภูมิ เกือบ 19 วัน ถึงกำแพงเพชร ตามหาลูกชายคนเดียวที่ไม่เจอกันกว่า 10 ปี เงินติดตัว 1 พันหมดเกลี้ยง ต้องขอข้าวชาวบ้านประทังชีวิต

        ผู้สื่อข่าวรายงานได้รับแจ้ง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ว่า มีชายวัย 67 ปี ชื่อ นายเซ่ง ถาวงษ์กลาง บ้านอยู่ อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ ปั่นจักรยานพร้อมสัมภาระยังชีพตามหาลูกชายในพื้นที่ อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร ไปตรวจสอบพบนายเซ่งปั่นรถจักรยานตามหาลูกจริง

        โดย นายเซ่ง กล่าวว่า เป็นคน จ.ชัยภูมิ มีลูกชายคนเดียวชื่อ นายอุทัย ถาวงษ์กลาง อายุ 31 ปี ซึ่งหลังจากแต่งงานที่บ้านเกิดได้พาภรรยาออกจากบ้านเกิดมากว่าสิบปี บอกจะมาอยู่ อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร จากนั้นไม่กลับบ้านอีกเลย ต่อมาภรรยาตนตายจึงอยู่ตามลำพัง ล่าสุด ไปทำงานที่ภาคใต้เพิ่งกลับบ้าน พี่ชายบอกลูกชายมาหาก่อนตนจะกลับบ้านประมาณ 20 วันไม่พบกัน จึงตัดสินใจมาตามหาลูกที่กำแพงเพชร

        พ่อวัย 67 กล่าวต่อว่า เนื่องจากไม่มีเงินเป็นค่ารถโดยสาร จึงได้ขี่รถจักรยานออกมาจาก จ.ชัยภูมิ เพื่อมาตามหาลูก โดยใช้เวลาขี่จักรยานจาก จ.ชัยภูมิ ถึง จ.กำแพงเพชร รวมระยะเวลาก็ 19 วัน ค่ำที่ไหนนอนที่นั้น มีเงินติดตัวมา1,000 บาท ใช้หมดไปแล้ว ขณะนี้ไม่มีเงินเหลือแม้แต่บาทเดียว เวลาหิวข้าวต้องขออาหารชาวบ้านข้างทางที่ผ่านกินไปวันๆ และจะตระเวนขี่จักรยานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบลูกชาย

        ด้าน น.ส.รุ่งเรือง ไขแสง ปลัดสำนักฝ่ายปฏิบัติการ อ.ปางศิลาทอง กล่าวว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ฝ่ายทะเบียนพบว่า มีคนชื่อนายอุทัย ถาวงษ์กลาง อายุ 31 ปี จริง อยู่ในพื้นที่ อ.ปางศิลาทอง แต่เป็นคนที่เกิดใน  จ.กำแพงเพชร มีพ่อแม่เป็นคนกำแพงเพชร ไม่ใช่ลูกชายของนายเซ่ง อย่างไรก็ตาม จะให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านช่วยค้นหาลูกชายนายเซ่งให้ เพราะนายอุทัยอาจจะเปลี่ยนชื่อนามสกุลไปแล้วก็ได้
#310
ข้อมูลไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (สำนักจัดการความรู้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข)

[/b]
1. หากเรามีอาการป่วยสงสัยจะเป็นไข้หวัดใหญ่ เราควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหรือไม่?

ตอบ
          หากเรามีอาการป่วยสงสัยจะเป็นไข้หวัดใหญ่ให้ตรวจสอบว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ นั่นคือ เราเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ หอบหืด เป็นต้น

    * ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอ็ชไอวี ผู้ป่วยโรคเลือด ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
    * หญิงตั้งครรภ์
    * ผู้ที่เป็นโรคอ้วน
    * กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
    * เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี

         เราเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่โรคจะรุนแรง เราควรรีบไปพบแพทย์

         หากเราไม่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เรายังไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ในทันที เราสามารถพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้ รับประทานยาตามอาการ เช่น ถ้ามีไข้ ก็ให้รับประทานยาพาราเซตตามอล และเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น หรือถ้ามีอาการไอมาก ก็ให้ดื่มน้ำมากๆ เป็นต้น หากไข้ไม่ลด อาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน หรือเริ่มมีอาการที่บ่งว่าจะมีอาการรุนแรง (เช่น ผู้ป่วยที่หายใจเร็ว (อายุน้อยกว่า 2 เดือน หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที อายุ 1-5 ปีหายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที อายุมากกว่า 5 ปีหายใจเร็วกว่า 30 ครั้งต่อนาที) ไข้ไม่ลดใน 3 วัน อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้ เป็นต้น) จึงควรไปพบแพทย์

         หากเราไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงจากการป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ การไปพบแพทย์จะทำให้เราเพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อจากผู้ป่วยอื่นที่โรงพยาบาล และยังไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เพิ่มเติม เนื่องจากแพทย์ก็จะแนะนำให้เรากลับมาพักฟื้นที่บ้าน ให้ยารักษาตามอาการ และแนะนำให้เราคอยเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของอาการของโรคอยู่ดี


2. เราจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสหรือไม่?

ตอบ
          เนื่องจากผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส กระทรวงสาธารณสุข จึงไม่ได้แนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยที่สงสัยจะป่วย ด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 การให้ยาอย่างกว้างขวางในผู้ที่ไม่จำเป็นต้องได้รับยา นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองแล้ว ยังอาจจะทำให้เชื้อดื้อยาได้เร็วขึ้นอีกด้วย

กลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยา ได้แก่

   1. ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่โรคจะรุนแรง ได้แก่
          * ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ หอบหืด เป็นต้น
          * ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอ็ชไอวี ผู้ป่วยโรคเลือด ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
          * หญิงตั้งครรภ์
          * ผู้ที่เป็นโรคอ้วน
          * กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
          * เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี

   2. ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง (เช่น ผู้ป่วยที่หายใจเร็ว (อายุน้อยกว่า 2 เดือน หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที อายุ 1-5 ปีหายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที อายุมากกว่า 5 ปีหายใจเร็วกว่า 30 ครั้งต่อนาที) หายใจลำบาก เหนื่อย หอบ อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้ เป็นต้น

   3. ผู้ป่วยที่อาการไข้หรืออาการป่วยไม่ดีขึ้นใน 3 วัน

3. หากเราป่วยด้วยอาการที่คล้ายไข้หวัดใหญ่ เราจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อยืนยันเชื้อหรือไม่?

ตอบ
          ในปัจจุบันที่เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 ได้ระบาดขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ การตรวจว่าเราติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 หรือไม่มีความจำเป็นน้อยลงมาก การตรวจหรือไม่ตรวจไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย ดังนั้น ในปัจจุบันในพื้นที่ที่มีการยืนยันการแพร่ระบาดของโรคชัดเจนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการตรวจยืนยันการติดเชื้อก่อนให้การรักษาแต่อย่างใด


4. ในปัจจุบัน ได้มีโรงพยาบาลโดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ได้แนะนำให้ผู้ป่วยตรวจคัดกรองการติดเชื้อ ด้วยชุดการตรวจสอบการติดเชื้อที่ให้ผลเร็ว หากเราป่วยด้วยอาการที่คล้ายไข้หวัดใหญ่ เราควรตรวจด้วยชุดทดสอบให้ผลเร็วเหล่านี้หรือไม่

ตอบ   
          ไม่จำเป็น การตรวจหรือไม่ตรวจไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย นั่นคือ ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร แนวทางการรักษาก็ยังคงเป็นเช่นเดิม (เหมือนข้อ 1)

           นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นแล้ว การตรวจดังกล่าวยังไม่ถือเป็นวิธีที่มาตรฐาน กล่าวคือ การตรวจยังมีความผิดพลาดค่อนข้างสูง นั่นคือ หากมีผู้ป่วยที่ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 จริง 100 คน การตรวจด้วยชุดทดสอบให้ผลเร็วจะให้ผลบวกถูกต้องน้อยกว่า 50 คน นั่นคือ ชุดทดสอบจะบอกว่าผู้ป่วยไม่ติดเชื้อสูงถึงกว่า 50 คนทั้งที่ผู้ป่วยติดเชื้อ การให้ผลผิดพลาดที่สูงมากขนาดนี้ อาจทำให้ผู้ป่วยที่ป่วยจริงเมื่อทราบผลว่าตัวเองไม่ติดเชื้อวางใจ ไม่ดูแลรักษาตัวเองหรือไม่ติดตามเฝ้าระวังอาการของตัวเองให้เหมาะสม จนอาจเกิดอาการรุนแรงตามมาได้

5. เราควรพักฟื้นอยู่ที่บ้านนานเท่าไหร่?

ตอบ
          ผู้ป่วยควรหยุดงานและพักฟื้นอยู่กับบ้าน หลีกเลี่ยงการพบปะ คลุกคลีกับผู้อื่นเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน หากครบ 7 วันแล้วยังคงมีอาการบางอย่างหลงเหลืออยู่บ้าง ก็ให้พักฟื้นอยู่กับบ้าน และหลีกเลี่ยงการพบปะ คลุกคลีกับผู้อื่นต่อไปอีก จนกว่าอาการจะหายสนิทแล้ว 1 วัน

6. ผู้ที่เป็นโรคอ้วนเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือไม่?

ตอบ   

          ผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสจะเกิดอาการรุนแรงได้สูงกว่าคนปกติทั่วไปที่แข็งแรงดี ดังนั้นหากผู้ที่เป็นโรคอ้วนป่วยด้วยอาการที่สงสัยจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ก็ควรไปพบแพทย์ทันที

7. หากเราเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง และยังไม่ติดเชื้อ เราควรต้องป้องกันอะไรเป็นพิเศษ (เช่น การสวมใส่หน้าการอนามัย) หรือไม่?

ตอบ   

          ไม่จำเป็นต้องป้องกันอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ และไม่จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยในที่ชุมชน เนื่องจากหน้ากากอนามัยไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ หน้ากากอนามัยเป็นเพียงเครื่องมือที่ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ (นั่นคือ ผู้ที่ควรสวมใส่คือผู้ป่วย)

          การล้างมือบ่อยๆ และการหลีกเลี่ยงการขยี้ตา แคะจมูก หรือนำนิ้วเข้าปาก

           เพื่อลดโอกาสการนำเชื้อจากมือเข้าสู่ร่างกาย เป็นมาตรการในการป้องกันโรคที่สำคัญในกลุ่มผู้ที่ยังไม่ป่วย นอกจากนี้กลุ่มประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำมากๆ ควร

          1. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
          2. หลีกเลี่ยงการไปเยี่ยมผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่

8. หากเราไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง แปลว่าเราจะไม่มีโอกาสเสียชีวิตใช่หรือไม่

ตอบ   

          ไม่ใช่ผู้ป่วยที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็มีโอกาสเสียชีวิตเช่นกัน แต่โอกาสที่จะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตในกลุ่มที่ไม่ได้มีความเสี่ยงจะต่ำกว่ากลุ่มเสี่ยง ข้อมูลจากประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงว่าร้อยละ 30 ของผู้ที่เสียชีวิตทั้งหมดเป็นผู้ที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และมีสุขภาพแข็งแรงก่อนที่จะป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1


9.ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ในไทย ขณะนี้มีพอเพียงหรือไม่

ตอบ   

          ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้สำรองยาต้านไวรัสโอโซลทามิเวียร์ไว้จำนวนหนึ่ง (ประมาณ 400,000 เม็ด) และมีแผนจะจัดซื้อเพิ่มตามความจำเป็น ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขได้สำรองยาไว้เพียงพอสำหรับการใช้กับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยา ตามแนวทางการใช้ยาต้านไวรัสที่ได้กล่าวถึงแล้วข้างต้น (ข้อ 2)


10. สมาชิกในครอบครัวที่สบายดี ไม่ป่วย ควรใส่หน้ากากอนามัยหรือไม่

ตอบ
          ผู้ที่ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยคือผู้ป่วย เนื่องจากการใส่หน้ากากอนามัยสามารถป้องกันการกระจายของน้ำมูกและน้ำลายเวลาที่ผู้ป่วยไอหรือจามได้ดี กระทรวงสาธารณสุขไม่แนะนำให้สวมใส่หน้ากากอนามัยในผู้ที่ยังไม่มีอาการป่วย


11.หากมีสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ควรนำสมาชิกคนอื่นๆ ที่ยังไม่ป่วยไปฉีดวัคซีนหรือไม่

ตอบ

          ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 ได้ วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลไม่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 ได้ ซึ่งคาดว่าประเทศไทยน่าจะมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 อย่างเร็วที่สุดในช่วงปลายปี พ.ศ. 2552

          อย่างไรก็ดีการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกลุ่มเสี่ยง แต่ต้องเข้าใจว่าการฉีดวัคซีนที่แนะนำนี้ เป็นการฉีดเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล ไม่ใช่เพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
#311

การตรวจด้วยความสมัครใจของผู้ต้องการตรวจหาเชื้อสามารถทำได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบ หรืออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ (แพทย์ต้องเป็นผู้ส่งตรวจ) ซึ่งสามารถรับบริการได้ที่โรงพยาบาลรัฐบาล และเอกชนทั่วไป (บางโรงพยาบาลไม่รับตรวจ ควรโทรศัพท์สอบถามโดยตรง)

ราคากลางของการตรวจสอบจะอยู่ที่ 3,500 – 4,000 บาท (สำหรับโรงพยาบาลของรัฐบาล) ส่วนเอกชนอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม ( ควรสอบถามโดยตรงจากโรงพยาบาลก่อนเข้ารับบริการเพราะแต่ละที่ไม่ยืนยันตัวเลข และอาจมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทางการแพทย์เพิ่มเติมอีก)

วิธีการตรวจจะใช้ สารคัดหลั่ง ของผู้ป่วย เพื่อการตรวจหาเชื้อ (ไม่ใช้การเจาะเลือด) สำลีพันปลายไม้ (cotton bud) พันเข้าไปในโพรงจมูก และนำสารที่ติดมาไปตรวจหาเชื้อต่อไป

ทุกโรงพยาบาลที่รับตรวจ สุดท้ายจะส่งผลมายัง “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์” อยู่ดี เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางของการตรวจเชื้อ, ผลที่ได้จะถูกส่งกลับไปยังโรงพยาบาล และแพทย์แจ้งผลกับผู้ต้องการตรวจอีกครั้งหนึ่ง

ระยะเวลาการรอผลปัจจุบันอยู่ที่ 3-4 วัน เนื่องจากในแต่ละวัน ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ต้องทำการตรวจเชื้อถึงวันละ 4,000 ราย (โดยประมาณ) … (โดยปกติที่เรื่องนี้ยังไม่บูม 24 ช.ม. ก็ทราบผล)

ขั้นตอนของการตรวจหาเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ 2009 จะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ

ระดับแรก คือ แรพพิด (Rapid) หรือ การตรวจหาเชื้อในโพรงจมูกและช่องคอ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สาย A หรือไม่, ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ตรวจขั้น 2 ต่อ ถ้าใช่ต้องตรวจเพื่อยืนยันเชื้อ H1N1 ต่อไป

ระดับที่ 2 คือ การตรวจเพื่อยืนยันเชื้อ H1N1 ราคา 3,000 บาท ซึ่งหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ป่วยจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับกระทรวงสาธารณสุข
#312

ไม่ขับถ่ายตอนเช้า จะเกิดอะไรขึ้น? (เดลินิวส์)

         คุณรู้หรือไม่ว่า ช่วงเวลา 05.00 - 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระแล้วปล่อยเวลาเลยมาถึง 07.00 - 09.00 น. ซึ่งเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร แล้วไม่ยอมกินข้าวเช้าอีก อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ไม่ขับถ่ายออกจะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้เล็กมาที่กระเพาะอาหาร ก็จะถูกดูดซึมอีกครั้ง

         ในอุจจาระเก่ามีแก๊สที่เสียแล้ว เกิดจากการบูดเน่าโดยอุณหภูมิของร่างกายซึ่งมีความร้อน 37 องศาตลอดเวลา ไม่เหมือนกับตู้เย็นที่เก็บได้นานกว่า เพระฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด

         ถ้าเลือดไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง ก็จะได้รับพิษจากแก๊สพิษด้วย

         ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอน เพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ ๆ ก็จะอ่อนล้า ไม่สดชื่น

         มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นได้กลิ่น

         ถ้าปล่อยไว้ไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 - 07.00 น. นาน ๆ เข้าเป็นระยะเวลาหลาย ๆ ปี เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมอง และไม่กินอาหารมื้อเช้าช่วงเวลา 07.00 - 09.00 น. สมองก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เมื่อแก่ตัวความจำก็จะเสื่อมเร็ว


         วิธีแก้
: พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00 - 07.00 น. ถ้าไม่ขับถ่ายให้กินขมิ้นชันเป็นประจำเพื่อบริหารลำไส้ใหญ่ และควรกินข้าวเช้าทุกวันระหว่างเวลา 07.00 - 09.00 น.
#313
อยู่ใกล้ถนนใหญ่ เสี่ยงภัยรูมาทอยด์ (อ.ส.ม.ท.)


         ผลวิจัยจากสหรัฐอเมริกาชี้ ผู้ที่อาศัยในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นมีโอกาสเสี่ยงโรคข้ออักเสบรูมาทอยด์

         โดยงานวิจัยพบว่า ผู้ที่อยู่อาศัยใกล้กับถนนใหญ่ที่มีรถราพลุกพล่าน มีควันพิษหนาแน่น โดยเฉพาะเพศหญิงจะมีโอกาสป่วยด้วยโรคนี้สูงถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเที่ยบกับผู้ที่อยู่ที่อยู่อาศัยในชานเมือง นั่นแสดงว่ามลภาวะบนท้องถนนส่งผลกระทบต่อการเกิดโรคนี้ไม่แพ้ปัจจัยอื่น อันได้แก่ อายุ เพศ เชื้อชาติ สังคม หรือแม้แต่ควันบุหรี่
#314
ห้องพูดคุย / ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย
29 กรกฎาคม 2009, 08:11:08 หลังเที่ยง
ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย


การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุสั้น เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเองการทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับ เครื่องยนต์ overload ไม่ช้าเครื่องก็พัง วิธีแก้ไขในกรณีต้องทำงานดึก (เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมเร็ว) ผู้ที่มีหน้าที่บริหารงาน มักจะพบปัญหานี้กันมาก เพราะต้องเร่งงาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก          

         1. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า

         2. ระบบร่างกายจะรวน ดังนี้

         ระบบการย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ คืออาหารที่ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึก อุจจาระจะสวย ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับแท่งทอง แต่ถ้าอดนอนแล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษ อะไรต่างๆ ติดอยู่ เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เกิดจากการที่ร่างกายย่อยไม่หมด เพราะล้า แนวทางแก้ไข ให้ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารเหนียวๆ มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้ เราหลับไปแล้ว แต่ลำไส้ไม่หลับ ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย ให้ทานไข่ นม แทนพวกเนื้อ สัตว์ ก็จะพอถูไถไปได้ มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวารจะถามหา (ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนม แทนไข่)

         ท้องผูก มี 2 ลักษณะ

         1. ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง

         2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่ แต่ลำไส้ล้า กระเพาะอาหารล้า ทำให้ไม่มี แรงบีบให้ออกจนหมด ดังนั้นในวันหนึ่งๆ จึงต้องถ่ายหลายครั้ง


         โรคที่จะตามมาก็คือ ผื่นคันบริเวณขาหนีบ (ไม่ใช่เพราะความ สกปรกหมักหมม) จะคันทั้งวัน ปกติอุจจาระจะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ถ้าแข็งแสดงว่าส่วน ที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาในลำไส้ ซึ่ง มันเป็นของเสีย ที่ต้องขับออก ผลก็คือทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อนๆ เช่นที่ขาหนีบ สาเหตุก็มาจาก ท้องผูกนั่นเอง เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก ถ้าต้องดึกก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง จะได้รีดอุจจาระออกมา ได้เร็ว ทานเสร็จแล้วอย่านอน ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน ลำไส้มันก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วย ทำให้ย่อยได้ดีขึ้น ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็จะหาย ถ้ายังไม่หาย (เนื่องจากอายุมาก) ให้ทานน้ำขิงสด (ไม่ใช่ขิงผง เป็นซองๆ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมากๆ ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้องจะอืด เฟ้อ บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หา ถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะชา

         ระบบปัสสาวะ ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมาจะปัสสาวะครั้งเดียวจบ แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง กลางดึกจะต้อง ลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย overload ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้ จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อยทำให้พวกเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่ แนวทางแก้ไข ให้ทานแคลเซี่ยมเม็ดได้ แต่อย่ามาก แค่ 1 เม็ดก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก คืออาการที่กระดูกงอกทับเส้นประสาท (ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย) ถ้าไม่ทาน แคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง

         การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก และเติมเกลือในน้ำด้วย คือพอเราดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะและเหงื่อ เราทานเกลือมากๆ ยังออกทางเหงื่อได้ แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง อย่าทาน พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขนเป็นเม็ดแดงๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย บางคนไม่กลั้น แต่ดื่มน้ำน้อย อาการก็จะเหมือนกับการโม่ แป้งฝืดๆ ลำไส้บีบตัวไม่ไหว ต้องเค้น ก็จะเพลีย แต่ถ้าดื่มน้ำมาก ทำให้ถ่ายสบาย ถ้าดื่มน้ำน้อยจะทำให้กรดยูเรียเข้มข้น พอเรากลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ถ้ากลั้นบ่อยๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด ระบบเหงื่อ คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย ถ้าเหงื่อไม่ออกความร้อนภายในร่างกายจะระบายไม่ได้ ทำให้อึดอัด ของเสียในร่างกายก็ออกไม่ได้ โรคผิวหนังจะถามหา สิวฝ้าจะขึ้น เพราะฉะนั้น ดื่มน้ำให้มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอ เอาจนเหงื่อออกให้ได้ คนนอนดึกเหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะแทน ไตเลยทำงานหนัก

        ระบบหายใจ ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงได้ต้องมีความชื้น ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ ไม่ใช่ อากาศไม่พอ อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก และออกซิเจนไม่ ได้ แนวทางแก้ไข ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่งดี ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอนสบาย การดื่มน้ำหวานๆ ตอนอยู่ดึกๆ ก็ช่วยได้ แต่อย่าหวานมากจะทำให้อ้วน ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้ เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น คนนอนดึกเสียงจะแห้ง เพราะไตมันล้า การใช้สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อน การกัดจะน้อย อย่าใช้สบู่แรงๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ ถ้าฟอกวันละหลายๆ ครั้งไขมันจะหมด จะทำให้ผิวแตก ถ้าคันมากๆ อันเนื่องมาจากการนอนดึก ถ้า เราไม่ทราบเราจะยิ่งฟอกสบู่หนักเข้าซึ่งไม่ดี ให้ฟอกวันเว้นวัน การดูแลรักษาร่างกายให้ดี จะทำให้นั่งสมาธิได้ดี นั่งได้นาน ไม่คัน ไม่เข้าห้องน้ำบ่อย

ที่มา :    heyhaparty.blogspot.com
#315

เครียดหวัด เซ็กส์หด เตือนหนุ่มไทยระวัง (ไทยรัฐ)


        แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนบำบัด หวั่นผู้ชายไทยเครียดเศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่งผลให้สมรรถภาพทางเพศในช่วงนี้ลดลง

        เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ศ.นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนบำบัด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นอกจากจะส่งผลให้คนไทยมีความเครียด วิตกกังวลสูงขึ้นแล้ว จากการเก็บข้อมูลจากคนไข้ชายที่มารับคำปรึกษาเรื่องการดูแลสุขภาพ ยังพบว่า สุขภาพทางเพศโดยเฉพาะสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายไทยในช่วงนี้ลดลงอย่างมากด้วย

        "มีคนไข้ชายจำนวนมาก มาขอรับคำปรึกษาเรื่องการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มพลังของสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะบางรายที่มีภาวะอ้วน หรือ มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปหายากระตุ้นพลังทางเพศมารับประทาน เพราะอาจเกิดอันตรายได้ ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น มะเขือเทศ เสาวรส แครอท ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเสื่อมชราของเนื้อเยื่อต่างๆ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้สุขภาพร่างกายดี" ศ.นพ.สุรัตน์ กล่าว

        ศ.นพ.สุรัตน์ กล่าวอีกว่า ถ้าต้องการเพิ่มสุขภาพทางเพศให้ดี ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุสังกะสี (ZINC) มากๆพราะสังกะสีมีความสำคัญมากที่สุดในการผลิตฮอร์โมนเพศชาย ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและพลังทางเพศ สามารถพบได้มากในกลุ่มอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยนางรม อาจหามารับประทานเพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศชายได้ แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไปเพราอาจทำให้คอเรสเตอรลสูงได้
#316
เที่ยวท่องสองฝั่งโขง อุบลฯ-ปากเซ




เที่ยวท่องสองฝั่งโขง อุบลฯ-ปากเซ (คมชัดลึก)

เรื่อง : วันวิสา โรจน์แสงรัตน์
ภาพ : กิตตินันท์ รอดสุพรรณ

         ก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวทีไร บรรดานักเที่ยวเป็นต้องหอบหิ้วกระเป๋าพร้อมอุปกรณ์เครื่องกันหนาวครบครัน มุ่งสูดไอเย็นแถบจังหวัดในภาคเหนือ พอถึงหน้าร้อน แน่ล่ะว่าน้ำทะเลใส หาดทรายสวย ย่อมเป็นจุดหมายปลายทางของเหล่านักเที่ยวอย่างแน่นอน ส่วนช่วงหน้าฝนนี้ใครที่ยังไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี น่าจะลองหันมาพิจารณา "จังหวัดอุบลราชธานี"อีสานบ้านเฮากันดูบ้าง...

         อย่างที่ "อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ" ตั้งอยู่ในเขตอำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร มีพื้นที่กว่า 50,000ไร่ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เจ้าถิ่น ชาญณรงค์ ปกป้อง เล่าว่า คำว่า "ตะนะ" จากการเล่าขานตามความเชื่อของชาวบ้านว่าเดิมชื่อ "มรณะ" เนื่องจากบริเวณแก่งนี้ มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก และมีโขดหินใหญ่น้อยระเกะระกะอยู่ทั่วไป ตลอดจนมีถ้ำใต้น้ำอยู่หลายแห่ง ชาวบ้านที่สัญจรทางน้ำหรือออกจับปลาแถวๆ นี้มักประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอยู่เนืองๆ จนพากันขานนามว่า "แก่งมรณะ" ซึ่งต่อมาก็เพี้ยนเป็น "แก่งตะนะ"

         นอกจากนี้ภายในบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายจุดด้วยกัน อาทิ ถ้ำพระ, น้ำตกรากไทร, ผารัง, และสะพานแขวนคนเดินข้ามที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น

         ชื่นชมธรรมชาติกันอย่างเพลิดเพลินถึงจะยังไม่เต็มอิ่มนัก แต่ด้วยเวลาที่จำกัดเราจำต้องเคลื่อนขบวนต่อไปยังน้ำตกแสงจันทร์ หรือน้ำตกรู อีกหนึ่งมหัศจรรย์จากการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ ที่มีลักษณะพิเศษคือสายน้ำจะตกผ่านเพดานหินสู่เบื้องล่าง มองดูคล้ายแสงของพระจันทร์ บริเวณโดยรอบมีโขดหินเรียงรายและปกคลุมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ




         ในระยะทางไม่ห่างกันนักที่อำเภอโพธิ์ไทย มีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ซึ่งกำลังเป็นจุดดึงดูดความสนใจจากนักท่องธรรมชาติ "สามพันโบก" ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งถูกเปรียบให้เป็นแกรนด์แคนยอนเมืองไทย ว่ากันว่าธรรมชาติสร้างสรรค์จากเม็ดทรายที่ถูกกระแสน้ำไหลวนกัดเซาะขัดหินจนกลายเป็นหลุมเป็นโพรง และที่สามพันโบกนี่เองก็ยังมีสระมรกต ซึ่งเป็นโบกขนาดใหญ่บนเนินผาหินมีน้ำขังตลอดทั้งปีตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดด้วย

         หากยังพอมีเวลาเหลือไม่น่าจะพลาดโอกาสข้ามไปเที่ยวบ้านพี่เมืองน้องอย่างประเทศ "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" กันบ้าง เพราะช่วงหน้าฝนเช่นนี้ "น้ำตก" นับเป็นไฮไลท์พิเศษของลาวใต้ก็ว่าได้ โดยเฉพาะ "น้ำตกหลี่ผี" ซึ่งไกด์สาวชาวลาว กิ่งมาลา โลหิดบับพา เล่าให้ฟังถึงที่มาของชื่อชวนขนหัวลุกว่า "หลี่" เป็นภาษาถิ่นหมายถึงเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายลอบ ส่วนคำว่า "ผี" ก็คือ "ศพหรือคนตาย" เนื่องจากเมื่อครั้งสมัยสงครามอินโดนจีน ศพทหารจะลอยมาติดอยู่ที่บริเวณนี้เป็นจำนวนมาก แค่ฟังจากคำบอกเล่าก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมน้ำตกนี้ช่างน่ากลัวซะเหลือเกิน จวบจนได้เห็นกับตากับตัวความใคร่อยากรู้จึงเริ่มคลีคลายลง เพราะแค่ได้ยินเสียงน้ำกระแทกหินดังสนั่นหวั่นไหวแล้ว และยิ่งเมื่อสายตาปะทะกับสายน้ำที่พุ่งถาโถมเข้ามาราวกับพายุหมุนด้วยแล้ว เชื่อเลยว่าหากผลัดตกลงไป คงได้กลายเป็น "ผี" ที่นี่แน่ๆ




         แล้วไกด์สาวคนเดิมพาเรามุ่งไปสัมผัสความยิ่งใหญ่แบบสุดๆ ของ "น้ำตกคอนพะเพ็ง" ในเขตแม่น้ำโขงตอนใต้ก่อนจะไหลลงสู่ประเทศกัมพูชา ด้วยความสูงประมาณ 10 เมตร แม้ชั้นของหินจะไม่สูงมากแต่กระแสน้ำที่โถมกระหน่ำลงมานั่นแหละทั้งดุดันและเกรี้ยวกราดยิ่งนัก เรียกว่าสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวจนได้รับการขนานนามว่าเป็น "ไนแองการาแห่งเอเชีย" ไปเรียบร้อยแล้ว


         แอ่วเมืองลาวทั้งที สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือ การเที่ยวชมศิลปวัฒนธรรม และอีกหนึ่งไฮไลท์ของลาวใต้คงหนีไม่พ้น "ปราสาทวัดพู" ศาสนสถานเก่าแก่ที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก้ ให้เป็นมรดกโลกแห่งที่ 2 ของประเทศลาว เมื่อปี พ.ศ.2545 จากลักษณะของปราสาทเป็นเทวสถานขอมคล้ายๆ กับ "เขาพระวิหาร" (มรดกเลือดเอ๊ยมรดกโลกที่กำลังสร้างความปวดใจให้ไทย-เขมรอยู่ในขณะนี้นั่นแหละ) สร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 5-12 ในอดีตที่ตั้งของ "วัดพู" เคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของแหล่งอารยธรรมโบราณถึง 3 สมัย ด้วยกัน คือ อาณาจักรเจนละ, อาณาจักรขอม และอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งได้เปลี่ยนเทวาลัยในศาสนาฮินดู ให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิการเถรวาท แต่จากหลักฐานบริเวณโดยรอบปราสาทยังมีแท่นบูชายัญ บันไดนาค ภาพสลักตรีมูรติ เชื่อกันว่าเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายสมัยขอมเรืองอำนาจให้ได้ชมด้วย ปัจจุบันที่นี่ยังจัดให้มีงานมนัสการวัดพู เป็นประจำทุกปีในวัน 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งจะตรงกับงานนมัสการพระธาตุพนมของบ้านเราพอดี

          "ไทย-ลาว" มิใช่อื่นไกล พี่ไปเที่ยวบ้านน้อง น้องมาแอ่วเมืองพี่...เช่นนี้แล้วไซร้ท่องเที่ยวไทยครึกครื้นเศรษฐกิจไทยคึกคักชัวร์
#317

        รายงาน CIA World Factbook ของสหรัฐปี 2553 ประเมินอายุเฉลี่ยของคนไทยไว้ที่ 72.55 ปี โดยเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 70.24 ปี เพศหญิงเฉลี่ย 74.98 ปี ผู้สูงอายุเหล่านี้จำนวนไม่น้อยสามารถดูแลตัวเอง และยังปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้ไม่ต่างคนวัยอื่น

        แต่ชีวิตที่ยืนยาว ยังมีต้นทุนที่ต้องจ่าย เพื่อแลกกับสุขภาวะของชีวิตปัจฉิมวัย สมบูรณ์ รวยโชค อดีตข้าราชการครูซี 7 วัย 56 ปี เป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้สูงอายุที่แบกรับต้นทุนอายุยืน

        "เคยคิดว่า อาจจะตายเมื่ออายุ 50 ปี เพราะว่า มีโรคเยอะ สิงหาคมนี้ ก็จะครบ 56 ปีแล้ว ก็อย่างว่า คนไม่ถึงที่ตายก็ไม่ตาย" ครูเรือจ้างที่เลิกพายเรือก่อนวัยเกษียณ บอกด้วยน้ำเสียงครึกครื้นเหมือนไม่ยี่หระต่อสารพัดโรคประจำตัว ทั้งเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง พาร์กินสัน และเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด

        ครูสมบูรณ์ได้รับบำนาญเดือนละ 19,000 บาท  ดูแล้วน่าจะเพียงพอกับการดำเนินชีวิตตามประสาคนโสด ไม่ต้องแบกรับภาระการเลี้ยงดูใคร แค่จ่ายค่าคอนโด ค่ากินอยู่แต่ละมื้อตามปกติ

        แต่ถ้าเป็นคนสามัญที่ไม่มีบำนาญและเงินเก็บ เขาอาจตายไปแล้วหลายปี เพราะแต่ละเดือนค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล ตกร่วม 26,000 บาท ไม่รวมค่ารถไปหาหมอแต่ละครั้ง

        "เป็นคนอื่นตายล่วงหน้าแล้วแหละ พอรู้ว่าเป็นโรคเยอะขนาดนี้ก็ตายแล้ว...  ยิ่งถ้ารู้ค่ายาคงแทบอยากฆ่าตัวตายไปเลย โชคดีที่ผมใช้สิทธิ์ข้าราชการเบิกค่ายาได้" ลุงสมบูรณ์ เปลี่ยนน้ำเสียงขรึมขึ้นทันที

        แต่ละวัน เขาต้องกินยาสารพัด เริ่มต้นจากยาเบาหวาน มียา 3 ตัวหลักๆ ได้แก่ ยา ACTOS  กิน 1 เม็ด หลังอาหารเช้า ตัวที่สอง Clucophang กินหลังอาหาร เช้า กลางวัน และ เย็น ครั้งละ 1 เม็ด และ ตัวที่สาม Minidiab กินก่อนอาหารเช้า 2 เม็ด ก่อนอาหารเย็น 2 เม็ด

        ตามด้วยยาลดความดัน ที่มีชื่อว่า Diovan ที่ต้องกินตอนเช้า วันละ 1 เม็ด ขณะที่ยาลดไขมัน มี 2 ตัว ด้วยกันโดยตัวแรกชื่อ Supralip กินหลังอาหารเช้า 1 เม็ด ส่วนตัวที่สอง Zimex กินหลังอาหารเย็น วันละ 1 เม็ด แต่ยา 2 ตัวนี้ห้ามกินพร้อมกัน เพราะทำให้ไตวายได้ เขาจึงต้องระวังเป็นพิเศษ  

        ยังมียารักษาโรคพาร์กินสัน ทั้งหมด 5 รายการ ตัวแรกยา คือ Stalevo ต้องกินทุกวัน เริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า 11 โมงเช้า 4 โมงเย็น และ 2 ทุ่ม ตัวที่สอง Sifrol กินเวลาเดียวกันกับตัวแรกแต่กินครั้งละเศษ 3 ส่วน 4 เม็ด ตัวที่สาม  Molax - M กิน 4 เวลา ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารตัวที่สี่ Prenarpil ให้กินเวลาฝันร้ายวันละ 1 ครั้งก่อนนอน  ตัวสุดท้ายตัวที่ห้า Madopar กินก่อนนอนวันละเม็ด

        "เป็นช่องมาจัดยาไว้เพื่อให้ไม่กินซ้ำ แต่ไม่รู้เหมือนกัน ว่ายังกินผิดอยู่หรือเปล่า บางครั้งมันเบลอ" เสียงลุงสมบูรณ์เริ่มเนือยลง เหมือนจะหมดแรงระหว่างเล่า

        อดีตครูวิทยาศาสตร์ รวบรวมพลังอธิบายต่อไปว่า เหตุที่เขาต้องกินยาหลายขนาน เพราะยาบางชนิด เมื่อใช้ร่วมกันอาจเกิดอันตรายได้ หรืออาจทำให้ผลการรักษาลดลง แต่บางชนิดใช้ด้วยกันแล้วทำให้ผลการรักษาดีขึ้น การใช้ยาร่วมกันเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ว่ายาแต่ละชนิดมีผลกระทบกันหรือไม่

        เขายกตัวอย่าง ยา  Molax -M มีคุณสมบัติช่วยให้ดูดซึม Stalevo และ Sifrol รวมทั้งแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน จากการแพ้ Sifrol ส่วนอาการฝันร้ายที่มีผลจาก Sifrol เลยต้องกินยา Prenarpil  

        เช่นเดียวกับ สมถวิล โคกสูงเนิน อดีตข้าราชการกระทรวงยุติธรรม วัย 67 ปี ที่แต่ละวันต้องมีกินยารักษาโรคหัวใจ กระดูกพรุน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

        "ตื่นมาแปรงฟันล้างหน้าเสร็จ กินแคลเซียมละลายน้ำ 1 ซอง ก่อนทานข้าวหลังทานข้าวเสร็จ กินยาความดัน 1 เม็ด ยา Herbesser ครึ่งเม็ด  Plavix 1 เม็ด  กลางวันกินยาหลังอาหาร แคลเซียม 1 เม็ด ยา Herbesser ครึ่งเม็ด ตกเย็นกินยา Zocor ลดไขมัน ครึ่งเม็ด Herbesser ครึ่งเม็ด และ วิตามินบี 3 อีก 1 เม็ด  แต่ถ้าเกิดปวดจะต้องกินยา Ultracet แก้ปวด"

        ยังไม่หมด คุณยายต้องกิน Fosamax เพื่อรักษาโรคกระดูกพรุนสัปดาห์ละครั้ง ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้น ต้องนั่งอยู่เฉยๆ เพราะจะมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้  

        "ทุกครั้งที่หาหมอไปรับยาเหมือนไปชอปปิ้ง เคยลองคำนวณค่ายา ต่อเดือนตก 10,000  บาท  มีรายได้จากบำนาญเดือนละ 14,000  บาท ถ้าเป็นพนักงานบริษัทแย่ไปแล้ว เพราะเบิกไม่ได้ก็เคยคิดว่า เรายังโชคดีนะ ที่มียากิน แต่ก็ไม่ได้อยากกินเลย"

        ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้จัดการแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา อธิบายถึง ปัญหาดังกล่าวว่า มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะมีโรคประจำตัวหลายโรค ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังต้องกินยาตลอดชีวิต เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท  แถมบางโรคมียาหลายขนาน

        ยาแต่ละตัวมีฤทธิ์เสริมกัน การได้รับยาที่มากกว่า 1 ขนาน อาจเกิดปัญหา "ยาตีกัน" (อันตรกิริยาของยา) บางครั้งการให้รับประทานก่อนหรือหลังอาหารแยกจากกัน ก็มีจุดมุ่งหมายป้องกันไม่ให้ยาตีกัน

        ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรที่จะรับประทานให้ถูกต้อง เพื่อผลการรักษาที่ดีและลดอาการอันไม่พึงประสงค์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ยาลดไขมัน Supralip กับ Zimex ห้ามกินพร้อมกัน เพราะทำให้ไตวายได้ แพทย์จึงให้กินยาคนละช่วงเวลา  

        ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยาแนะนำว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ควรใส่ใจกับการดูแลตนเองเป็นพิเศษ เพราะกินยาจำนวนมาก ไม่ใช่เรื่องที่ดี และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องกิน อย่างคนที่เป็นเบาหวาน ไม่อย่างนั้นอาจตาบอด ไตวาย เป็นแผลเรื้อรัง ไขมันในเลือดสูงได้    

       "วิธีที่ดีที่สุด คือ การออกกำลังกาย ดูแลเรื่องอาหารการกิน ก่อนจะกินอะไรเข้าไปจดจำไว้เสมอว่ากินอะไรก็ได้อย่างนั้น"

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก กรุงเทพธุรกิจ
#318

เคล็ดลับ การเที่ยวหน้าฝน ( Tips )!!

นอนเต็นท์ให้สบาย

          ข้อห้ามของการกางเต็นท์ในหน้าฝนก็คือ ห้ามกางเต็นท์ใต้ต้นไม้ แม้ว่าต้นไม้ดูเหมือนจะให้ร่มบังฝนได้ดี แต่ความจริงเป็นทำเลที่ปลอดภัยน้อยที่สุด อย่างเบาะๆ ก็ต้องเจอปัญหาน้ำฝนค้างตามกิ่งไม้หยดเปาะแปะตอนลมพัดใส่หลังคาเต็นท์อีกเป็นชั่วโมง เสียงนี้จะกวนอารมณ์ยิ่งกว่าเสียงซู่ซ่าตอนฝนกำลังตกเสียอีก ไม่ใช่แค่นั้น ตอนฝนตกมักมีลมแรง ดีไม่ดีกิ่งไม้แห้งอาจล่วงหักลงมาใส่เต็นท์ ที่น่ากลัวมากๆ ก็คือ ต้นไม้สูงในที่โล่งๆ มักเป็นเป้าล่อสายฟ้า
!!!

เทคนิคการกางเต็นท์เวลาฝนตกหนักโดยไม่ให้ตัวเต็นท์ด้านในเปียก

           เต็นท์เป็นอุปกรณ์ที่ไม่กลัวน้ำ เพราะเป็นไนลอน ถึงเปียกก็แห้งเร็ว แต่ปัญหาก็คือ หากต้องกางเต็นท์เวลาฝนตก หนักๆ ตัวเต็นท์ไม่ได้เคลือบกันน้ำ อาจจะเปียกไปถึงข้างในได้

          แนะนำว่า ใช้วิธีคลี่ฟลายชีตออกมาคลุมตัวเต็นท์ไว้ก่อน จากนั้นจึงสอดโครงเต็นท์ใต้ฟลายชีต (อาจต้องมุดหัวเข้าไปในฟลายชีต) แล้วยกตัวเต็นท์ขึ้น ถ้าสองคนช่วยกันก็ยิ่งง่าย เมื่อเต็นท์ตั้งขึ้นโดยมีฟลายชีตคลุมอยู่ จึงยึดมุมด้วยสมอบก ขั้นตอนสุดท้าย คือ สอดแกนให้กับฟลายชีตเพื่อขึงตึงคลุมเต็นท์ เท่านี้ก็เรียบร้อย โดยตัวเต็นท์ไม่เปียกโชก


ทำเขื่อนกันน้ำซึมเข้ามุมเต็นท์เวลาฝนตกหนัก

            มุมเต็นท์คือจุดอ่อนของเต็นท์แทบทุกรุ่นทุกชนิด เนื่องจากมีตะเข็บเย็บหูมุมเต็นท์ที่ยื่นออกมา เป็นทางซึมเข้าของน้ำได้อย่างดี หนำซ้ำเวลาฝนตกหนัก น้ำจะระบายจากฟลายชีตลงมาตามมุมตลอดเวลา บางทีก็ไปขังอยู่ที่กราวน์ชีต และค่อยๆ ซึมเข้าไป

           เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขังที่กราวน์ชีต คือขนหินก้อนโตมาวางทำเขื่อนไว้ใต้กราวน์ชีต ตรงมุมเต็นท์ วิธีนี้จะยกมุมทั้งสี่ของเต็นท์ให้สูงขึ้น ป้องกันน้ำซึมเข้ามา อย่างไรก็ตามการหวังจะให้มุมเต็นท์แห้งสนิท ทั้งๆ ที่ข้างนอกฝนตกหนักคงเป็นไปไม่ได้ ทางที่ดีเตรียมผ้าไว้สำหรับซับน้ำไว้ในเต็นท์ด้วย


ซ่อมเต็นท์รั่ว!!!

          จัดการผึ่งเต็นท์ให้แห้งดี เช็ดทำความสะอาดตรงแนวตะเข็บ (ด้านในฟลายชีต) จนไม่เหลือคราบดิน ฝุ่นผง จากนั้นก็ใช้น้ำยาซีลตะเข็บ เดี๋ยวนี้มีขายหลายยี่ห้อในบ้านเรา ทั้งหลอดแบบกาวยางน้ำ แบบสเปรย์กระป๋อง ขวดสเปรย์พลาสติก ยาลงไปที่แนวตะเข็บ ทาครั้งแรก ผึ่งให้แห้งแล้วทาทับอีกครั้ง (อย่าใช้น้ำยานี้ฉีดพ่นไปที่ผ้าเต็นท์โดยหวังจะให้กันน้ำทั้งผืน น้ำยาซีลที่มีขายในบ้านเรา เมื่อแห้งแล้วค่อนข้างแข็ง หลุดล่อนได้ง่าย จึงไม่เกาะกับพื้นผิวเรียบๆ ของผืนผ้า)
   
           ไหนๆ ก็ยาตะเข็บฟลายชีตแล้ว ตะเข็บตามมุมเต็นท์ทั้งสี่ก็เคลือบเสียเลย ตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อนอีกแห่งที่มักรั่วซึม เวลาจะยามุมเต็นท์ ให้กางเต็นท์ขึ้นในที่โล่ง เปิดหน้าต่างประตูออกให้หมด ยาแนวตะเข็บด้านนอกตัวเต็นทืเสียก่อน ผึ่งให้แห้ง แล้วเข้าไปยาด้านในเต็นท์ ควรทาเพียงบางๆ ปล่อยให้แห้งแล้วเคลือบทับอีกครั้ง

อ้างอิงจาก http://www. nairobroo.com/76/modules.php?name=News&file=article&sid=947
#319
มหัศจรรย์! รถยนต์เพื่อคนตาบอด (INN)


          เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการเปิดเผยถึงการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับยานยนต์เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีความพิการทางสายตาสามารถขับขี่รถได้เหมือนกับคนปกติ ซึ่งผลงานการพัฒนาที่เป็นประโยชน์มากหากเสร็จสมบูรณ์ชิ้นนี้เป็นผลงานของนักศึกษาในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ด้านเครื่องกลและด้านหุ่นยนต์ ของสถาบันเทคโนโลยีเวอร์จิเนีย (Virginia Tech College of Engineering) ประเทศสหรัฐอเมริกา

          ลักษณะของรถที่ถูกพัฒนามาเพื่อให้คนตาบอดสามารถขับขี่ได้นั้นมีลักษณะเป็นรถสี่ล้อและมีรูปทรงเหมือนรถลากทั่วไป โดยรถถูกออกแบบมาให้ติดตั้งแสงเลเซอร์ ที่เป็นตัวนำทางในการเคลื่อนที่และการปล่อยลำแสงออกไปจากหน้ารถจะช่วยในการตรวจสอบเส้นทางหรือวัตถุที่อยู่ข้างหน้ารถในรัศมีที่เหมาะสม มากกว่านั้นระบบที่ติดตั้งภายในรถมีการใช้เสียง เป็นตัวติดต่อกับผู้ใช้ ซึ่งระบบเสียงจะเป็นตัวบอกให้ผู้ขับขี่ว่าควรจะทำอะไร เช่นหมุนพวงมาลัยไปทิศใดมากน้อยแค่ไหน การเบรคหรือการเร่งเครื่องยนต์

          ระบบของรถจะถูกเชื่อมต่อกันและจะมีการประมวลผลออกมาเป็นคำสั่งเพื่อส่งเสียงออกมาให้กับผู้ขับขี่ซึ่งมองไม่เห็นสามารถที่จะควบคุมการเคลื่อนที่ของรถได้โดยปลอดภัยและไม่ชน ซึ่งรถยนต์ลักษณะนี้จะสามารถช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น และลดการพึ่งพาผู้อื่น

          Wes Majerus ผู้พิการทางสายตาชาวบัลติมอร์ ได้เปิดเผยถึงการขับรถคันนี้ว่าเป็นสิ่งที่วิเศษมาก และการที่เขาได้ทดลองขับขี่รถคันนี้เป็นคนแรกทำให้เขาได้สัมผัสถึงความสุดยอดของเทคโนโลยีที่ช่วยให้เขาสามารถควบคุมรถให้เคลื่อนที่ไปได้โดยปลอดภัย ผู้ขับจะทำตามคำสั่งของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการประมวลผลอย่างรวดเร็ วในการบอกว่าผู้ขับควรทำอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเครื่อง การเบรค หรือหมุนพวงมาลัย หรือมีวัตถุ สิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า แสงเลเซอร์ ที่ติงตั้งอยู่ที่หน้ารถจะทำหน้าที่เสมือนเป็นดวงตาของผู้ขับขี่ที่พิการทางสายตา ในการตรวจสอบเส้นทางและลักษณะถนน หรือหนทางที่จะขับผ่าน จากนั้นจะส่งข้อมูลที่ได้ไปประมวลผลรวมกับข้อมูลในส่วนอื่นๆ แล้วทำการบอกคำสั่งออกไปเป็นเสียง ซึ่งในการทดลองก็ได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ

          อย่างไรก็ดี ผู้ขับขี่ที่พิการทางสายตาจะต้องมีการเข้าเรียนเพื่อฝึกอบรมในการใช้รถและคำสั่งต่างๆ พร้อมทั้งการตอบสนองที่แนะนำของผู้ขับขี่ต่อคำสั่งในแต่ละแบบ เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ของตัวรถจะมีการประมวลผลและออกคำสั่งที่ค่อนข้างจะรอบคอบต่างจากคำสั่งของคน เช่นว่า ถ้าคนบอกว่าเลี้ยวซ้าย ก็เป็นไปได้ว่าจะต้องเลี้ยวซ้ายเพียงแค่หักพวกมาลัยเล็กน้อย หรือว่าหักพวงมาลัยมากสุด ซึ่งถ้าผู้ขับขี่สามารถมองเห็นก็จะตัดสินใจได้เองว่าควรหักเลี้ยวมากน้อยประมาณไหน

         แต่สำหรับผู้พิการทางสายตานั้นจะต้องมีการบอกจากระบบที่ชัดเจนแม่นยำ และต้องมีระบบตรวจสอบการตอบสนองของผู้ขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

          โครงงานการพัฒนารถสำหรับผู้พิการทางสายตาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2004 ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 3000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักวิจัยหลายท่านให้ความคิดเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไม่เพียงแต่น่าสนใจในส่วนของรถเท่านั้น แต่ยังน่าสนใจในส่วนของเทคโนโลยีที่มาใช้ในรถในส่วนต่างๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาหรือประดิษฐ์เครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ให้กับผู้พิการทางสายตาในด้านอื่นๆ อีกด้วย
#320
10 วิธี สุขง่าย! สูขฟรี! แบบไม่เสียเงิน  ;D


Photo by Multiply. com

10 วิธี สุขฟรี แบบไม่ใช่สตางค์(มติชนออนไลน์)
โดย ชื่นกมล อบอาย-จิตราริศมิ์

1. วันว่าง

         ลองให้วันทั้งวันอยู่กับการว่าง ไม่มีนัด ไม่ไปธุระที่ไหน ไม่กำหนดตารางอะไรให้ชีวิต จะทำกิจวัตรอะไรก็ให้เป็นแบบช้าๆ สบายๆ ไม่รีบเร่ง อยู่กับแต่ละกิจกรรมอย่างเต็มร้อย ให้ใจได้พักผ่อนอย่างแท้จริงกับการดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ วันว่างๆ จะช่วยเติมเต็มพลังกายและใจให้แก่เรา แถมยังช่วยลดใช้พลังงานโลกด้วย

         วันนั้นอาจจะยอมให้ตัวเองนอนตื่นสายกว่าปกติสักนิด อาบน้ำแบบมอบความทะนุถนอมให้กับร่างกาย เบิกบานกับอาหารเช้าที่ดีกับสุขภาพ เปิดประตู เปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติ เดินสำรวจละแวกบ้าน ถ้าจะหยิบหนังสือที่ซื้อไว้ตั้งนานแต่ยังไม่ได้อ่านสักทีมาอ่านก็ไม่ผิดกฎ อะไร ตกค่ำจะลองทานมื้อเย็นใต้แสงเทียน ให้หลอดไฟกับมิเตอร์ได้พักผ่อนก็ให้ความรู้สึกพิเศษดีเช่นกัน

2 . หายใจเล่น

         สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับการอยู่เงียบๆ คนเดียว ติดทีวี ติดโทรศัพท์ อาจ ลองหาเวลาตีสนิทกับเพื่อนใกล้ตัวของเราทั้งสอง คือ คุณลมหายใจเข้า และคุณลมหายใจออก ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง เดิน นอน หรือ เคลื่อนไหว เราจะตระหนักรู้ถึงเพื่อนสองคนนี้อยู่เสมอ หมั่นเช็คอยู่เรื่อยๆว่า เพื่อนทั้งสองคนของเรามีสภาพอย่างไร ยังสบายดีอยู่หรือเปล่า เมื่อเราดูแลลมหายใจ ลมหายใจก็จะดูแลเรา การดุแลกันและกันเช่นนี้ จะส่งผลดีต่อทางร่างกายและจิตใจ ความสงบที่เกิดจากภายในจะส่งผลที่น่าประทับใจถึงภายนอก ในเวลาที่เราต้องเผชิญกับเรื่องยากๆ ต้องคิด ตัดสินใจ และทำอะไรอยู่ตอลดเวลา การได้พักสัก 15 นาที หรือสักชั่วโมงจะช่วยให้หัวที่เคยหมุนจนร้อน ใจที่เต้นรัวเร็ว  ร่างกายที่เครียดตึงค่อยๆ ผ่อนคลายและเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ

3. ชื่นชมธรรมชาติ

         ไม่ต้องรอให้ถึงวันพักร้อน แค่ตื่นเช้าขึ้นสักนิด ดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ให้แสงแรกของพระอาทิตย์ล้างตาให้สะอาด ช่วงสายๆ อาจจะมองท้องฟ้าสัก 5-10 นาที ดูเมฆที่ค่อยๆ เปลี่ยนรุปก็เติมความสดชื่อนได้ดี บ่ายคล้อยเดินเล่นให้สายลมเย็นปะทะหน้าเบาๆ  สูดเอากลิ่นหอมของดอกไม้ใบหญ้า ได้เวลาพลบค่ำปิดไฟให้หมด จะได้ห็นดาวและเดือนที่ลอยเกลื่อนฟ้าได้ชัดขึ้น ให้เวลาธรรมชาติได้บำบัดเราทั้งกายและจิตใจ

4. สลายไขมัน

         สำหรับคนบ้าพลัง คนกลัวอ้วน คนไม่ชอบออกกำลังกาย การออกกำลังกายให้ได้เหงื่อจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น  หรืออาจว่ายน้ำในความเงียบ ซึ่งนั้นหมายถึงรวมไปถึงเสียงในหัวเราด้วย  ลองว่ายไปเรื่อยๆ ตระหนักรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายเรา เสียงในหัวเราจะค่อยๆ เงียบลงเอง หรืออาจจะลองปั่นจักรยานรับลม สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ  ในหมู่บ้าน หรืออะไรก็ได้ที่เราชอบ นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข (เอ็นโรฟิน) แล้วยังช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีอีกด้วย

5. ศิลปินสมัครเล่น

         หยิบดินสอหรือสี ขึ้นมาวาดรูปแบบไม่ห่วงสวย ปลอดปล่อยจินตนาการ ให้ความเป็นเด็กในตัวออกมามีชีวิตผ่านงานศิลปะ หรือ ประดิษฐ์งานฝีมืออะไรสักอย่าง ที่ทำให้เราได้มีพื้นที่และอิสนระจากความคิด ความยึดติด  ทั้งนี้พบว่า การถักนิตติ้งช่วยสงบใจได้เป็นอย่างดี แถมยังเสริมสร้างสมาธื บำบัดความเบื่อหน่าย ความเครียด และแรงกดดันจากการทำงาน ทั้งยังได้ผลงานเป็นของขวัญให้คนรอบข้างอีกด้วย เรียกว่า บำบัดใจผู้ให้ สุขใจผู้รับ

6. สุขใจกับงานบ้าน

         การได้ลงมือ ปัดกวาดเช็ดถู จัดข้าวของในบ้านให้เป็นระเบียบ ทำสวน ปลูกต้นไม้ ตัดแต่งใบเสีย ล้วนเป็นโอกาส ให้เราได้กลับมาปัดกวาดเช็ดถู จัดระเบียบ และรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขให้ใจเราได้เติบโต งอกงาม สะอาด และใหม่สดอยู่เสมอ "บ้านสะอาดสดใส ใจก็งดงาม"

7. สนทนาใจ

         ใช้เวลากับเพื่อนแลกเปลี่ยนสุขทุกข์ของกันและกัน ช่วยฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง และทำให้ตระหนักรู้ว่า เรามีคนอยู่เคียงข้างเสมอ หาวันว่างยามบ่าย บรรยากาศสบายๆ ที่บ้านใครสักคน นั่งพุดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาในวิถีแห่งสติ อาจ เป็นความตื่นเต้นจากความรับผิดชอบใหม่ๆ หรือมองเห็นความสดใหม่ในงานเก่าหรือจะเป็นผู้คนที่เราพบเจอได้เรียนรู้ ความสุขที่เรามี หรือแม้แต่ความเหนื่อยล้า เรื่องอกหัก ความทุกข์ใจ ความยากลำบากในครอบครัวที่ต้องเผชิญ อื่นๆอีกมากมายที่เราพร้อมเปิดใจแบ่งปันต่อกัน การได้ใช้เวลาอยู่ตรงนี้ด้วยกันอย่างเต็มเปี่ยมถือเป็นการบำรุงหล่อเลี้ยง ซึ่งกันและกันแบบไม่ต้องใช้สตางค์

8. กลับบ้านแล้ว

         ใช้เวลาเพื่อพูดคุย ทำความรู้จัก เรียนรู้กันและกันให้มากขึ้น ลอง เริ่มจากการบอกกล่าวความรู้สึกภายในกับคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวขอโทษสิ่งที่เราอาจจะพลาดพลั้งไปจนทำให้อีกฝ่ายเสียใจ หรือกล่าวขอบคุณในความน่ารัก ความดีที่อีกฝ่ายได้ทำให้แก่เรา หรือเลือกกิจกรรมที่ชอบด้วยกันที่บ้าน เช่น ดื่มน้ำชา กินขนม ทำอาหารด้วยกัน นอนดูหนังเรื่องโปรด อ่านหนังสือ ผลัดกันเล่านิทาน เล่นเกม  ออกกำลังกาย ร้องเพลง เล่นดนตรี ปิดท้ายด้วยการกอดสมาธิก็อบอุ่นดีไม่น้อย

9. แบ่งปันด้วยใจ

แบ่งปันเวลาทำประโยชน์เพื่อคนอื่นและสังคม บางคนอาจเริ่มต้นง่ายๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น โปรยอาหารให้นกตัวน้อยๆ ในสวนที่บ้าน  เดินเก็บขยะแถวบ้าน รื้อข้าวของที่ไม่ใช้แล้วหรือไม่ค่อยได้ใช้ (แถมได้ฝึกการตัดใจด้วย) มาทำความสะอาดแล้ว นำไปบริจาคหาเจ้าของที่คู่ควรคนใหม่ หรือจะเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ก็มีให้เลือกมากมาย ลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์ http://www.volunteerspirit.org/

10. ยิ้ม ยิ้มให้กับตัวเอง

         ยิ้มแบบใสๆ ยิ้มให้กว้างๆ จนเผื่อแผ่ไปยังคนรอบข้าง แล้วจะพบว่า ความสุขใจที่ไม่ต้องใช้สตางค์แบบนี้นั้นแสนวิเศษ ยิ่งให้ก็ยิ่งได้
#321
 เว็บไซต์ travel + leisure จัด10 สุดยอดอันดับเกาะดีที่สุดในโลก...เสียดายไทยแลนด์ไม่ติดอันดับ

          คนที่ชื่นชอบในการท่องเที่ยว ลองมาชม 10 สุดยอดอันดับเกาะดีที่สุดในโลก ซึ่งเป็นผลจากการสำรวจของเว็บไซต์ travel + leisure ซึ่งได้จัดอันดับมาหลายครั้งแล้ว

           อันดับ 10 เกาะแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา


           อันดับที่ 9 เกาะบิ๊ก ไอส์แลนด์ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา (ตกจากปีที่แล้วอยู่อันดับ 7)


           อันดับที่ 8 หมู่เกาะมัลดีฟส์ สาธารณรัฐมัลดีฟส์


           อันดับที่ 7 หมู่เกาะเอโอเลียน ประเทศอิตาลี


           อันดับที่ 6 เกาะมาอูอิ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา (ตกลงมาเยอะเพราะปีที่แล้วอยู่อันดับ 3)


           อันดับที่ 5 เกาะ Mount Desert ในรัฐเมน สหรัฐอเมริกา

           อันดับที่ 4 เกาะคาอูอิ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา (คงเส้นคงวาเพราะปีที่แล้วอยู่อันดับ 4)


           อันดับที่ 3 เกาะเคป เบรตัน ในรัฐโนวา สโกเชีย ประเทศแคนาดา (ปีนี้ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กระโดดจากปีที่แล้วอยู่อันดับ 10)


           อันดับที่ 2 หมู่เกาะกาลาปาโกส ประเทศเอกวาดอร์ (เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลกมาตลอดแต่ปีนี้ไม่ได้แชมป์แต่กลับเป็นรองแชมป์แทนเพราะปีที่แล้วอยู่อันดับ 1)


           อันดับที่ 1 เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย (เอเซียในบ้านเรามีสถานที่สวยงามและน่าสนใจเหมือนกัน และก็ติดอันดับโลกมาตลอดเช่นกัน ปีนี้ไต่ขึ้นเป็นแชมป์ หลังเมือปีก่อนอยู่อันดับ 2)



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
KapooK.com
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก wikipedia.org, adventuresindailyliving.blogspot.com, wikipedia.org, wikipedia.org, yachtbooker.com, rphs.devisland.net, destinations.ie
#322
ล่องแก่ง รีวิวสุดยอด Top 5 สถานที่ลองแก่ง ที่ดีที่สุดในเมืองไทย


1.   ล่องแก่งน้ำว้า จ.น่าน
สุดยอดแก่งของเมืองไทย ระดับ 1 - 5 หากคุณต้องการความระทึกใจ ที่นี่ไม่ผิดหวัง

2.ล่องแก่งในจังหวัดตาก จ.ตาก
แม่ละเมาเทือกเขาถนนธงชัย, อุ้มผางคี , ล่องแก่งทีลอเร , ลำน้ำแม่กลอง - ทีลอซู โอ๊ย..น่าไปทั้งนั้นครับ

3.   ล่องแก่งแม่น้ำปาย จ.แม่อ่องสอน
2 วัน 1 คืน ผ่าสายน้ำรุนแรง จาก อ.ปาย เข้าสู่เมืองแม่ฮ่องสอน

4.ล่องแก่งแม่น้ำแม่แตง จ.เชียงใหม่
การล่องระยะสั้น เพียงไม่เกิน 40 นาทีเท่านั้น แต่ความรุนแรงของสายน้ำไม่เป็นรองใคร

5.ล่องแก่งลำน้ำเข็ก จ.พิษณุโลก
ตามลำน้ำจะมีเกาะแก่งมากมาย ความรุนแรงของกระแสน้ำจะขึ้นอยู่กับระดับน้ำ ถ้าเป็นช่วงฝนตกชุก ความรุนแรงของกระแสน้ำจะมากตามไปด้วย

รายละเอียดสถานที่ลองแก่งติดตามอ่านได้ในกระทู้ต่อไปครับ ;D
#323
เที่ยวป่าหน้าฝน


          ท่องเที่ยวหน้าฝน ทั่วแดนเบญจบูรพาสุวรรณภูมิ "นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สระแก้ว"
ฤ ถ้าจะให้การเที่ยวหน้าฝนทริปนี้สมบูรย์ควรจะมีเวลา สัก 3-4วัน เพื่อที่จะเก็บรายละเอียด ของน้ำตกกว่า 50 สายตลอดการเดินทางครั้งนี้
           
           แหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำ อาทิ นั่งเรือชมทิวทัศน์ข้างทางศึกษาวิถีชีวิตริมน้ำ กิจกรรมล่องแก่ง เดินป่าท่องไพรหน้าฝน หรือชมน้ำตกสวย ๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วฟ้าเมืองไทย โดยเฉพาะน้ำตกที่อยู่ใกล้เมืองหลวง อย่างเช่นน้ำตกในเขตมรดกโลกแห่งใหม่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่–ทับลาน–ปางสีดา – ตาพระยา หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์เขาอ่างฤาไน ในพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทราที่มีน้ำตกมากถึง 52 แห่งที่นักท่องเที่ยวที่นิยมชมน้ำตกต้องแวะมาชื่นชมกับความเย็นฉ่ำของสายน้ำก่อนจะหมดฝนในต้นฤดูหนาวนี้

           เริ่มต้นบนถนนสายน้ำตกจากกรุงเทพ ฯ ชมน้ำตกน้อยใหญ่ที่จังหวัดนครนายก (1) น้ำตกกะอาง อ.บ้านนา (จ.นครนายก) มีลักษณะเป็นลานหินกว้าง มีน้ำตกไหลผ่านตามช่องหิน มีน้ำมากช่วงกลางฤดูฝน ขับรถเข้าตัวเมืองนครนายกแวะเที่ยวโรงเรียนเตรียมทหารชมพิพิธภัณฑ์เรือรบหลวงท่าจีน หรือชมโรงเรียนนายร้อย จปร. เล่นกิจกรรมทางทหารและชมพิพิธภัณฑ์ทางทหาร ชมน้ำตกงามนาม (2) น้ำตกเขาชะโงก (จ.นครนายก) เข้าตัวเมืองจากนั้นใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 3049 จากตัวเมืองประมาณ 7 กิโลเมตรเลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ชม (3) น้ำตกลานรัก (จ.นครนายก) เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากสายธารเล็ก ๆ ไหลผ่านลานหินกว้างเลียบเชิงเขาเตี้ย ๆ มีน้ำเฉพาะฤดูฝนเท่านั้น

             ย้อนกลับมาเส้นเดิมขับต่อไปอีกนิดจะพบกับสามแยกไฟแดง สังเกตุป้ายชี้ทางไป “น้ำตกสาริกา” จากแยกไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะถึงทางเข้าตัวน้ำตก (4) น้ำตกสาริกา (จ.นครนายก) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ สายน้ำไหลตกจากหน้าผาสูงชันเป็นทอด ๆ ถึง 9 ชั้น ชั้นที่สูงที่สุดประมาณ 200 เมตร แต่ละชั้นมีอ่างรับน้ำเล่นน้ำได้ มีน้ำมากเฉพาะช่วงฤดูฝน และมีทางเดินเข้าสู่น้ำตกชั้นล่าง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ย้อนกลับมาเส้นเดิมเลี้ยวซ้ายนักท่องเที่ยวจะต้องไม่พลาดแวะเยือนน้ำตกตกแต่ง (5) อุทยานวังตะไคร้ (จ.นครนายก) เป็นอุทยานที่ได้รับการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้และมีลำธารไหลผ่าน ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ถัดไปอีกนิดจะถึง (6) น้ำตกนางรอง (จ.นครนายก) เป็นน้ำตกขนาดกลางไม่สูงนัก จากกลางสะพานข้ามลำห้วยจะมองเห็นน้ำตกที่ไหลลดหลั่นลงมาตามโขดหินเป็นทางยาวประมาณ 100 เมตร มีน้ำมากและไหลแรงในช่วงฤดูฝน ลงเล่นน้ำได้ช่วงลำห้วยด้านล่าง

          สำหรับกิจกรรมเดินป่าท่องไพรในพื้นที่ของจังหวัดนครนายกก็มีหลายเส้นทาง ซึ่งแต่ละเส้นทางจะต้องมีน้ำตกเข้ามาเป็นตัวเอกเสมอ เช่น น้ำตกนางรอง – อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขต จ.นครนายก จะผ่าน (7) น้ำตกไทรยองหิน (จ.นครนายก) (8) น้ำตกเหวมเหสัก (จ.นครนายก) (9) น้ำตกตาดตาโม่ง (จ.นครนายก) (10) น้ำตกตาดตาภู่ (จ.นครนายก) (11) น้ำตกมะนาว (จ.นครนายก) รวมระยะทาง 25 กิโลเมตรใช้เวลา 3 วัน 2 คืน, น้ำตกนางรอง – น้ำตกแม่ปล้อง ผ่าน คลองวังตะไคร้ ห้วยสมพุงใหญ่ จนถึง (12) น้ำตกแม่ปล้อง (จ.นครนายก) ระยะทางไปกลับ 16 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน เป็นต้น ก่อนออกจากตัวเมืองนครนายกไปยังจังหวัดปราจีนบุรี แวะพักที่ (13) น้ำตกวังม่วง อ.ปากพลี (จ.นครนายก) ธารน้ำไหลผ่านแนวหินมาเป็นระยะ ๆ แล้วไหลมายังอ่างรับน้ำสุดท้าย สภาพโดยรอบเป็นผืนป่าสีเขียว ใกล้ ๆ น้ำตกวังม่วงจะมีอ่างเก็บน้ำวังบอน ซึ่งจะมีน้ำตกขนาดเล็กที่ มีลำธารไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แล้วไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำวังบอน (14) น้ำตกวังบอน (จ.นครนายก) เป็นน้ำตกหนึ่งที่อยู่ในกิจกรรมโรยตัว 4 หน้าผา 5 น้ำตก ประกอบด้วยน้ำตก (15) น้ำตกธารรัตนา (จ.ปราจีนบุรี) (16)น้ำตกสองพี่น้อง (จ.นครนายก) (17) น้ำตกผาสวรรค์ชั้น 1-2 (จ.นครนายก) และสุดท้ายเป็นน้ำตกวังบอน พายเรือชมทิวทัศน์มายังฝั่งของอ่างเก็บน้ำใช้เวลาในการท่องเที่ยวกิจกรรมโรยตัวจากหน้าผาประมาณ 4–7 ชั่วโมง น้ำตกเหวนรก

        ในส่วนของตัวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็มีน้ำตกหลายแห่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางขึ้นอุทยาน ฯ ได้ 2 เส้นทาง คือขึ้นทางจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดปราจีนบุรี (18) น้ำตกเหวนรก (จ.นครนายก) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีต้นน้ำจากคลองสมอปูน น้ำตกไหลลงมาจากผาสูงหลายร้อยเมตร ทางเข้าน้ำตกเหวนรกอยู่บริเวณ กม.24 บนถนนทางหลวงหมายเลข 3077 จากนั้นต้องเดินเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร จึงจะถึงน้ำตกเหวนรกชั้นบนสุด ซึ่งมีบันไดให้ไต่ลงไปประมาณ 100 เมตร ถึงจุดชมวิวน้ำตกชั้นที่ 1 ซึ่งไหลทิ้งตัวลงสู่หน้าผาสูงชันประมาณ 50 เมตร กระแสน้ำไหลรุนแรงมากในช่วงฤดูฝน จนเกิดเสียงดังก้อง และมีละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่ว ส่วนชั้นที่ 2 และ 3 สูงชันมากเดินลงไปชมไม่ได้ และเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำในน้ำตกเหวนรก น้ำที่เกิดจากน้ำตกเหวนรกจะไหลรวมน้ำที่เกิดจากป่าต้นน้ำเขาใหญ่ไหลสู่คลองท่าด่านรวมกับในเขื่อนขุนด่านปราการชลก่อนจะระบายออกสู่แม่น้ำนครนายก เขื่อนขุนด่านปราการชลจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการทรัพยากรน้ำให้สมดุล มีใช้ได้อย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ลดภาวะน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน บรรเทาภัยแล้งและปัญหาดินเปรี้ยว สนับสนุนกิจกรรมล่องแก่งแม่น้ำนครนายกสามารถล่องแก่งได้ตลอดทั้งปี

      ใช้ถนนสีเขียวเส้น 33 มุ่งหน้าไปยังอำเภอประจันตคามผ่านสี่แยกนเรศวร มีจุดชมวิวและเนินพิศวง รถยนต์วิ่งขึ้นเนินโดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ เป็นไปได้อย่างไรต้องแวะพิสูจน์ และก่อนเดินทางกลับต้องไม่พลาดชม (19) น้ำตกเขาอีโต้ (จ.ปราจีนบุรี) ซึ่งพื้นที่โดยรอบบนเขาอีโต้เป็นสนามขี่จักรยานดาวฮิลล์ที่เป็นที่นิยมของเสือภูเขาทุกเพศทุกวัย

             จากนั้นขับรถต่อไปยังอำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอที่มีน้ำตกมากที่สุดในประเทศไทย มีถึง 17 น้ำตก (20) น้ำตกตะคร้อ (จ.ปราจีนบุรี) (21) น้ำตกสลัดได (จ.ปราจีนบุรี) (22) น้ำตกส้มป่อย (จ.ปราจีนบุรี) เป็นน้ำตกขนาดเล็กมีความสวยงาม (23) น้ำตกธารทิพย์ (จ.ปราจีนบุรี) เป็นน้ำตกเล็ก ๆ ไหลมาตามลานหินกว้างเป็นทางยาว ไหลผ่านช่องเขาแคบที่ขนาบข้างก่อนตกลงจากผาสูง หากนักท่องเที่ยวสนใจที่จะเดินป่าศึกษาธรรมชาติช่วงฤดูฝนทางหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ.10 (ประจันตคาม) และ ขญ.11 (คลองเพกา) ได้จัดเส้นทางเดินป่าไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมเดินป่าในช่วงฤดูฝน ระหว่างทางจะมีจุดแวะชมน้ำตกต่างๆ หลายแห่งในเขตจังหวัดปราจีนบุรี ได้แก่ (24) น้ำตกลานเสากี่ (25) น้ำตกลานหินดาด (26) น้ำตกเหวจั๊กจั่น (27) น้ำตกแก่งกฤษณา (28) น้ำตกไทรคู่ (29) น้ำตกตาดหินยาว (30) น้ำตกฟองสบู่ (31) น้ำตกตาขนดำ (32) น้ำตกห้วยขมิ้น (33) น้ำตกเหวอีอ่ำ (34) น้ำตกหินดาด (35) น้ำตกธารทะลอก (36) น้ำตกบังเอิญ น้ำตกต่าง ๆ เหล่านี้มีความสวยงามแตกต่างกันไป หากนักท่องเที่ยวสนใจสามารถติดกับเจ้าหน้าที่ของอุทยาน ฯ เพื่อนำชม พร้อมมีเต็นท์บริการ ติดต่อโดยตรงได้ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

                อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นอีกหนึ่งอำเภอที่มีพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นที่รู้จักดีของนักผจญภัยบนสายน้ำ “กิจกรรมล่องแก่งหินเพิง” จึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาล่องแพยางในช่วงเดือนมิถุนายน - กันยายนของทุกปี และลงเล่นน้ำบริเวณแก่งปลายน้ำ แก่งหินเพิงจึงเป็นจุดหนึ่งที่ถือว่าเป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีสายน้ำไหลลดหลั่นลงมา ระดับขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำจากอุทยานฯ (37) แก่งหินเพิง (จ.ปราจีนบุรี) จึงเป็นถือว่าเป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และจะมากในช่วงฤดูฝน พักสายตาขับรถชม 2 อุทยาน บนถนนทางหลวงหมายเลข 304 ซึ่งแบ่งขั้นกลางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับอุทยานแห่งชาติทับลาน สามารถแวะชมน้ำตกงามหลายแห่ง ได้แก่ (38) น้ำตกห้วยใหญ่ (จ.ปราจีนบุรี) เป็นน้ำตกที่ไหลตกลงมาตามหน้าผาตัดชันสูงประมาณ 50 เมตร สายน้ำไหลแผ่กว้างออกเป็นม่านน้ำตกงดงาม และไหลไปใต้โขดหินระเกะระกะเป็นทางยาวประมาณ 200 เมตร ก่อนไหลลงสู่น้ำตกชั้นที่ 2 สูงประมาณ 40 เมตร มีบันไดลงไปชมน้ำตกได้ แต่แอ่งสำหรับลงเล่นน้ำ ทางเข้าน้ำตกอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติทับลานไปตามถนนทางหลวงหมายเลข 304 จนถึง กม.ที่ 56 แล้วเข้าไปตามทางแยกอีกราว 6 กิโลเมตร จะถึงตัวน้ำตก และหากเดินเท้าไปอีก 7 กิโลเมตรจากบ้านทับลานชม (39) น้ำตกทับลานหรือเหวนกกก (จ.ปราจีนบุรี) มีน้ำเฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น เล่นกิจกรรมโรยตัวจากหน้าผาจริงอีกหนึ่งแห่งในพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรีที่ (40) น้ำตกเวฬุวัน (จ.ปราจีนบุรี) ทุกปีในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะมีกิจกรรมพิเศษ คือ บันทึกรักกลางภูผา สำหรับคู่รักที่ต้องการจะบันทึกความทรงจำร่วมกัน จดทะเบียนสมรสระหว่างการโรยจากหน้าผา เพื่อยืนยันความรักและชีวิตครอบครัวให้หนักแน่นดั่งผาหิน

           สีสันของผืนป่าหน้าฝน มุ่งหน้าสู่จังหวัดชายแดน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีอุทยานแห่งชาติถึง 2 แห่ง อุทยานแห่งชาติปางสีดา ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำสายตะวันออกสายสำคัญ และจุดเด่นจุดหนึ่งของอุทยาน ฯ นั้นคือมีน้ำตกหลายแห่งที่สวยงามไม่แพ้น้ำตกในเขตอุทยานฯ อื่น ๆ ได้แก่ (41)  น้ำตกปางสีดา (จ.สระแก้ว) เป็นน้ำตกที่ไหลตกจากผาหินลงมา 3 ชั้น สูงประมาณ 10 เมตร ช่วงหน้าฝน สายน้ำจะ ไหลแผ่เต็มลานน้ำตก งดงามมาก ลงเล่นน้ำได้ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติปางสีดา ห่างจากที่ทำการฯ ประมาณ 800 เมตร ระหว่างการเดินทางไปตัวน้ำตกจะผ่านฝูงผีเสื้อแมลงปีกสวยที่กำลังโบยบินมาอวดโฉม ซึ่งจะมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฏาคม (42) น้ำตกผาตะเคียน (จ.สระแก้ว) น้ำตกไหลตกลงจากหน้าผาสูง 10 เมตร เป็นม่านน้ำแผ่กว้างตกลงสู่โขดหิน ไม่มีอ่างรับน้ำ จึงได้แต่ชมเพียงอย่างเดียว ตั้งอยู่ห่างจากน้ำตกปางสีดาไปทางต้นน้ำประมาณ 2 กิโลเมตร (43) น้ำตกถ้ำค้างคาว (จ.สระแก้ว) และกลุ่มน้ำตกแควมะค่า (จ.สระแก้ว) ประกอบด้วย (44) น้ำตกสวนมั่น สวนทอง (45) น้ำตกแควมะค่า (46) น้ำตกลานแก้ว (47) น้ำตกรากไทรย้อย (48) ตกม่านธารา

           เดินทางต่ออีกนิดมุ่งหน้าสู่อำเภอตาพระยา ชมอีกหนึ่งผืนป่าต้นน้ำของจังหวัดสระแก้ว “อุทยานแห่งชาติตาพระรยา” (49) น้ำตกตาพระยา (จ.สระแก้ว) มีน้ำมากในช่วงฤดูฝน ชมประติมากรรมตามธรรมชาติ “ละลุ” สิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชม นั่งรถอีแต๊ก ชิมอาหารพื้นเมือง ชมการแสดงพื้นบ้านที่บ้านคลองยาง รามทั้งพักผ่อนเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนที่ “ละลุโฮมสเตย์” ติดต่อสอบถาม โทร.0-9098-0772 เที่ยวอุทยาน ฯ ชมน้ำตกงาม ก็ต้องไม่พลาดแวะชมเขตรักษาพันธุ์สัตว์เขาอ่างฤาไน มีพื้นที่ครอบคลุม 5 จังหวัดภาคตะวันออก มีทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าไม้พื้นราบที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิด และมีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง มีกิจกรรมล่องสัตว์ ชมน้ำตกที่รายล้อมบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ได้แก่ (50) น้ำตกเขาสิบห้าชั้น (จ.สระแก้ว) (51) น้ำตกเขาตะกรุบ (จ.สระแก้ว) (52) น้ำตกอ่างฤาไนหรือน้ำตกบ่อทอง (จ.ฉะเชิงเทรา) ชุ่มฉ่ำกับสายน้ำก่อนจะรับลมหนาวในช่วงปลายปีนี้ ต้องหาเวลามาพักผ่อนช่วงวันหยุดสัก 3 วัน 2 คืน เลือกเที่ยวชมน้ำตกได้ถึง 52 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา รวมทั้งชมแหล่งท่องเที่ยวมากมายหลากหลายประเภท พักผ่อนในวันหยุดได้ทั้งครอบครัวทั่วแดนเบญจบูรพาสุวรรณภูมิ

เที่ยวป่าหน้าฝน[/i][/b]
ข้อมูลจาก www. tourinthai. com



#325
      
 
      สายฝนที่โปรยปรายจากฟ้าสู่พื้นดินนับเป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดและจูงใจให้นัก ท่องเที่ยวเดินทางมาชื่นชมกับแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำ อาทิ นั่งเรือชมทิวทัศน์ข้างทางศึกษาวิถีชีวิตริมน้ำ กิจกรรมล่องแก่ง เดินป่าท่องไพรหน้าฝน หรือชมน้ำตกสวยๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วฟ้าเมืองไทย โดยเฉพาะน้ำตกที่อยู่ใกล้ เมืองหลวง อย่างเช่นน้ำตกในเขตมรดกโลกแห่งใหม่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่–ทับลาน–ปางสีดา – ตาพระยา หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์เขาอ่างฤาไน ในพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทราที่มีน้ำตกมากถึง 50 แห่งที่นักท่องเที่ยวที่นิยมชมน้ำตกต้องแวะมาชื่นชมกับความเย็นฉ่ำของสาย น้ำก่อนจะหมดฝนในต้นฤดูหนาวนี้

เริ่มต้นบนถนนสายน้ำตกจากกรุงเทพฯ ชมน้ำตกน้อยใหญ่ที่จังหวัดนครนายก ได้แก่...

         1. "น้ำตกกะอาง" อ.บ้านนา (จ.นครนายก) มีลักษณะเป็นลานหินกว้าง มีน้ำตกไหลผ่านตามช่องหิน มีน้ำมากช่วงกลางฤดูฝน

         2. "น้ำตกเขาชะโงก" (จ.นครนายก)  ขับรถเข้าตัวเมืองนครนายกแวะเที่ยวโรงเรียนเตรียม ทหารชมพิพิธภัณฑ์เรือรบหลวงท่าจีน หรือชมโรงเรียนนายร้อย จปร. เล่นกิจกรรมทางทหารและชมพิพิธภัณฑ์ทางทหาร ชมน้ำตกงามนาม

         3. "น้ำตกลานรัก" (จ.นครนายก) เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากสายธารเล็กๆ ไหลผ่านลานหินกว้างเลียบเชิงเขาเตี้ยๆ มีน้ำเฉพาะฤดูฝนเท่านั้น

         4. "น้ำตกสาริกา" จากแยกไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะถึงทางเข้าตัวน้ำตก "น้ำตกสาริกา" (จ.นครนายก) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ สายน้ำไหลตกจากหน้าผาสูงชันเป็นทอดๆ ถึง 9 ชั้น ชั้นที่สูงที่สุดประมาณ 200 เมตร แต่ละชั้นมีอ่างรับน้ำเล่นน้ำได้ มีน้ำมากเฉพาะช่วงฤดูฝน และมีทางเดินเข้าสู่น้ำตกชั้นล่าง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

         5. "อุทยานวังตะไคร้" (จ.นครนายก) เป็นอุทยานที่ได้รับการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้และมีลำธารไหลผ่าน ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

         6. "น้ำตกนางรอง" (จ.นครนายก) เป็นน้ำตกขนาดกลางไม่สูงนัก จากกลางสะพานข้ามลำห้วยจะมองเห็นน้ำตกที่ไหลลดหลั่นลงมาตามโขดหินเป็นทาง ยาวประมาณ 100 เมตร มีน้ำมากและไหลแรงในช่วงฤดูฝน ลงเล่นน้ำได้ช่วงลำห้วยด้านล่าง


           


           สำหรับกิจกรรมเดินป่าท่องไพรในพื้นที่ของจังหวัดนครนายกก็มีหลายเส้นทาง ซึ่งแต่ละเส้นทางจะต้องมีน้ำตกเข้ามาเป็นตัวเอกเสมอ เช่น...

         1. น้ำตกนางรอง – อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขต จ.นครนายก จะผ่าน "น้ำตกไทรยองหิน" (จ.นครนายก)

         2. "น้ำตกเหวมเหสัก" (จ.นครนายก)

         3.. น้ำตกตาดตาโม่(จ.นครนายก)

         4. น้ำตกตาดตาภู่ (จ.นครนายก)

         5. น้ำตกมะนาว (จ.นครนายก) รวมระยะทาง 25 กิโลเมตรใช้เวลา 3 วัน 2 คืน

         6. และจากน้ำตกนางรอง – น้ำตกแม่ปล้อง ผ่านคลองวังตะไคร้ ห้วยสมพุงใหญ่ จนถึง "น้ำตกแม่ปล้อง" (จ.นครนายก) ระยะทางไปกลับ 16 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน เป็นต้น

         7. ก่อนออกจากตัวเมืองนคร นายกไปยังจังหวัดปราจีนบุรี แวะพักที่ "น้ำตกวังม่วง" อ.ปากพลี (จ.นครนายก) ธารน้ำไหลผ่านแนวหินมาเป็นระยะๆ แล้วไหลมายังอ่างรับน้ำสุดท้าย สภาพโดยรอบเป็นผืนป่าสีเขียว

         8. ใกล้ๆ น้ำตกวังม่วงจะมีอ่างเก็บน้ำวังบอน ซึ่งจะมีน้ำตกขนาดเล็กที่ มีลำธารไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แล้วไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำวังบอน "น้ำตกวังบอน" (จ.นครนายก) เป็นน้ำตกหนึ่งที่อยู่ในกิจกรรมโรยตัว 4 หน้าผา 5 น้ำตก ประกอบด้วยน้ำตก

         9. "น้ำตกธารรัตนา" (จ.ปราจีนบุรี)

         10. "น้ำตกสองพี่น้อง" (จ.นครนายก)

         11. "น้ำตกผาสวรรค์ชั้น 1-2" (จ.นครนายก)

         12. สุดท้ายเป็น "น้ำตกวังบอน" พายเรือชมทิวทัศน์มายังฝั่งของอ่างเก็บน้ำใช้เวลาในการท่องเที่ยวกิจกรรม
              โรยตัวจากหน้าผาประมาณ 4–7 ชั่วโมง น้ำตกเหวนรก



#326
โรงแรม กาญจนบุรี ที่พัก กาญจนบุรี

โรงแรมและทีพักในจ.กาญจนบุรีมีเยอะครับ แต่ที่ผมแนะนำเป็นข้างล่างนี่ครับ เพราะราคาถูกมากท่านสามารถจองโรงแรมเอง ผ่านระบบ ออนไลน์ได้เลย ไม่ยากครับหวังว่าคงเที่ยวกันสนุกในหน้าฝนนะครับ

ปล. ไว้คราวหน้าจะเอาที่เที่ยวแนะนำในจังหวัด กาญจนบุรี มาฝากครับ



ไทรโยค รีสอร์ท    Saiyok Country Resort & Spa          ไทรโยก         1250   บาท   

รีเวอร์แควโบทานิคการ์เดน   River Kwai Botanic Garden     แควน้อย         1200   บาท   

โรงแรมผาตาด วอลย์   Phatad Valley Hotel                  ทองผาภูมิ       1200   บาท   

รีเวอร์แควโซเทล   River Kwai Resotel                         ไทรโยก          1200   บาท   

รีเวอร์แควจังเกิลราพท์   River Kwai Jungle Rafts              ไทรโยก          1100   บาท   
 
โรงแรม รีเวอร์แคว   River Kwai Hotel                           เมือง             1100   บาท   

โรงแรม รีเวอร์แคว วิลเลก   River Kwai Village Hotel          ไทรโยก         1100   บาท
   
เกสเฮาส์ โนเบิล   Noblenight Guesthouse                     เมือง            1000   บาท   

บ้านตอไม้แดงรีสอร์ท   Baan Tor Mai Dang Resort            ไทรโยก         950   บาท   

ไทรโยก รีเวอร์ เฮาส์   Saiyok River House                      ไทรโยก         700   บาท   








#327

เปิดใจทายาทสกุล"จู๋ยืนยง"ภูมิใจใช้มา 3ชั่วอายุคน มองเป็นเรื่องขำๆ "น.ส.รรร"รับเปลี่ยนชื่อแล้วงานรุ่ง

เผยใช้นามสกุล"จู๋ยืนยง"มา3ชั่วอายุคนแล้ว ทายาทภูมิใจรับโดนล้อบ้างแต่มองเรื่องขำๆ "น.ส.รรร"รับเปลี่ยนชื่อแล้วนี้งานรุ่งเป็นลำดับ ผอ.สำนักบริหารทะเบียนฯเผยไม่พบฐานข้อมูลนามสกุล "จ้องผสมพันธุ์, กางมุ้งคอย,ชอบนอนหงายฯลฯ ชี้"คนมหาดไทย"อาจเรื่องแค่อำขึ้นเป็นเรื่องสนุก

น.ส.วงศ์จันทร์ จู๋ยืนยง ชาว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ภาคภูมิใจที่ได้สืบทอดสกุล ภายหลังมีการเปิดเผยชื่อและสกุล ที่บางส่วนมองเป็นเรื่องแปลก โดยกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ว่านามสกุล "จู๋ยืนยง" ใช้มา 3 ชั่วอายุคนแล้ว ไม่ทราบความเป็นมาของชื่อสกุล แต่ใช้ตามพ่อแม่ ตั้งแต่ใช้มาก็ไม่มีใครล้อเลียน และไม่ได้รู้สึกอาย แต่พอมารุ่นหลานชายซึ่งตอนนี้เรียนระดับ ปวช.2 ถูกเพื่อนๆ ล้อว่า "ไอ้จู๋" แต่หลานชายไม่ได้เครียด รู้สึกเป็นเรื่องขำๆ หัวเราะกันมากกว่า

น.ส.รรร (อ่านว่ารัน) ขอสงวนนามสกุล 1 ในผู้ที่มีชื่อแปลก กล่าวว่า เดิมชื่อ กชกร แต่มีหลายคนทักว่า ชื่อมีอุปสรรคต่อหน้าที่การงาน จึงไปขอเปลี่ยนเป็นชื่อรรร โดยแม้ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม แต่เป็นคำมาจากภาษาบาลี ซึ่งหมายความว่าความเจริญก้าวหน้า ในขณะที่ไปยื่นเรื่องขอเปลี่ยนชื่อที่สำนักเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯนั้น นายทะเบียนซักถามอยู่นาน จนในที่สุด จึงยอมให้เปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้ได้

"เจ้าหน้าที่ซักอยู่นานว่า มีความจำเป็นอย่างไรบ้างถึงต้องการเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้ ดิฉันจึงได้อธิบายว่าชื่อนี้มีปัญหาเรื่องการงาน พอเราอธิบายอย่างนี้แล้ว นายทะเบียนได้ถามต่ออีกว่า ชื่อนี้มีความหมายหรือไม่ ดิฉันจึงได้ยืนยันว่ามี แต่นายทะเบียนก็เปิดพจนานุกรมเลย พอไม่พบก็คำนี้ไม่มีในพจนานุกรมนะ พอดีดิฉันเตรียมเรื่องนี้ไว้แล้ว ในเรื่องความหมายที่เป็นภาษาบาลี จึงให้นายทะเบียนดูและยอมเปลี่ยนให้ตามต้องการ แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกว่า หลังจากเปลี่ยนชื่อแล้วชีวิตการทำงานก็ดีขึ้นตามลำดับ" น.ส.รรรกล่าว

นายสมดี คชายั่งยืน ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เรื่องที่ผู้ใช้นาม "คนมหาดไทย" โพสต์เรื่อง รวมพลคน ชื่อ-นามสกุล สุดแปลกที่มีอยู่จริงในประเทศไทยลงในอินเตอร์เน็ต และหนังสือพิมพ์นำมาตีพิมพ์นั้น จากการตรวจสอบจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร พบว่า บางชื่อมีอยู่จริง แต่บางชื่อไม่พบจากฐานข้อมูล ในกลุ่มหลังนี้เชื่อว่า อาจมีคนนึกสนุกจึงโพสต์ข้อความเหล่านั้นในอินเตอร์เน็ต และจากการตรวจสอบไม่พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาจากกระทรวงมหาดไทย แต่อย่างใด ดังนั้น การใช้ชื่อคนมหาดไทย เชื่อว่าเป็นการแอบอ้าง หรือต้องการเล่นสนุก ส่วนข้อมูลชื่อที่มีอยู่จริงนั้น ไม่สามารถที่จะเปิดเผยเป็นรายบุคคลได้ เพราะถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล

นายสมดี กล่าวว่า จากการตรวจสอบจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรพบว่า มีนามสกุลแปลกที่มีอยู่จริงตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์มติชน 17 รายชื่อ ดังนี้ จู๋ยืนยง 47 รายการ สูญสิ้นภัย มากกว่า 200 รายการ หลาวทอง มากกว่า 200 รายการ จู๋กระจ่าง 19 รายการ หนึ่งในยุทธจักร 2 รายการ เม่งเวหา 67 รายการ รรรรรร 2 รายการ พัดลม มากกว่า 200 รายการ จุติมา 92 รายการ หม้อน้ำร้อน มากกว่า 200 รายการ ด้วนรู้ที่ 41 รายการ ชนะราสี 132 รายการ สมาธิปัญญา 17 รายการ เจ็ดพี่น้องร่วมใจ 64 รายการ มหามงคล 135 รายการ อโศก 3 รายการ มีเท 2 รายการ ปล้ำกระโทก 41 รายการ สำหรับอีก 18 รายชื่อไม่พบอยู่ในฐานข้อมูล เช่น เกาะมหาสนุก, หวังกระแทกคาง, นัดใช้ปืน, ชอบนอนหงาย, ท่านฮ่องเต้ สมลุนาวัน, จ้องผสมพันธุ์, กางมุ้งคอย, แลคโตเย่น (ชื่อ), ออมตอง, แจงใส, ฟางน้อย, จันทรคดี ปรปักษ์เป็นจุล, พรหมจารีย์พินาศ, เหินเวหา, เล่นเอาขำ, โถรองมูล, และโดนอม (อ่านว่า โด-นอม)

นายสมดีกล่าวว่า รายชื่อที่มีอยู่นั้น แม้บางคำอาจจะมีคำว่าจู๋ แต่ถือเป็นชื่อที่สืบทอดกันมาก่อนที่จะมีการใช้พระราชบัญญัติชื่อบุคคล 2505 จึงอนุญาตให้ใช้ได้ ส่วนคำหยาบคายที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด เช่น คำว่า ไอ้ อี หรือคำด่า ตรงตัวนั้นทางฝ่ายนายทะเบียนไม่สามารถอนุญาตให้นำมาใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจาก รรรรรร (อ่านว่า ระ-รัน-รอน) แล้ว ยังพบว่ามีชื่อ รรรรร อ่านว่า รัน-รอน และ รรร อ่านว่า รัน อยู่ในทะเบียนราษฎรด้วย

ขณะที่นายชัชวัสส์ เดโชเพชรสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตั้งชื่อ กล่าวถึง "ชื่อแปลก" ว่า ประชาชนที่มาขอให้ช่วยตั้งชื่อให้ใหม่นั้น ส่วนมากเป็นเพราะชื่อเดิมไม่เป็นมงคล คิดว่าชื่อทำให้ชีวิตไม่ดีขึ้นหรือมีส่วนทำให้ชีวิตแย่ลง จึงมาขอให้ตั้งชื่อให้ใหม่ แต่ละเดือนมีผู้มาให้ตั้งชื่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ได้ตั้งชื่อที่ฟังแล้วไพเราะและมีความหมายดี บางส่วนก็เป็นชื่อที่ฟังแล้วเข้าใจได้ทันที เช่น น้ำฝน น้ำฟ้า หรือปลายฟ้า ซึ่งไม่ได้เป็นชื่อที่แปลกจนเกินไป และชื่อที่แปลกไปเลยนั้นจะไม่ค่อยตั้งให้ใคร เพราะคงไม่มีใครอยากได้ชื่อแปลกๆ

ข้อมูลจาก
มติชน
#328
สุริยุปราคาเต็มดวง 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ โดยมีจุดเริ่มต้นในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 (ตามเวลา UTC) แล้วข้ามเข้าสู่วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เงามืดได้เริ่มพาดผ่านบริเวณตอนเหนือของประเทศอินเดีย ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจากเส้นขอบฟ้า เข้าสู่ ประเทศเนปาล ประเทศบังคลาเทศ ประเทศภูฐาน และ ประเทศพม่า ก่อนที่จะเข้าสู่ตอนกลางของประเทศจีน โดยเงามืดพาดผ่านเมืองสำคัญของประเทศจีนเป็นจำนวนมาก และ พาดผ่านลงสู่ที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกจนสิ้นสุดเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นการเกิดสุริยุปราคาที่บงบังดวงอาทิตย์ได้นานมากกว่า 6 นาที 39 วินาที ยาวนานที่สุดตั้งแต่การเกิดสุริยุปราคาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม

รายละเอียดเพิ่มเติม เกิดสุริยุปราคาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2552

เช้าวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2552 จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง เส้นทางคราสเต็มดวงผ่านหลายประเทศในเอเชีย แต่ไม่ผ่านประเทศไทย เราจึงจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากดวงจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบปีเมื่อเวลาประมาณตี 3 ของวันเดียวกัน และเกิดหลังจากที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลจากโลกมากที่สุด 2-3 สัปดาห์ ทำให้ดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้สุริยุปราคาครั้งนี้มีระยะเวลามืดเต็มดวงยาวนานมาก

สุริยุปราคาเริ่มต้นเมื่อเงามัวของดวงจันทร์เริ่มแตะผิวโลกในเวลา 6:58 น. ตามเวลาประเทศไทย ตรงบริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกของอินเดีย ศูนย์กลางเงามืดเริ่มแตะผิวโลกเมื่อเวลาประมาณ 7:53 น. ในบริเวณอ่าวแคมเบย์ซึ่งอยู่ทางชายฝั่งด้านทิศตะวันตก ที่นั่นเห็นสุริยุปราคาเต็มดวงขณะดวงอาทิตย์ขึ้น นาน 3 นาที 9 วินาที จากนั้นเงามืดเคลื่อนไปทางตะวันออก ผ่านเนปาล บังกลาเทศ ภูฏาน และตอนเหนือสุดของพม่า เข้าสู่ประเทศจีนในเวลาประมาณ 8:05 น. โดยผ่านเฉิงตูและนครเซี่ยงไฮ้

เงามืดลงสู่ทะเลจีนตะวันออก พาดผ่านทางเหนือของหมู่เกาะริวกิวและอิโวะจิมะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น แล้วเริ่มบ่ายหน้าลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จุดที่เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงนานที่สุดอยู่ในมหาสมุทรด้วยระยะเวลานาน 6 นาที 39 วินาที โดยเกิดขึ้นในเวลา 9:29 น. ใกล้หมู่เกาะโบนิน นับว่ายาวนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21

ช่วงท้ายของปรากฏการณ์ เงามืดผ่านเกาะเล็ก ๆ ในหมู่เกาะมาร์แชล ก่อนจะสิ้นสุดในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเวลา 11:18 น. ที่นั่นเห็นสุริยุปราคาเต็มดวงขณะดวงอาทิตย์ตกเป็นระยะเวลานาน 3 นาที 9 วินาที สุริยุปราคาในวันนี้จะสิ้นสุดเมื่อเงามัวของดวงจันทร์หลุดออกจากผิวโลกในเวลา 12:12 น. ใกล้เกาะวอลลิสและฟูตูนา ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ในมหาสมุทรแปซิฟิก

บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาบางส่วนครอบคลุมส่วนใหญ่ของทวีปเอเชีย มหาสมุทรแปซิฟิก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นทางใต้ของอินโดนีเซีย ภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนของประเทศไทย มีโอกาสเห็นดวงอาทิตย์แหว่งมากกว่าภาคอื่น ๆ ซึ่งตรงข้ามกับสุริยุปราคาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยดวงอาทิตย์จะเริ่มแหว่งทางซ้ายมือด้านบนและไปสิ้นสุดทางซ้ายมือด้านล่าง


ดวงอาทิตย์ที่มองเห็นได้จากที่ต่าง ๆ ขณะดวงจันทร์เข้าบังเต็มที่

ขั้นตอนการเกิดสุริยุปราคา 22 กรกฎาคม 2552
สถานที่   เริ่ม   บังเต็มที่   สิ้นสุด
เวลา   มุมเงย   เวลา   มุมเงย   ขนาด   เวลา   มุมเงย
กรุงเทพฯ   07:07 น.   15°   08:04 น.   28°   0.521   09:09 น.   43°
ขอนแก่น   07:06 น.   17°   08:07 น.   31°   0.594   09:16 น.   47°
เชียงใหม่   07:02 น.   14°   08:03 น.   27°   0.699   09:12 น.   43°
นครราชสีมา   07:07 น.   16°   08:06 น.   30°   0.550   09:13 น.   46°
นครศรีธรรมราช   07:14 น.   14°   08:04 น.   26°   0.351   08:59 น.   39°
นราธิวาส   07:20 น.   16°   08:06 น.   27°   0.273   08:58 น.   39°
ประจวบคีรีขันธ์   07:08 น.   14°   08:03 น.   26°   0.463   09:05 น.   41°
ภูเก็ต   07:13 น.   12°   08:02 น.   24°   0.346   08:56 น.   36°
ระยอง   07:09 น.   15°   08:05 น.   28°   0.480   09:09 น.   43°
สงขลา   07:17 น.   15°   08:05 น.   26°   0.307   08:58 น.   38°
สุโขทัย   07:04 น.   14°   08:04 น.   28°   0.634   09:11 น.   44°
อุบลราชธานี   07:09 น.   20°   08:10 น.   34°   0.542   09:19 น.   50°

หมายเหตุ :

มุมเงย คือ มุมที่วัดจากขอบฟ้า ขึ้นไปหาตำแหน่งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า
ขนาด คือ สัดส่วนที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ วัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ยิ่งมีค่ามากแสดงว่าดวงอาทิตย์ยิ่งแหว่งเว้ามาก (0.5 หมายถึงดวงอาทิตย์ถูกบังครึ่งดวง เป็นต้น)
อำเภอเมืองของจังหวัดอื่น ๆ และรายละเอียดเพิ่มเติม ดูได้จากตารางเวลาสำหรับทุกจังหวัดทั่วประเทศ
ดวงอาทิตย์มีแสงจ้ามาก ห้ามดูด้วยตาเปล่า การสังเกตสุริยุปราคาบางส่วน ต้องใช้แผ่นกรองแสงหรือสังเกตการณ์ทางอ้อม เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอันตรายจากแสงอาทิตย์ โดยแผ่นกรองแสงหรือแว่นกรองแสงต้องเป็นชนิดที่ออกแบบมาสำหรับดูดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ หากดูผ่านกล้องโทรทรรศน์ก็ต้องมีแผ่นกรองแสง เช่น แผ่นไมลาร์ ปิดบังหน้ากล้อง

วิธีสังเกตสุริยุปราคาบางส่วนที่ปลอดภัย คือการสังเกตทางอ้อม ได้แก่ การให้แสงอาทิตย์ผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาลงไปปรากฏบนฉากรับภาพ อีกวิธีซึ่งทำได้ง่าย คือใช้หลักการของกล้องรูเข็ม นำกระดาษมาเจาะรูขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ไปปิดที่กระจกเงา แล้วนำกระจกเงาบานนั้นไปรับแสงอาทิตย์ ให้แสงสะท้อนไปตกบนผนังสีอ่อนหรือฉากรับภาพสีขาวที่อยู่ในที่ที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง เมื่อเกิดสุริยุปราคา ภาพดวงอาทิตย์บนฉากจะแหว่งตามลักษณะดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า หากมีต้นไม้อยู่ใกล้ ๆ อาจสังเกตเห็นว่าแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านช่องระหว่างใบไม้แล้วไปตกบนพื้นหรือผนัง ก็มีลักษณะแหว่งเว้าตามดวงอาทิตย์

ต้นปีหน้าจะเกิดสุริยุปราคาขึ้นอีกครั้งในบ่ายวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553 เป็นสุริยุปราคาวงแหวน เส้นทางคราสพาดผ่านทวีปแอฟริกา มหาสมุทรอินเดีย ทางใต้ของประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า และจีน ประเทศไทยอยู่นอกแนวคราสวงแหวน จึงเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน

ข้อมูลจาก
สมาคมดาราศาสตร์ไทย



#329
ห้องพูดคุย / สุริยุปราคาคือ ?
20 กรกฎาคม 2009, 06:53:17 หลังเที่ยง

สุริยุปราคา หรือ สุริยคราส เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกันโดยมีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง เมื่อสังเกตจากพื้นโลก จะเห็นดวงจันทร์เคลื่อนเข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ โดยอาจบดบังแบบเต็มทั้งดวง หรือบดบังบางส่วนก็ได้ ในแต่ละปีจะสามารถสังเกตเห็นสุริยุปราคาบนโลกอย่างน้อย 2 ครั้ง สูงสุดถึง 5 ครั้ง ในจำนวนนี้อาจเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้ 0-2 ครั้ง[1] โอกาสที่จะเห็นสุริยุปราคาเต็มดวงบนโลกนั้นค่อนข้างน้อย เนื่องจากสุริยุปราคาแต่ละครั้งจะเกิดในบริเวณแคบๆ ที่สอดคล้องพอดีกับเงามืดของดวงจันทร์เท่านั้น
การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงจึงถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่พิเศษอย่างยิ่ง ผู้คนจำนวนมากพากันเดินทางไปยังดินแดนอันห่างไกลเพื่อคอยเฝ้าสังเกต สุริยุปราคาเต็มดวงในปี พ.ศ. 2542 ที่ยุโรป ได้ทำให้สาธารณชนหันมาสนใจปรากฏการณ์นี้เพิ่มขึ้นมาก สังเกตได้จากจำนวนการเดินทางของประชาชนที่มุ่งไปเฝ้าสังเกตสุริยุปราคาวงแหวนในปี พ.ศ. 2548 และสุริยุปราคาเต็มดวงในปี พ.ศ. 2549 การเกิดสุริยุปราคาครั้งต่อไปคือ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เป็นการเกิด สุริยุปราคา เต็มดวงสังเกตเห็นได้ที่ประเทศจีน

สุริยุปราคามี 4 ประเภท ได้แก่

สุริยุปราคาเต็มดวง (total eclipse): ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์หมดทั้งดวง

สุริยุปราคาบางส่วน (partial eclipse): มีเพียงบางส่วนของดวงอาทิตย์เท่านั้นที่ถูกบัง

สุริยุปราคาวงแหวน (annular eclipse): ดวงอาทิตย์มีลักษณะเป็นวงแหวน เกิดเมื่อดวงจันทร์อยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลจากโลก ดวงจันทร์จึงปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์

สุริยุปราคาผสม (hybrid eclipse): ความโค้งของโลกทำให้สุริยุปราคาคราวเดียวกันกลายเป็นแบบผสมได้ คือ บางส่วนของโลกเห็นสุริยุปราคาเต็มดวง บางส่วนเห็นสุริยุปราคาวงแหวน บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาเต็มดวง เป็นส่วนที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์มากกว่า
#330


มท.เปิดกว้างคนไทยตั้ง ชื่อ-สกุล แปลก ระบุต้องไม่หยาบคาย ไม่ส่อทุจริต ยาวได้ตามชอบ เผยกลุ่มชื่อเท่”ท่านฮ่องเต้-สร้อยเหม็น-ชะรอยจุติมา-รรรรรร”ส่วนนามสกุลเก๋ “จู๋ยืนยง-ชอบนอนหงาย-กางมุ้งคอย-พรหมจารีย์พินาศ-โดนอม”

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ว่า มีการเผยแพร่ข้อมูลไปในหมู่นักท่องเว็บไซต์ โดยผู้เผยแพร่คนหนึ่งใช้ชื่อว่า “คนมหาดไทย”เรื่อง”รวมพลคน ชื่อ-นามสกุล สุดแปลกที่มีอยู่จริงในประเทศไทย”โดยผู้เผยแพร่รายนี้อ้างว่า ได้ตรวจสอบจากงานทะเบียนราษฎร์แล้ว มีอยู่จริง ได้แก่ชื่อ สายใจ เกาะมหาสนุก, สมศักดิ์ หวังกระแทกคาง, หวังนที จู๋ยืนยง, ณรงค์ นัดใช้ปืน, กันภัย สูญสิ้นภัย, อูโน่ หลาวทอง, อธิป จู๋กระจ่าง, ศักดิพันธ์ ชอบนอนหงาย, บรรจง หนึ่งในยุทธจักร, กนกกร เม่งเวหา, รรรรรร (อ่านว่า ระ-รัน-รอน), ท่านฮ่องเต้ สมลุนาวัน, นารัตน์ พัดลม, ลำเทียน จ้องผสมพันธุ์, มนศักดิ์ กางมุ้งคอย

น.ส.ชะรอย จุติมา, แลคโตเย่น (ชื่อ), ดินทะยาน แจงใส, สร้อยเหม็น ฟางน้อย, ไพรัตน์ หม้อน้ำร้อน, ภาคภูมิ ด้วนรู้ที่, หรูหรา ออมตอง, วรุณนาโศรก จันทรคดี, หรินาท ปรปักษ์เป็นจุล, ชัยยศ พรหมจารีย์พินาศ, สงคราม ชนะราวี, นิธินัย เหินเวหา, บารมี สมาธิปัญญา, บรรพต เจ็ดพี่น้องร่วมใจ, ชาติชาญ เล่นเอาขำ, บุญศรัทธา มหามงคล, หินชนวน อโศก, บุญพอ มีเท, จันมี โถรองมูล, นนนที ปล้ำกะโทก, การหาญ โดนอม (อ่านว่า โด-นอม) อย่างไรก็ดี เจ้าของชื่อและนามสกุลแปลกบางรายอาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปแล้วในปัจจุบัน

ด้านนายสมดี คชายั่งยืน ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อ ในปัจจุบันคือ
1.ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม
2.ต้องไม่เป็นคำหยาบหรือมีความหมายหยาบคาย
3.ต้องไม่มีเจตนาในทางทุจริต
4.ผู้ได้รับหรือเคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ โดยมิได้ถูกถอด จะใช้ราชทินนามตามบรรดาศักดิ์ เป็นชื่อจริง หรือชื่อรองก็ได้

“หากอยู่ในหลักเกณฑ์ เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการให้ได้ทันที ต่างจากสมัยก่อนที่มีการกำหนดว่าชื่อจะต้องมีไม่เกิน 3 พยางค์ แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้เสรีภาพแก่ประชาชน ที่จะตั้งชื่อยาวเท่าใดก็ได้ อย่างช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีการจองจดทะเบียนชื่อให้เด็ก ชื่อเด็กชาย”พันธมิตรกู้ชาติ”ก็สามารถทำได้

นายสมดีกล่าวต่อว่า ส่วน นามสกุลมีหลักเกณฑ์ คือ
1.ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี
2.ต้องไม่พ้องหรือมุ่งให้คล้ายกับราชทินนาม เว้นแต่เป็นราชทินนามของตน ของบุพการี หรือผู้สืบสันดาน
3.ต้องไม่ซ้ำกับชื่อสกุลพระราชทานของพระมหากษัตริย์ หรือชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว
4.ต้องไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
5.มีพยัญชนะไม่เกิน 10 พยัญชนะ เว้นแต่กรณีเป็นราชทินนาม
6.ผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานชื่อสกุล ห้ามใช้คำว่า “ณ” นำหน้าชื่อสกุล
7.ห้ามเอานามพระมหานคร และศัพท์ที่ใช้เป็นพระปรมาภิไธยมาใช้เป็นชื่อสกุล

นอกจากนี้ยังสามารถจองชื่อสกุลที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระ สังฆราช ได้ที่กระทรวงมหาดไทย หรือ www.dopa.go.th  เลือกชื่อที่ต้องการได้เลย

ส่วนเหตุที่กระทรวงมหาดไทยยินยอมให้ใช้ชื่อแปลกเป็นจำนวนมากนั้น นายสมดีกล่าวว่า อาจเป็นเพราะมีการเปิดให้ตั้งชื่อได้อย่างเสรี แต่ต้องดูว่าหยาบคายหรือไม่ อย่างกรณีการตั้งชื่อ “สร้อยเหม็น” ถือเป็นคำที่มีความหมายในตัว เพราะการแปลความหมายเป็นการแปลตามตัว ไม่ได้ผวนคำ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าสังคมรับได้ ไม่หยาบคาย เหมือนกับในอดีตที่มีชื่อ นายทองเหม็น ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะเดียวกัน

กรณีที่ตั้งชื่อสกุล “พรหมจารีย์พินาศ” สามารถตั้งได้ เพราะเป็นคำไม่หยาบคาย แต่นายทะเบียนต้องให้คำแนะนำก่อนว่า หากตั้งไปแล้วในอนาคตมีบุตรธิดาอาจจะกระทบต่อจิตใจได้ แต่หากเจ้าตัวยังคงต้องการนายทะเบียนก็จะต้องดำเนินการให้ เพราะเจ้าตัวอาจจะต้องการตั้งเพื่อเตือนสติตัวเอง อย่างไรก็ตาม การตั้งชื่อหรือนามสกุลถือเป็นสิริมงคลแก่ตัวผู้ตั้งเอง นายทะเบียนไม่สามารถกำหนดหรือคัดค้านได้

http://news.mthai.com/general-news/51823.html