• Welcome to เว็บบอร์ด ประกาศ ขายรถบรรทุก ซื้อรถบรรทุก แลกเปลี่ยนรถบรรทุก ที่นี่ฟรี!.
 

ข่าว:



    ยินดีต้อนรับสู่เว็บรถบรรทุก แหล่งรวมประกาศเช่า-ซื้อ-ขายรถบรรทุก เครื่องจักรกลหนัก เครื่องกลการเกษตร อุปกรณ์และอะไหล่ บริการขนส่ง ฯลฯ
    ถ้าพี่น้องติดต่อเข้ามาทาง contact form กรุณากรอกอีเมล์ที่สามารถติดต่อได้ด้วยนะครับ

Main Menu
Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - Trucker

#331
ผมเพิ่งอ่านข่าวที่ ศาสตราจารย์ นพ.ธีระวัฒน์  เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน   คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้สัมภาษณ์ "จับเท็จ" ข้อมูล ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีสาธารณสุข ก็มีข่าวล่าสุดแจ้งว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคหวัดใหญ่มรณะเป็นรายที่ 9 แล้ว

นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข ออกมาสารภาพเสียงอ่อยๆว่า การควบคุมป้องกันการแพร่กระจายเชื้อทำได้ค่อนข้างยาก หลังจากที่รัฐมนตรีกระทรวงนี้ทำงานไม่เอาไหน   ปล่อยให้เชื้อแพร่ลามไปทั่วประเทศแล้ว

ข้อมูลที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกกับประชาชนก็คือ มาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขบอกกับประชาชนว่า โรคนี้มีความรุนแรงไม่ต่างไปจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล "เป็นข้อมูลที่ผิดพลาด" ความจริงเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 มีความแตกต่าง และมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะที่ ไม่เหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดาทั่วไปคือ สามารถแพร่เชื้อได้เร็วและกระจายเป็นวงกว้าง

ที่สำคัญมีรายงานวารสารทางการแพทย์ระบุว่า  ผู้เสียชีวิตจากเชื้อไข้ หวัดใหญ่ 2009 มีอายุตั้งแต่ 18-45 ปี ที่เม็กซิโกมีตั้งแต่อายุ 5-60 ปี ดังนั้น กลุ่มเสี่ยงไม่ได้อยู่เฉพาะเด็กกับคนชราและผู้มีโรคแทรกซ้อน ตามที่ กระทรวงสาธารณสุข  พยายามระบุ เชื้อสามารถติดต่อได้ทุกกลุ่มทุกวัย  คนที่ไม่มีโรคแทรกซ้อนและเป็นวัยรุ่นก็เสียชีวิตได้เช่นเดียวกัน

คุณหมอยังสอนมวย กระทรวงสาธารณสุข  และ รัฐมนตรีวิทยา  ด้วยว่า สมควรเลิกเบี่ยงประเด็น และ ปิดข่าว ด้วยการบอกว่า ผู้เสียชีวิตเป็นโรค ประจำตัว เป็นโรคอ้วน  ไม่ควรพูดแบบนี้  คนปกติทั่วไปที่แข็งแรง ก็เสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทัน

คุณหมอแนะนำให้กระทรวงสาธารณสุขเปลี่ยนมาตรการใหม่ เน้นให้ประชาชนรู้จักสังเกตอาการและป้องกันตนเอง รณรงค์ให้ประชาชนรู้ความแตกต่าง ของ โรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล กับ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งคนป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จะมีอาการที่แตกต่างกัน

ข้อมูลของ คุณหมอธีระวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญโรคไวรัสสัตว์สู่คน ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รู้ความจริงอีกด้านหนึ่งว่า ข้อมูลที่ นายวิทยา  แก้วภราดัย  รัฐมนตรีสาธารณสุข พยายามพูดให้ประชาชนเข้าใจว่า โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่น่ากลัว เหมือนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เปอร์เซ็นต์คนตายน้อย คนที่ตายก็เป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว เป็นข้อมูลที่ไม่จริง  และ ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง

จะเข้าข่าย การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 หรือไม่ น่าจะมีผู้รู้ทางกฎหมายลองศึกษาดู งานนี้ประชาชนและประเทศชาติเสียหายมาก

นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนพ้องส่งข้อเขียนของ คุณหมอธีระวัฒน์ เรื่องคำถามที่พบบ่อยเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 มาให้ผมด้วย คุณหมอได้เขียนยืนยันว่า ข้อมูลที่บอกว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 จะรุนแรงเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวนั้นไม่จริง

คุณหมอได้อ้าง รายงานการวิเคราะห์โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จากเม็กซิโก ในช่วงหนึ่งเดือนของการระบาดพบว่า กว่าครึ่งหนึ่งของคนไข้ที่มีอาการรุนแรง ไม่มีโรคประจำตัวทั้งสิ้น  และเกิดปอดบวมต้องใส่เครื่องช่วยหายใจจนเสียชีวิต

เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว  ผมคิดว่า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงต้องเรียก นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีสาธารณสุข มาพิสูจน์ความจริงให้ได้ว่า   ข้อมูลที่นายวิทยาให้สัมภาษณ์มาตลอดนั้น เป็นความจริงที่ถูกต้อง? เพื่อหักล้างกับข้อมูลของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน มิฉะนั้น นายวิทยาจะต้องรับผิดชอบต่อการทำงานที่ผิดพลาดและคำพูดที่ไม่จริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น.

"ลม เปลี่ยนทิศ"
#332
ห้องพูดคุย / ระวัง โรคหน้าฝน
09 กรกฎาคม 2009, 09:14:16 หลังเที่ยง


ระวัง โรคหน้าฝน (Momypedia)


         เมื่อหน้าฝนมาเยือน ไม่เพียงนำความชุ่มชื้นมาฝากผืนดินและผู้คน แต่ฝนชุกยังมาพร้อมโรคถึง 5 กลุ่มรวมกว่า 10 โรค ที่เราสามารถป้องกันได้

         กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเตือน 90 วันอันตราย ในเดือนมิถุนายน - สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงฝนชุก ประชาชนควรป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน ซึ่งมีโรค 5 กลุ่ม ได้แก่

          1.กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ สาเหตุเกิดจากกินอาหารดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือกินอาหารสุกๆ ดิบๆ

          2.กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง ที่พบบ่อยคือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือไข้ฉี่หนู อาการเด่นคือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง

          3.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อยได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม อาการเริ่มจากไข้ ไอ หายใจเร็วหรือหอบเหนื่อย

          4.กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ได้แก่ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis) มียุงรำคาญ มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนาเป็นตัวนำโรค และโรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค ทั้ง 3 โรคนี้อาการเริ่มจากมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะโรคไข้สมองอักเสบ อาจทำให้พิการภายหลังได้

          5. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา

         มีรายงานว่าตลอดเดือนพฤษภาคม 2552 พบผู้เสียชีวิตจากโรคหน้าฝนแล้ว 13 ราย โดยเสียชีวิตจากปอดบวม 8 ราย อุจจาระร่วงเฉียบพลัน 3 ราย ไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบ อย่างละ 1 ราย

         สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กอยู่ในบ้าน ในช่วงนี้หากลูกมีไข้สูง ควรไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้มีข้อควรระวังสำคัญคือ ห้ามใช้ยาจำพวกแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะยาชนิดนี้มีอันตรายกับบางโรค โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคไข้ฉี่หนู เพราะโรคทั้ง 3 ทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวจะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้นทำให้เสียชีวิตจากโรคได้ง่ายขึ้น

         อย่างไรก็ตามในช่วงหน้าฝนนี้เราสามารถป้องกันโรคต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยดูแลสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่สุกสะอาด ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ดูแลไม่ให้พื้นที่หรือภาชนะในบ้านมีน้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลาย ดูแลตัวเองและลูกน้อยไม่ให้ถูกยุงกัด ไม่ควรออกไปเดินลุยในพื้นที่น้ำขัง และล้างเท้าฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอหลังออกไปเดินในพื้นชื้นแฉะหลังฝนตกใหม่ๆ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
#333
ระบาด พิษณุโลก แบงก์ปลอม ใช้คนแก่ไปซื้อของ (ไทยรัฐ)

         พิษเศรษฐกิจตกต่ำ ตลาดเทศบาล 6 จ.พิษณุโลก พบกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวเป็นผู้สูงอายุ นำธนบัตรปลอมออกจับจ่ายซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก เตือนให้กลุ่มผู้ค้าระมัดระวังแก๊งมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวเข้ามาใช้ ธนบัตรปลอมมากขึ้น

         ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้(9 กรกฎาคม)ว่า ที่ตลาดเทศบาล 6 พิษณุโลกร่วมใจ อ.เมืองพิษณุโลก พบการแพร่ระบาดของธนบัตรฉบับละ 1,000 บาทปลอม โดยมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวเป็นผู้สูงอายุ นำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท และ 500 บาทปลอม ออกจับจ่ายซื้อสินค้า ทั้งปลาทู ผลไม้ และเนื้อหมู ส่งผลให้ตลอดทั้งวันพ่อค้าแม่ค้าในตลาดดังกล่าว งดรับธนบัตรฉบับละ 1,000 บาทจากลูกค้า  นางบัวผัน บินทันญะ แม่ค้าขายผักกล่าวว่า 4-5 เดือนก่อนหน้านี้ พบธนบัตรปลอมแพร่ระบาดในตลาดเป็นจำนวนมาก มีตั้งแต่ฉบับละ 50 บาท ไปจนถึง 1,000 บาท หากไม่มีเครื่องมือจะยากต่อการตรวจสอบ เนื่องจากเหมือนจริงมาก ด้านประธานกรรมการตลาดเทศบาล 6 พิษณุโลกร่วมใจ ประกาศเตือนให้กลุ่มผู้ค้าระมัดระวังแก๊งมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวเข้ามาใช้ ธนบัตรปลอมมากขึ้น เนื่องจากพิษเศรษฐกิจ
#334
ห้องพูดคุย / พิธีไว้อาลัย ไมเคิล แจ็คสัน
09 กรกฎาคม 2009, 09:02:26 หลังเที่ยง
พิธีไว้อาลัย ไมเคิล แจ็คสัน แฟนเพลงนับล้านคน ร่วมแสดงความไว้อาลัยราชาเพลงป็อปชื่อดังเป็นครั้งสุดท้าย ที่สเตเปิลส์ เซ็นเตอร์ ...













  นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวไว้อาลัยโดยปารีส บุตรคนที่สองของเขา โดยกล่าวว่า "เธอรักพ่อมาก และพ่อคือพ่อที่ประเสริฐที่สุด" พร้อมกับร่ำไห้จนต้องหันไปกอด เจเน็ต แจ็คสัน และปิดท้ายด้วยการร้องเพลง "วี อาร์เดอะ เวิร์ล" อำลาเขา ซึ่งบุตรสามคนของไมเคิลได้ร่วมร้องด้วย หลังจากนั้นได้นำxxxบศพของไมเคิล ออกจากสเตเปิลส์ เซ็นเตอร์ รวมเวลาพิธีไว้อาลัย ประมาณ 3 ชั่วโมง

         ทั้งนี้ สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นครลอสแอนเจลิส ได้ออกใบมรณบัตรของ ไมเคิล แจ็คสัน ราชาเพลงป๊อปแล้ว เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม โดยในใบมรณบัตรระบุว่า ไมเคิล แจ็คสัน เกิดเมื่อวันที่ 29/08/1958 อายุ 50 ปี สถานภาพ หย่า เสียชีวิต วันที่ 25/06/2009 เวลา 14.26 น. และระบุสถานที่ฝังศพไมเคิล แจ๊กสัน ที่สุสาน ฟอเรสต์ ลอว์น ในแอลเอ วันที่07/07/2009 และใบมรณบัตรไม่ได้ระบุสาเหตุการตาย แต่ได้พิมพ์คำว่า "รอแจ้งภายหลังไว้" และยังระบุว่า ลา โตยา แจ็คสัน  น้องสาวของไมเคิล แจ็คสัน เป็นผู้แจ้งการเสียชีวิตของพี่ชาย

         เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย ครอบครัวของแจ็คสันได้เดินทางมาที่ สุสานฟอเรสต์ ลอว์น ในลอสแอนเจลีส เพื่อทำพิธีไว้อาลัยไมเคิลเป็นการส่วนตัวระหว่างสมาชิกในครอบครัว และเพื่อนสนิท จากนั้นราว 1 ชั่วโมง โลงศพทำด้วยบรอนซ์เคลือบสีทอง 14 กะรัตของไมเคิล มูลค่า 2 หมื่น 5 พันดอลล่าร์ และด้านบนประดับด้วยช่อดอกไม้สีแดงช่อใหญ่ ได้ถูกนำขึ้นบนรถแวนสีดำ เพื่อนำมายังสนามกีฬาในลองแองเจลิส เพื่อให้แฟนเพลงได้ร่วมไว้อาลัยเขาเป็นครั้งสุดท้าย

         นอกจากสมาชิกครอบครัวแจ็คสันและแฟนเพลงทั่วไปแล้ว บรู๊ค ชีลด์, แลร์รี่ คิง,โคบี้ ไบรอัน, เมจิค จอห์นสัน, ดิออน วอร์วิค, สาธุคุณ เจสซี่ แจ็คสัน, เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน และคนดังแวดวงบันเทิง กีฬาและอื่นๆ ก็มาร่วมในพิธีด้วย ยกเว้นดาวค้างฟ้า "อลิซาเบ็ธ เทเลอร์" เพื่อนเก่าแก่ของไมเคิลผู้ระบุว่าจะไม่เข้าร่วมงาน เพราะไม่อยากร่วมไว้อาลัยเขากับสาธารณชน ต้องการไว้อาลัยเขาเป็นส่วนตัว ขณะที่ด้านนอกสนามกีฬาก็มีแฟนเพลงที่ไม่ได้รับบัตรเข้าร่วมงานจำนวนมาก ที่เดินทางมาจากทั้งใกล้และไกล รวมทั้งจากต่างประเทศ ก็พยายามมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีนี้ด้วย

         ซึ่งศพของไมเคิลใช้เวลาเดินทางจากสุสานถึงสนามกีฬาราว 1 ชั่วโมง โดยมาถึงสนามกีฬาในเวลาราว 10.00 น. หรือ 24.00 น. ตามเวลาไทย วันที่ 8 กรกฎาคม และอีกครึ่งชั่วโมงต่อจากนั้น โลงศพทองคำขนาด 14 กระรัต ก็ถูกนำมาวางไว้ที่หน้าเวทีท่ามกลางการร้องเพลงของคณะนักร้องประสานเสียงประจำโบสถ์ ตามมาด้วยพิธีกล่าวไว้อาลัย สลับการร้องเพลงของคนดังในวงการอย่าง มารายห์ แครี่, บรู๊ค ชีลด์, ควีน ลาติฟาห์, ไลโอเน ริชชี่, สตีวี วันเดอร์ และอื่นๆ รวมทั้งวีดีโอคลิปของไมเคิล และการร้องเพลงของพี่น้องตระกูลแจ็คสัน ที่มาในถุงมือข้างเดียวอันเป็นสัญลักษณ์ของ ไมเคิล แจ็คสัน





สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, หนังสือพิมพ์ข่าวสด, หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และ หนังสือพิมพ์มติชน

#335
ระทึก! ตี๋เมายา จ่อโยนลูกน้อยจากชั้น 8 ตำรวจฮีโร่รุดช่วยทัน (ข่าวสด)







         เมื่อ 8 กรกฎาคม รอยเตอร์รายงานภาพนาทีระทึกขวัญ ในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวนของจีน เมื่อชายต้องสงสัยเมายาเสพติด จับลูกสาวตนเองวัย 2 ขวบ ยื่นออกมาจากหน้าต่างในลักษณะห้อยศีรษะลง ขาข้างหนึ่งชี้ฟ้า และกำลังจะโยนลงจากชั้น 8 ของตึก โชคดีที่ตำรวจจีนรุดเข้าไปแย่งจากมือชายคนนี้ได้ทัน โดยตำรวจปีนหน้าต่างมาจากห้องข้างๆ ที่อยู่ในแฟลตเดียวกัน

         แต่นาทีถัดมาก็ยังระทึกไม่หาย ตำรวจต้องใช้กำลังขวางชายคนนี้ที่พยายามจะกระโดดหน้าต่างลงมาฆ่าตัวตายเอง โดยแขนอีกข้างของตำรวจก็ยังต้องกระเตงเด็กน้อยไว้ด้วย สุดท้ายตำรวจปฏิบัติหน้าที่สำเร็จ ผลักพ่อของเด็กกลับเข้าไปในห้องได้ ท่ามกลางการลุ้นระทึกของประชาชนที่อยู่ด้านล่าง จากนั้นเจ้าหน้าที่นายอื่นจึงรวบตัวชายคนนี้ได้ในห้องพัก ผลการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบสารเสพติด จึงถูกดำเนินคดีต่อไป



#336
วันอาสาฬหบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก จึงถือได้ว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลก และด้วยการที่พระพุทธเจ้าทรงสามารถ แสดง เปิดเผย ทำให้แจ้ง แก่ชาวโลก ซึ่งพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้ จึงถือได้ว่าพระองค์ได้ทรงกลายเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ คือทรงสำเร็จภารกิจแห่งการเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็น "สัมมาสัมพุทธะ" คือทรงเป็นพระพุทธเจ้าผู้สามารถแสดงสิ่งที่ทรงตรัสรู้ให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ซึ่งแตกต่างจาก "พระปัจเจกพุทธเจ้า" ที่แม้จะตรัสรู้เองได้โดยชอบ แต่ทว่าไม่สามารถสอนหรือเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า "วันพระธรรม"
วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่ท่านโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมสำเร็จพระโสดาบันเป็นพระอริยบุคคลคนแรก และได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระศาสนา และด้วยการที่ท่านเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในโลกดังกล่าว พระรัตนตรัยจึงครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า "วันพระสงฆ์"[5]
ดังนั้น วันอาสาฬหบูชาจึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของพระพุทธศาสนาดังกล่าว ซึ่งควรพิจารณาเหตุผลโดย

สรุปจากประกาศสำนักสังฆนายกเรื่องกำหนดพิธีอาสาฬหบูชา ที่ได้สรุปเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันอาสาฬหบูชาไว้โดยย่อ ดังนี้
   
1.เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา
2.เป็นวันแรกที่พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมจักร์ ประกาศสัจจธรรม อันเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ
3.เป็นวันที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา ในวันนั้น
4.เป็นวันแรกที่บังเกิดสังฆรัตนะ สมบูรณ์เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ


#337
ห้องพูดคุย / วันเข้าพรรษา คือวันอะไร?
04 กรกฎาคม 2009, 11:10:27 หลังเที่ยง

 วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดช่วงฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น

         "เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เว้นแต่มีกิจธุระคือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

         ระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลายๆ องค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่า ที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้ง ถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้

         ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา...

         อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์อย่างสูง



         นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ "ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา" ประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้ มีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า – เย็น และในการนี้จะต้องมีธูป - เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็นการกุศลทานอย่างหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงฆ์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบทนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ ก็จะมีการแห่แหน รอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว  

พิธีกรรมของสงฆ์ ก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา
พระท่านจะทำการซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพที่ดีที่ใช้อยู่อาศัยได้ จัดการปัดกวาดหยากไย่ เช็ดถูให้สะอาด สาเหตุที่ต้องกระทำเสนาสนะให้มั่นคงและสะอาด ก็เพื่อจะได้ใช้บำเพ็ญสมณกิจในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวฝนจะรั่วรดอุโบสถ ไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้วจึงกระทำพิธีเข้าพรรษา โดยกล่าวอธิษฐานตั้งใจเพื่ออยู่จำพรรษา ตลอดฤดูฝนในวันของท่านที่ตั้งใจจะอยู่

คำกล่าวอธิษฐานพรรษาเป็นภาษาบาลีว่า "อิมัสะมิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ" แปลว่า "ข้าพเจ้าขออยู่จำพรรษาในวัดนี้ ตลอด ๓ เดือน" โดยกล่าวเป็นภาษาบาลีดังนี้ ๓ ครั้ง ต่อจากนั้นพระผู้น้อยก็กระทำสามีกิจกรรม คือ กล่าวขอขมาพระผู้ใหญ่ว่า "ขอขมาโทษที่ได้ล่วงเกินไปทางกาย วาจา ใจ เพราะประมาท"

ส่วนพระผู้ใหญ่ ก็กล่าวตอบว่า ลดโทษให้เป็นอันว่าต่างฝ่ายต่างให้อภัยกัน นับเป็นอันเสร็จพิธีเข้าพรรษาในเวลานั้น ครั้นวันต่อไปพระผู้น้อยก็จะนำดอกไม้ธูปเทียนไปกราบพระเถรานุต่างวัด ผู้ที่ตนเคารพนับถือ

ความเป็นมาของการเข้าพรรษา เพิ่มเติมครับ!

ประวัติพิธีเข้าพรรษาของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีเรื่องเล่าว่า ในประเทศอินเดียในสมัยโบราณ เมื่อถึงฤดูฝน น้ำมักท่วม ผู้ที่สัญจรไปมาระหว่างเมือง เช่น พวกพ่อค้า ก็หยุดเดินทางไปมาชั่วคราว พวกเดียรถีย์และปริพาชกผู้ถือลัทธิต่าง ๆ ก็หยุดพัก ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งตลอดฤดูฝน ทั้งนี้เพราะการคมนาคมไม่สะดวก ทางเป็นหลุมเป็นโคลน เมื่อเกิดพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกเผยแพร่พระศาสนาต่อไป นับเป็นพุทธจริยาวัตรและในตอนแรกที่ยังมีพระภิกขุสงฆ์ไม่มาก พระภิกขุสงฆ์ปฏิบัติประพฤติตามพระพุทธเจ้า ความครหานินทาใด ๆ ก็ไม่เกิดมีขึ้นจึงไม่ต้องทรงตั้งบัญญัติพิธีอยู่จำพรรษา ครั้นพอพระพุทธศาสนาแผ่ขยายออกไปกว้าง พระภิกขุสงฆ์ได้เพิ่มปริมาณเพิ่มขึ้น

วันหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ มีพระภิกขุ ๖ รูป ฉัพพัคคีย์ แม้เมื่อถึงฤดูฝน ก็ยังพากันจาริกไปมา เที่ยวเหยียบย่ำข้าวกล้าหญ้าระบัด และสัตว์เล็กสัตว์น้อยให้เกิดความเสียหายและตายไป ประชาชนจึงพากันติเตียนว่าไฉนพระสมณศากยบุตรจึงเที่ยวไปมาอยู่ทุกฤดูกาล พากันเหยียบย่ำข้าวกล้าและต้นไม้ตลอดจนทั้งสัตว์หลายตายจำนวนมาก แม้พวกเดียรถีย์และปริพาชก ก็ยังหยุดพักในฤดูฝนหรือจนแม้แต่นกก็ยังรู้จักทำรังเพื่อพักหลบฝน เมื่อความเรื่องนี้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงบัญญัติเป็นธรรมเนียมให้พระภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษาในที่แห่งเดียวตลอด 3 เดือน คือ ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ห้ามมิให้พระภิกษุเที่ยวไปค้างคืนที่อื่น หากมีธุระกิจเป็นอันชอบด้วยพระวินัย จึงไปได้ด้วยการทำสัตตาหกรณียะ คือต้องกลับมาที่พักเดิมภายใน ๗ วัน นอกจากนั้นห้ามเด็ดขาด และปรับอาณัติแก่ผู้ฝ่าฝืนล่วงละเมิดพระบัญญัติพิธีการปฏิบัติในวันเข้าพรรษา มีความเป็นมาดังกล่าวนี้

พิธีกรรมของพุทธศาสนิกชน อันเนื่องในวันเข้าพรรษานั้น

พุทธศาสนิกชนมีการกระทำบุญตักบาตรกัน ๓ วัน คือวันขึ้น ๑๔ - ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ และขนมที่นิยมทำกันในวันเข้าพรรษาได้แก่ ขนมเทียน และท่านสาธุชนที่มีความเคารพนับถือพระภิกษุวัดใด ก็จัดเครื่องสักการะ เช่น น้ำตาล น้ำอ้อย สบู่ แปรง ยาสีฟัน พุ่มเทียน เป็นต้น นำไปถวายพระภิกษุวัดนั้น ยังมีสิ่งสักการะบูชาที่พุทธศาสนิกชนนิยมกระทำกันเป็นงานบุญน่าสนุกสนานอีกอย่างหนึ่งคือ "เทียนเข้าพรรษา" บางแห่งจะมีการบอกบุญเพื่อร่วมหล่อเทียนแท่งใหญ่ แล้วแห่ไปตั้งในวัดอุโบสถ เพื่อจุดบูชาพระรัตนตรัยตลอด ๓ เดือน การแห่เทียนจำนำพรรษาหรือเทียนเข้าพรรษาจัดเป็นงานเอิกเกริก มีฆ้องกลองประโคมอย่างสนุกสนาน และเทียนนั้นมีการหล่อหรือแกะเป็นลวดลายและประดับตกแต่งกันอย่างงดงาม

เทศการเข้าพรรษานี้ ถือกันว่าเป็นเทศกาลพิเศษ พุทธศาสนิกชนจึง ขะมักเขม้นในการบุญกุศลยิ่งกว่าธรรมดาบางคนตั้งใจรักษาอุโบสถตลอด ๓ เดือน บางคนตั้งใจฟังเทศน์ทุกวันพระตลอดพรรษา มีผู้ตั้งใจทำความดีต่าง พิเศษขึ้น ทั้งมีผู้งดเว้นการกระทำบาปกรรมในเทศกาลเข้าพรรษา และคนอาศัยสาเหตุแห่งเทศกาลเข้าพรรษาตั้งสัตย์ปฏิญาณเลิกละอายมุกและความชั่วสามานย์ต่าง ๆ โดยตลอดไป จึงนับเป็นบุคคลที่ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญและได้รับสิ่งอันเป็นมงคล

หลักธรรมที่ควรปฏิบัติ
ระหว่างเทศกาลเข้าพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนนิยมไปวัด ถวาย ทาน รักษาศีล ฟังธรรมและเจริญจิตภาวนา ซึ่งเป็นการเว้นจากการกระทำความชั่วบำเพ็ญความดีและชำระจิตให้สะอาดแจ่มใสเคร่งครัดยิ่งขึ้น หลักธรรมสำคัญที่สนับสนุน คุณความดีดังกล่าวก็คือ "วิรัติ"คำว่า "วิรัติ" หมายถึงการงดเว้นจากบาป และความชั่วต่าง ๆ จัดเป็นมงคลธรรมข้อหนึ่ง เป็นเหตุนำบุคคลผู้ปฏิบัติตามไปสู่ความสงบสุขปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปวิรัติ การงดเว้นจากบาปนั้น จำแนกออกได้เป็น ๓ ประการ คือ

๑. สัมปัตตวิรัติ ได้แก่การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยเกิดความรู้สึกละอาย (หิริ) และเกิดความรู้สึกเกรงกลัวบาป(โอตตัปปะ) ขึ้นมาเอง เช่น บุคคลที่ได้สมาทานศีลไว้ เมื่อถูกเพื่อนคะยั้นคะยอให้ดื่มสุรา ก็ไม่ย่อมดื่มเพราะละอาย และเกรงกลัวต่อบาปว่าไม่ควรที่ชาวพุทธจะกระทำเช่นนั้นในระหว่างพรรษา

๒. สมาทานวิรัติ ได้แก่การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยการสมาทานศีล ๕ หรือศีล ๘ จากพระสงฆ์โดยเพียรระมัดระวังไม่ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อย แม้มีสิ่งยั่วยวนภายนอกมาเร้าก็ไม่หวั่นไหวหรือเอนเอียง

๓. สมุจเฉทวิรัติ ได้แก่การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาดโดยตรงเป็นคุณธรรมของพระอริยเจ้า ถึงกระนั้นสมุจเฉทวิรัติ อาจนำมาประยุกต์ใช้กับบุคคลผู้งดเว้นบาปความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ในระหว่างพรรษากาลแล้ว แม้ออกพรรษาแล้วก็มิกลับไปกระทำหรือข้องแวะอีก เช่นกรณีผู้งดเว้นจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดระหว่างพรรษากาล แล้วก็งดเว้นได้ตลอดไป เป็นต้น
         อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ "วันเข้าพรรษา" จะตรงกับวันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
#338

วันนี้ (4 กรกฎาคม) น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงฯ ได้รับรายงานข้อมูลไม่เป็นทางการ มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นรายที่ 7 ของประเทศไทย เบื้องต้นทราบว่าเป็นผู้หญิง อยู่ในจังหวัดราชบุรี โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่กำลังตรวจสอบข้อมูล โดยคาดว่าเย็นวันนี้จะชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบต่อไป ทั้งนี้ พบว่าไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ได้กระจายเกือบทั่วโลกแล้ว โดยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 80,000 คน โดยประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวมากที่สุด

         ขณะที่ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางมารณรงค์การใช้หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพหรือหมอชิต 2 ซึ่งมีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก โดย นายวิทยา กล่าวถึงผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอช 1 เอ็น 1 ในประเทศไทย ว่า ล่าสุดพบผู้ป่วยรายใหม่ 134 คน ในจำนวนนี้ 115 คน เป็นเด็กนักเรียน ส่งผลให้ยอดรวมสะสมอยู่ที่ 1,845 คน กลับบ้านได้แล้ว 1,748 คน มีผู้ป่วยเฝ้าระวัง 10 ราย ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวและโรคอ้วน

         "ในระยะหลังผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มีโรคอ้วน จึงกำชับให้โรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยมีภาวะอ้วนเป็นกรณีพิเศษ และขอให้ผู้ปกครองงดให้บุตรหลานไปเรียนพิเศษเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาด และกำชับให้โรงพยาบาลในต่างจังหวัด เตรียมรับมือผู้ป่วยหวัด 09 รายใหม่ เพราะอาจมีผู้ป่วยยังไม่รู้ติดเชื้อ เดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงวันหยุดยาวนี้" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

         ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ (3 กรกฎาคม) ที่กรมควบคุมโรค มีการประชุมคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และ สาธารณสุข โรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ภายหลังมีการประชุมร่วมกันประมาณ 4 ชั่วโมง โดยศ.เกียรติคุณ น.พ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ ในฐานะประธานฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในประเทศไทย จะยืดเยื้อต่อไปอีก 1 ปี แม้ว่าจะมีการควบคุมเป็นพิเศษแค่ไหนก็ตาม โดยภายใน 6 เดือนข้างหน้าจะแพร่ระบาดถึงชุมชนในต่างจังหวัด จากนั้นประชาชนจะคุ้นชินและเข้าใจกลายเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ตามฤดูกาล

         "โดยปกติไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะมีผู้ป่วยราว 9 แสนคนต่อปี ซึ่งคาดว่าผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็น่าจะมีถึงหลักล้านคน หากมีการระบาดไปทั่วประเทศ แต่ความรุนแรงของโรคจะไม่ร้ายแรงเกินกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ตามฤดูกาล ทำได้มากที่สุดก็คือมีความรุนแรงในระดับเดียวกันเท่านั้น" ศ.เกียรติคุณ น.พ.ประเสริฐกล่าว

         ศ.เกียรติคุณ น.พ.ประเสริฐ กล่าวด้วยว่า คณะอนุกรรมการฯ มีการหารือร่วมกันด้วยว่า สำหรับกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มากที่สุด เป็นกลุ่มนักเรียนและคนวัยทำงาน แต่หากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรงไม่มีการเปลี่ยนแปลงจาก ที่มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ คือ กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคอ้วน ตับ ไต หัวใจ ปอด และผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทำลายสุขภาพ ดื่มสุรา สูบบุหรี่และพักผ่อนน้อย ซึ่งจากการประเมินข้อมูลของผู้เสียชีวิตในประเทศไทยนั้น เป็นเพราะมาถึงมือแพทย์ช้า ประมาทเกินไป และมีโรคประจำตัว ซึ่งแม้จะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ตามฤดูกาลก็อาจเสียชีวิตได้เช่นกัน

         ด้าน น.พ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้พบว่ามีการโฆษณาขายยาต้านไวรัสดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ ดังนั้น ขอให้ผู้บริโภค ผู้ป่วย ผู้ปกครอง ญาติพี่น้องของผู้ป่วย อย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อผู้ประกอบการที่โฆษณาขายยาต้านไวรัสในรูปแบบต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเด็ดขาด เพราะนอกจากเสียเงินจำนวนมากแล้ว ยังอาจต้องเสี่ยงกับการใช้ยานั้น เพราะไม่ได้อยู่ภายใต้การสั่งจ่ายและดูแลโดยแพทย์ นอกจากนี้ การได้รับยาอย่างไม่เหมาะสม จะทำให้เชื้อไวรัสดื้อต่อยาได้ และที่สำคัญอาจเป็นยาปลอม และยาเสื่อมคุณภาพ ซึ่งไม่มีใครสามารถรับรองความปลอดภัย และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ยาดังกล่าวได้ อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วย และขอความร่วมมือหากพบเห็นเว็บไซต์โฆษณาขายยา โปรดร้องเรียนมายังสายด่วน อย. 1556 เพื่อจะได้เร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

         "ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพราะผู้บริโภคสามารถป้องกันมิให้ตนเองติดเชื้อได้ โดยยึดถือหลัก กินร้อน ใช้ช้อนกลาง และหมั่นล้างมือ เมื่อจับต้องของสาธารณะด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ควรสวมหน้ากากอนามัยหากต้องดูแลผู้ป่วย และให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยด้วย ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยได้ทางหนึ่ง สำหรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เป็นยาชนิดกิน คือ ยาโอเซลทามิเวียร์ ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วัน หลังเริ่มป่วย จะให้ผลในการรักษาดี อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า อย่าหาซื้อยาโอเซลทามิเวียร์มากินเองอย่างเด็ดขาด" น.พ.พิพัฒน์ กล่าว

สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
#339

ดี๋ ดอกมะดัน หรือ นายศุภกรณ์ ศรีสวัสดิ์ ศิลปินตลกชื่อดัง และอดีตนายกสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย เสียชีวิตลงอย่างสงบที่บ้านพักย่านรามอินทรา เมื่อเวลา 05.00 น. วันนี้ (2 กรกฎาคม) ด้วยอายุ 58 ปี หลังจากล้มป่วยลงด้วยอาการหอบกำเริบ จนถึงกับทำให้หัวใจหยุดเต้นไปนาน 15 นาที ส่งผลให้สมองขาดออกซิเจน และส่งผลให้ ดี๋ ดอกมะดัน นอนป่วยมาจนถึงทุกวันนี้ รวมระยะได้ประมาณ 3 ปี (ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2549) หมดเงินค่ารักษาไปแล้วหลายล้านบาท

         ทั้งนี้ ดี๋ ดอกมะดัน หรือ เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2494 ที่จังหวัดนราธิวาส จบการศึกษาปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้แต่งงานกับ นางเสาวภา ศรีสวัสดิ์ โดยมีธิดา 2 คน คือ น.ส.พรรณวรินทร์ ศรีสวัสดิ์ หรือ บีม และ น.ส.มนชญา ศรีสวัสดิ์ หรือ เบลล์

         ดี๋ ดอกมะดัน เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง เมื่อปี 2518 ด้วยการแสดงบนเวทีและเป็นโฆษกอยู่วงดนตรีลูกทุ่งสาริกา กิ่งทอง จากนั้นใช้ชีวิตเร่ร่อนไปกับวงดนตรีต่างๆ ร้องเพลงในสไตล์ของ ชาตรี ศรีชล และ ชาย เมืองสิงห์ ใช้ชื่อต่างๆ กัน เช่น กิ่งดอกพิกุล ลูกอ๊อด ป้อง ปัตตานี อยู่ 30 ปี จึงมารวมตัวกับ เด่น ดอกประดู่, เด๋อ ดอกสะเดา และ เทพ โพธิ์งาม เป็นคณะตลกที่ประสบความสำเร็จมาก จนเปลี่ยนมาเป็น เด่น เด๋อ ดู๋ ดี๋ และ เด๋อ ดู๋ ดี๋ ต่อมากลายเป็นนักแสดง พิธีกร และเคยได้รับรางวัลพระสุรัสวดี ดาราประกอบชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่องแรก คือ "มหาเฮง" ก่อนจะได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมตลกแห่งประเทศไทย ในปี 2541 - 2542

         ขณะเดียวกัน ดี๋ ดอกมะดัน เคยลงเล่นการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยลงสมัครเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตห้วยขวาง ในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่อย่างใด
#340
ตูบเหยิน ชนะอั๊กลี้ด๊อก (เดลินิวส์)




         การประกวดสุนัขอัปลักษณ์ที่สุดในโลก หรือ World's Ugliest Dog ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ยังคงได้รับความสนใจจากบรรดาเจ้าของสุนัขหน้าตาแปลกพาเจ้าตูบในปกครอง มาประชันโฉมแข่งขี้เหร่กันเป็นการใหญ่

         แม้รูปลักษณ์ภายนอกของสุนัขเหล่านี้จะไม่ชวนมอง แต่พวกเขาก็ยังมีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของไม่น้อยไปกว่าสุนัขสวย หล่อ น่ารักทั่วๆ ไป

         ด้านคณะกรรมการผู้ตัดสินด้วยความเฮฮาลงความเห็นให้ "แพ๊บสท์" สุนัขพันธุ์บ๊อกเซอร์ผสม ที่แผงฟันล่างมีลักษณะเหยินยื่นออกมานอกปาก ส่วนผิวหนังทั่วใบหน้า รวมทั้งใบหูก็หย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง เมื่อทั้งหมดมาประกอบกันก็ส่งให้เจ้าแพ๊บสท์แลดูเป็นสุนัขหน้าตาแสนกวนสุดฮา คว้าเงินรางวัล 1,600 เหรียญสหรัฐ พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศไปครอง



    ส่วนตำแหน่งชนะเลิศในประเภทเฉพาะสุนัขพันธุ์ ไชนิส เครสเต็ด ขนหยุมหยิม ตกเป็นของสาวแอลลี่ วัย 15 ปี สุนัขตาบอด แต่ใจไม่บอด

http://www.youtube.com/v/J0u0mEfw1_c&color1=0xb1b1b1&color2=0xcfcfcf&hl=en&feature=player_embedded&fs=1


#341
เบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด มีวิตามินและเกลือแร่ช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง

สำหรับ คอเบียร์คงหูผึ่งเมื่อมีคนบอกว่าเบียร์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ควรดื่มพอประมาณ แล้วเหตุใดฝรั่งจึงบอกว่าเบียร์ดีมีประโยชน์ เหตุผลก็คือเบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็น ซึ่งช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แข็งแรง เหตุผลดีๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น


ป้องกันโรคหัวใจ
จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 - 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน


ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต


ช่วยลดความดันโลหิต
แพทย์ชาวฮอลแลนด์และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้


ป้องกันเบาหวาน ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เหตุผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดี นักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์


ช่วยให้กระดูกแข็งแรง
เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูก สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น


ช่วยให้อายุยืน จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 - 2 แก้ว มักจะมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ


ป้องกันท้องร่วง โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนมและน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วงไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย


ต้านความเครียด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์


ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%


ป้องกันโรคนอนไม่หลับ สารจากดอก Hops ใน เบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจากธรรมชาติ ช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนกับการกินยานอนหลับ

ช่วยต้านมะเร็ง เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดักจับอนุมูลอิสระตัวร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง


ช่วยให้ผิวสวย ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa

ฉบับวันพุธที่ 3 มิถุนายน 2552
#342
ห้องพูดคุย / รวม 10 สุดยอด ภาพหลุด แห่งปี !!!
28 มิถุนายน 2009, 06:28:27 หลังเที่ยง
;D

รวม 10 สุดยอด กับดัก แห่งปี  เชื่อว่าหลายคนในนี้คงเคยโดนมาแล้ว



หลุด ! ภาพนักศึกษาลงแขก






หลุดจาก WEBCAM noเซอเซอร์ ! โชว์ทั้งนมทั้งหอย เด็ดมาก ด่วน!! ก่อนถูกลบ"







คลิปบัวชมพูฟอร์ด






แอบถ่ายรถคันข้างๆ "นมใหญ่มากกกกก" ขอบอก






ภาพหลุด จากมือถือ





ภาพนักศึกษาแอบได้เสียกันตอนรับน้อง





ภาพหลุด Leah Dizon โชว์หอย





ภาพหลุดซาร่า! ขาวจั๊ว เห็น 2 เม็ดเต็มๆ





แอบถ่ายใต้กระโปรง ในงานมอเตอร์โชว์[/b]





ซึ้งมากๆค่ะ รูปนี้ดูกี่ทีๆ ก็ซึ้ง !

รวมภาพจาก forward mail คับ 
เครดิต  ท่าน zhengming from Thaseoboard
.
#343
ช็อค! ราชาเพลงป็อป ไมเคิล แจ็คสัน  เสียชีวิตแล้ว






สำนักข่าวบีบีซีรายงาน เมื่อเวลา 03.00 น. วันนี้ (26 มิถุนายน)  ว่า "ไมเคิล แจ็คสัน" ราชาเพลงป็อปชื่อดัง ถูกนำส่งโรงพยาบาลยูซีแอลเอ ในนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐฯ หลังหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่แพทย์ในโรงพยาบาลลอสแองเจลิส จะแถลงยืนยันว่า ไมเคิล แจ็คสัน ได้เสียชีวิตลงเมื่อเวลา 14.26 น. ตามเวลาในท้องถิ่น หรือตรงกับเวลาในประเทศไทย 02.26 น. ของเช้าวันศุกร์ ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน พร้อมยืนยันว่า ก่อนที่ราชาเพลงป็อปจะมาถึงโรงพยาบาลนั้น หัวใจได้หยุดเต้นไปแล้ว และแพทย์ได้พยายามยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่สำเร็จ

         ด้าน ไบรอัน อ็อกแมน ทนายประจำครอบครัวของไมเคิล แจ็คสัน เปิดเผยว่า ครอบครัวของไมเคิลยังไม่ได้เปิดเผยว่า จะจัดการอย่างไรต่อไป เพราะทุกคนกำลังเสียใจอย่างมากกับการจากไปอย่างกะทันหันของไมเคิล แจ็คสัน ขณะที่แฟนเพลงจำนวนมากของไมเคิล แจ็คสัน เมื่อทราบข่าวต่างหลั่งไหลและทยอยมารวมตัวกันที่หน้าโรงพยาบาล เพื่อส่งกำลังใจให้เป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางบรรยากาศที่โศกเศร้า

         นอกจากนี้ ไบรอัน ยังเปิดเผยว่า ก่อนที่ไมเคิล แจ็คสัน จะเสียชีวิต ได้รับประทานยา เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อม ก่อนเปิดคอนเสิร์ตที่กรุงลอนดอนของอังกฤษในเดือนหน้า โดยไบรอัน ระบุว่า เขาเป็นห่วงมานานแล้วที่ไมเคิล แจ็คสัน รับประทานยาหลายขนาน




         ส่วน ไมเคิล เลอวีน อดีตโฆษกส่วนตัวของไมเคิล แจ็คสัน บอกว่า เขาไม่รู้สึกแปลกใจกับข่าวการเสียชีวิตของแจ็คสัน เพราะแจ็คสันได้ใช้ชีวิตที่ทำร้ายตัวเองมาตลอดหลายปี ความสามารถของเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสงสัย แต่เขาก็อึดอัดมากกับการอยู่ในสายตาของคนทั่วโลก และคนธรรมดาคนหนึ่งไม่อาจทนรับความเครียดอย่างยาวนานได้

         ด้าน มาดอนน่า ราชินีเพลงป็อป เมื่อได้ทราบข่าวการจากไปของไมเคิล แจ็คสัน ถึงกับร่ำไห้เสียใจ และบอกว่าชื่นชมแจ็คสันมาโดยตลอด แม้โลกสูญเสียบุคคลที่ยิ่งใหญ่ แต่เสียงเพลงของเขาจะคงอยู่ไปตลอดกาล และขอส่งกำลังใจให้ลูกๆ ทั้ง 3 คน และครอบครัวแจ็คสันด้วย

         ขณะที่พี่ชายเจอร์เมน แจ็คสัน เปิดเผยว่า คณะแพทย์พยายามช่วยชีวิตไมเคิล นานกว่า 1 ชั่วโมง แต่ก็ไม่สำเร็จ โดยน้องชายหมดสติตั้งแต่ถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ทั้งนี้ ทางครอบครัวอยากขอร้องสื่อ กรุณาให้ความเป็นส่วนตัวระหว่างช่วงเวลานี้ด้วย พร้อมทั้งขอให้พระอัลเลาะห์คุ้มครองไมเคิล

         ส่วนเพื่อนสนิทของซุปเปอร์สตาร์ ยูริ เกิลล่าร์ กล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจมากๆ เมื่อรู้ข่าว โดยเขารู้จักกับไมเคิล แจ็คสันมากว่า 35 ปี เมื่อใดที่ไมเคิลมีปัญหาเขาจะโทรมา และยังหวังว่า ประวัติศาสตร์จะจดจำและจารึกมากกว่าการเป็นข่าวแล้วเงียบหายไป

         ล่าสุดตำรวจแอลเอพีดี เข้าไปสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของราชาเพลงป็อป โดยระบุว่าจะสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น)


         ทั้งนี้ ไมเคิล แจ็คสัน อยู่ในระหว่างการเตรียมตัวกลับคืนเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง ในรอบ 12 ปี ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 13 กรกฎาคม และมีโปรแกรมทัวร์คอนเสิร์ตไปต่อเนื่องจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2010 โดยตั๋วคอนเสิร์ตของไมเคิล ที่กรุงลอนดอนนั้น ได้เปิดขายเมื่อเดือนมีนาคม และจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยมีกำหนดจะแสดงถึง 50 รอบ

         สำหรับไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) นั้น มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็คสัน (Michael Joseph Jackson)หรือเรียกย่อๆ ว่า เอ็มเจ (MJ) หรือ แจ็คโก้ (Jacko) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2501 โดยเป็นนักร้องชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยท่าเต้น "มูน วอล์ค" และ "ลูบเป้า" อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับฉายาว่า ราชาเพลงป็อป หรือ King of Pop

         ไมเคิล แจ็คสัน แต่งงานกับ "ลิซ่า มารี เพรสลีย์" ลูกสาวของราชาเพลงร็อค "เอลวิส เพรสลีย์" ก่อนจะเลิกรากันไปในปี พ.ศ.2539 โดยไม่มีบุตรด้วยกัน แต่ภายหลังไมเคิล มีบุตร 2 คน จากการผสมเทียมกับ "เด็บบี โรวว์" พยาบาลสาวใหญ่ และมีเพิ่มอีก 1 คน จากสาวผู้ไม่เปิดเผยนาม ด้วยการผสมเทียมเช่นเดียวกัน

         ทั้งนี้ ไมเคิล แจ็คสัน ได้เคยมาเปิดการแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองไทย 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ.2536 ซึ่งถือเป็นคอนเสิร์ตของนักร้องต่างประเทศครั้งแรกในเมืองไทย และได้รับความนิยมอย่างมาก แต่กระนั้นก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ถึงความไม่เหมาะสมของท่าเต้น "ลูบเป้า"

         นอกจากนี้ไมเคิล ยังมีข่าวคราวอื้อฉาวปรากฎอยู่บ่อยๆ ตามสื่อ ทั้งข่าวที่เขาชอบทำตัวแปลกๆ ใช้ชีวิตอย่างแปลกๆ รวมถึงข่าวการล่วงละเมิดทางเพศเด็กผู้ชาย ที่มีออกมาให้เห็นอยู่เป็นประจำ โดยในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2548 ไมเคิลต้องขึ้นศาลฟังคำพิพากษาในคดีข่มขืนเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งศาลก็พิพากษาให้รอดพ้นคดีนั้นไป
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
#344

26 มิถุนายน วันสุนทรภู่


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         ถ้าเอ่ยชื่อ "สุนทรภู่" เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียงก้องโลก โดยเฉพาะกลอนนิทานเรื่อง "พระอภัยมณี" จนได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านงานวรรณกรรม  หรือ “มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์" หรือ “เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย" และคงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า "วันที่ 26 มิถุนายน" ของทุกปีคือ "วันสุนทรภู่" ซึ่งมักจะมีการจัดนิทรรศการ ประกวดแต่งคำกลอน เพื่อแสดงถึงการรำลึกถึง เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงไม่พลาด ขอพาไปเปิดประวัติ "วันสุนทรภู่" ให้มากขึ้นค่ะ...

ชีวประวัติ "สุนทรภู่"

         สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม อีกด้วย

         "สุนทรภู่" ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม เพราะตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้ เมื่ออายุราว 20 ปี

         ต่อมาสุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ซึ่งเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุก เขากับแม่จันก็เดินทางไปหาบิดาที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ “พ่อพัด” ได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนสุนทรภู่กับแม่จันก็มีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป

         หลังจากนั้น สุนทรภู่ ก็เดินทางเข้าพระราชวังหลัง และมีโอกาสได้ติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 และเขาก็ได้แต่ง “นิราศพระบาท” พรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย และหลังจาก “นิราศพระบาท” ก็ไม่ปรากฏผลงานใดๆ ของสุนทรภู่อีกเลย

         จนกระทั่งเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2359 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนแต่งตั้งให้เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งกลอนบทละครในเรื่อง "รามเกียรติ์" ติดขัดไม่มีผู้ใดต่อกลอนได้ต้องพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ทดลองแต่ง ปรากฏว่าแต่งได้ดีเป็นที่พอพระทัย จึงทรงพระกรุณาฯ เลื่อนให้เป็น "ขุนสุนทรโวหาร"

         ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไมนานก็พ้นโทษ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติดขัดบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "สังข์ทอง" ไม่มีใครแต่งได้ต้องพระทัย ทรงให้สุนทรภู่ทดลองแต่งก็เป็นที่พอพระราชหฤทัยภายหลังพ้นโทษ สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 และ เชื่อกันว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง "สวัสดิรักษา" ในระหว่างเวลานี้ ซึ่งในระหว่างรับราชการอยู่นี้ สุนทรภู่แต่งงานใหม่กับแม่นิ่ม มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ชื่อ "พ่อตาบ

         "สุนทรภู่" รับราชการอยู่เพียง 8 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) อยู่เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้นได้ย้ายไปอยู่วัดต่างๆ หลายแห่ง ได้แก่ วัดเลียบ, วัดแจ้ง, วัดโพธิ์, วัดมหาธาตุ และวัดเทพธิดาราม ซึ่งผลจากการที่ภิกษุภู่เดินทางธุดงค์ไปที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปรากฏผลงานเป็นนิราศเรื่องต่างๆ มากมาย งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ภิกษุภู่แต่งไว้ก่อนลาสิกขาบท คือ รำพันพิลาป โดยแต่งขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2385 ทั้งนี้ ระหว่างที่ออกเดินทางธุดงค์ ภิกษุภู่ได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชมน์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ประมาณ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษา ก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าน้อย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย

         ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวังในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี ในเขตพระราชวังเดิม ใกล้หอนั่งของพระยามนเทียรบาล (บัว) ที่เรียกชื่อกันว่า "ห้องสุนทรภู่"

         สำหรับทายาทของสุนทรภู่นั้น เชื่อกันว่าสุนทรภู่มีบุตรชาย 3 คน คือ"พ่อพัด" เกิดจากภรรยาคนแรกคือแม่จัน "พ่อตาบ" เกิดจากภรรยาคนที่สองคือแม่นิ่ม และ "พ่อนิล" เกิดจากภรรยาที่ชื่อแม่ม่วง นอกจากนี้ ปรากฏชื่อบุตรบุญธรรมอีกสองคน ชื่อ "พ่อกลั่น" และ "พ่อชุบ" อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น และตระกูลของสุนทรภู่ได้ใช้นามสกุลต่อมาว่า "ภู่เรือหงส์"

ผลงานของสุนทรภู่

         หนังสือบทกลอนของสุนทรภู่มีอยู่มาก เท่าที่ปรากฏเรื่องที่ยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ…

ประเภทนิราศ

         - นิราศเมืองแกลง (พ.ศ. 2349) - แต่งเมื่อหลังพ้นโทษจากคุก และเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง

         - นิราศพระบาท (พ.ศ. 2350) - แต่งหลังจากกลับจากเมืองแกลง และต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในวันมาฆบูชา

         - นิราศภูเขาทอง (ประมาณ พ.ศ. 2371) - แต่งโดยสมมุติว่า เณรหนูพัด เป็นผู้แต่งไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดอยุธยา

         - นิราศสุพรรณ (ประมาณ พ.ศ. 2374) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลงานเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งเป็นโคลง

         - นิราศวัดเจ้าฟ้า (ประมาณ พ.ศ. 2375) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ (ไม่ปรากฏว่าที่จริงคือวัดใด) ที่จังหวัดอยุธยา

         - นิราศอิเหนา (ไม่ปรากฏ, คาดว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 3)

         - แต่งเป็นเนื้อเรื่องอิเหนารำพันถึงนางบุษบา

         - รำพันพิลาป (พ.ศ. 2385) - แต่งเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม แล้วเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จึงบันทึกความฝันพร้อมรำพันความอาภัพของตัวไว้เป็น "รำพันพิลาป" จากนั้นจึงลาสิกขาบท

         - นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385) –เชื่อว่าแต่งเมื่อหลังจากลาสิกขาบทและเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปนมัสการพระประธมเจดีย์ (หรือพระปฐมเจดีย์) ที่เมืองนครชัยศรี

         - นิราศเมืองเพชร (พ.ศ. 2388) - แต่งเมื่อเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าไปธุระราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง นิราศเรื่องนี้มีฉบับค้นพบเนื้อหาเพิ่มเติมซึ่ง อ.ล้อม เพ็งแก้ว เชื่อว่า บรรพบุรุษฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชร

ประเภทนิทาน

         เรื่องโคบุตร, เรื่องพระอภัยมณี, เรื่องพระไชยสุริยา, เรื่องลักษณวงศ์, เรื่องสิงหไกรภพ

ประเภทสุภาษิต


         - สวัสดิรักษา- คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้าอาภรณ์

         - สุภาษิตสอนหญิง - เป็นหนึ่งในผลงานซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงว่า สุนทรภู่เป็นผู้ประพันธ์จริงหรือไม่

         - เพลงยาวถวายโอวาท - คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว

ประเภทบทละคร

         - เรื่องอภัยณุรา ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประเภทบทเสภา

         - เรื่องขุนช้างขุนแผน (ตอนกำเนิดพลายงาม)

         - เรื่องพระราชพงศาวดาร

ประเภทบทเห่กล่อม

         แต่งขึ้นสำหรับใช้ขับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เท่าที่พบมี 4 เรื่องคือ เห่จับระบำ, เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องโคบุตร เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องกากี

ที่มาของวันสุนทรภู่

         องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่ผลงาน ด้านวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกต่างๆ ทั่วโลก ด้วยการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ 100 ปีขึ้นไป ประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกให้ปรากฎแก่มวลสมาชิกทั่วโลก และเพื่อเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองร่วมกับประเทศที่มีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ

         ในการนี้ รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้สืบค้นบรรพบุรุษไทยผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและได้ประกาศยกย่อง "สุนทรภู่" ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก โดยในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็น "วันสุนทรภู่" ซึ่งนับแต่นั้น เมื่อถึงวันสุนทรภู่ จะมีการจัดงานรำลึกถึงสุนทรภู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ "วัดเทพธิดาราม" และ ที่จังหวัดระยอง และมีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่างๆ โดยทั่วไป

         ทั้งนี้ ผลงานของสุนทรภู่ยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ขาดสาย และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ไว้ที่ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดาของสุนทรภู่ และเป็นกำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ นิราศเมืองแกลง

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ ในวันสุนทรภู่

         1. มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติชีวิตและผลงาน
         2. มีการแสดงผลงานประเภทนิทานฯ ของสุนทรภู่
         3. มีการประกวด แข่งขัน ประชันสักวา ตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติชีวิต และผลงานของสุนทรภู่


#345

นักวิชาการวิเคราะห์สัตว์ประหลาด งูหัวคน จริงหรือหลอก
นักวิชาการวิเคราะห์คลิปงูประหลาดมีหัว คล้ายมนุษย์สันนิษฐานว่ามีการตัดต่อซากหัวลิงทามารินอเมริกาใต้ หากมีชีวิตจรงคงฮือฮาไปทั่วโลกพร้อมเข้าตรวจสอบหากเป็นสิ่งมีชีวิต

จากกรณีมีการเผยแพร่คลิปสัตว์ประหลาด งูหัวคน พบใบหน้ามีลักษณะคล้ายคนแก่ผิวหนังเxxx่ยวย่น ผมยาวสีทอง มีแขน 2 ข้าง นิ้วมือเหมือนมนุษย์ ส่วนลำตัวคล้ายงู ยาวประมาณ 3 เมตร และมีเกล็ดคล้ายงูเหลือมนั้น ได้สร้างความประหลาดใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งล่าสุดพบคลิปดังกล่าวเคยเผยแพร่ในประเทศอินโดนีเซีย แล้วเข้ามาที่เวียดนาม กัมพูชา และประเทศไทย ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตจริงหรือไม่ รศ.ดร.สมโภชน์ ศรีโกสามาตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. กล่าวว่า จากที่เห็นภาพงูหัวคนในหลายๆแหล่งที่มา พบว่าในส่วนของแขนมีการวางตำแหน่งต่างกัน แต่โดยรวมเชื่อว่าเป็นตัวเดียวกัน และเป็นการนำชิ้นส่วนของซากสิ่งมีชีวิตอย่างน้อยสองชนิดมาประกอบกัน

"โดยในส่วนหัวที่เชื่อว่าเหมือนคน สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามาจากกลุ่มลิง เพราะลิงเป็นสัตว์กลุ่มเดียวกับคน มีหน้าตาคล้ายคนเพราะส่วนของเบ้าตาเข้ามาประกบชิดกัน ทำให้มองเห็นภาพเป็นสามมิติ ต่างจากสัตว์ทั่วไปที่เบ้าตาจะห่างกันอย่างชัดเจน นอกจากนี้เมื่อดูในส่วนของจมูกของสัตว์ในภาพ จะเห็นว่ามีลักษณะยื่นเล็กน้อยเหมือนสัตว์ดมกลิ่นเช่นลิง ไม่เหมือนของคน

ส่วนซากของลิงที่นำมาตัดต่อได้นั้น น่าจะเป็นลิงขนาดเล็ก ได้แก่ กลุ่มลิงทามาริน หรือมาโมเซ็ต เนื่องจากเป็นลิงขนาดเล็กคล้ายกระรอก มีขนยาวคล้ายผม และบางชนิดมีขนบริเวณปากมองดูเหมือนหนวดเครา และเมื่อพิจารณาจากสัตว์ประหลาดในภาพที่มีผมยาวสีทอง หากไม่มีการย้อมสี ก็อาจจะเป็นลิงทามารินหน้าสิงโตสีทอง (Golden Lion Tamarin) ที่มีขนฟูยาวสีทอง คล้ายสิงโต ซึ่งเมื่อตายก็อาจจะกลายเป็นซากสิ่งมีชีวิตที่เหมือนสัตว์ประหลาดดังกล่าว ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ด้วยลิงทามารินหน้าสิงโตสีทอง เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์และหายาก จึงเชื่อว่าซากที่นำมาใช้น่าจะเป็นลิงทามารินชนิดอื่นๆหรือกลุ่มลิงมาโมเซ็ต มากกว่า"

รศ.ดร.สมโภชน์ กล่าวเพิ่มเติมว่าลิงทามาริน และลิงมาโมเซ็ต เป็นลิงจากอเมริกาใต้ แต่มักจะมีการส่งมาเลี้ยงตามสวนสัตว์ต่างๆในหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยสามารถดูได้ในสวนสัตว์บางแห่ง อีกทั้งในบางพื้นที่ที่มีการลักลอบค้าสัตว์ป่าก็สามารถพบสัตว์กลุ่มนี้ได้ เช่นกัน ทั้งนี้เป็นการคาดเดาเบื้องต้นเท่านั้น เพราะยังไม่เห็นตัวจริงๆ แต่หากมีการแสดงของจริงยืนยัน ทีมนักวิชาการเองก็พร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใด โดยหากเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่จริงก็คงเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก แต่จากความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันคงยืนยันได้ว่าไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิต ลักษณะเช่นนี้ได้

ด้าน ดร.วราวุธ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซากดึกดำบรรพ์และพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช.กล่าวว่า น่าจะเป็นการนำซากสิ่งมีชีวิตหลายชนิดมาปนกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายๆกันนี้มาแล้ว โดยสมัยก่อนก็มีการอ้างว่าพบ ช้างน้ำขนาดเล็ก ที่มีลักษณะเหมือนช้างทุกส่วน มีเนื้อ มีหนัง มีขน มีตา มีงา บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี แต่เมื่อมีการตรวจสอบก็พบว่า เป็นการนำซากสิ่งมีชีวิตหลายๆชนิดมาประกอบตกแต่งขึ้น ซึ่งกรณีตัวประหลาดนี้ก็อาจเป็นไปได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งข้อสังเกตต่อคำร่ำลือเกี่ยวกับบริเวณที่พบก็มักจะเป็นสถานที่ลึกลับ เข้าถึงยาก ทำให้การตรวจสอบเป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีประชาชนที่ได้รับข่าวสาร เมื่อดูแล้วก็ต้องใช้วิจารณญาณในการพิจารณาว่าสิ่งใดจริงหรือไม่จริง

#346
พอดีผมไปหารูปเพิ่มในอินเตอร์เน็ต  คลิป สัตว์ประหลาดงูหัวคน น "Ular Berkepala Manusi" มาให้ดูกัน ลองดูนะว่าของจริงหรือของ ปลอม





#347
ชื่อใหม่หวยบนดิน ไอล็อต ส่งกฤษฎีกาตีความ


ชื่อใหม่หวยบนดิน ไอล็อต ส่งกฤษฎีกาตีความ (ไทยรัฐ)

         วันนี้ (22 มิถุนายน) นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่า ในการหารือเบื้องต้น เป็นการประเมินการออกสลากกินแบ่ง 2 ตัว และ 3 ตัว โดยให้ทบทวนในด้านต่างๆ ทั้ง ด้านสังคม และด้านสัญญากับภาคเอกชน พร้อมกันนี้ไม่อยากให้ประชาชนเรียกว่า หวยบนดิน เพราะกองสลากไม่ได้ดำเนินการในลักษณะหวย แต่ดำเนินการในลักษณะรูปแบบสลากกินแบ่ง จึงอยากให้เรียกว่าการออกสลากกินแบ่ง 2 ตัว และ 3 ตัว หรือ ไอล็อต (ILOT) เพราะได้มีการจำหน่ายผ่านเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ ซึ่งย่อมาจากอินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี ล็อตเตอรี่

         นายสถิตย์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นทางสังคม ที่ประชาชนกังขาว่าเป็นเรื่องที่ควรทำหรือไม่ นายสถิตย์ กล่าวว่า แม้ว่าสำนักงานสลากฯ จะศึกษาผลดีผลเสียมามากแล้ว แต่เห็นว่าขณะนี้เวลาได้ล่วงเลยมาพอสมควร จึงให้สำนักงานสลากฯ ไปศึกษาเพิ่มเติมอีก ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า การเสี่ยงโชคไม่ควรสนับสนุนอยู่แล้ว แต่เมื่อมองว่าการเสี่ยงโชคดังกล่าวมีอยู่แล้วในสังคม การออกหวยออนไลน์ครั้งนี้จะช่วยทำให้การเสี่ยงโชคที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้เป็นแบบถูกต้องตามกฎหมายได้มากน้อยแค่ไหน และประเด็นสำคัญ คือ ปัจจุบันการจำหน่ายสลากกินแบ่งประสบปัญหาราคาแพงมาก เพราะมีสินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการ หากมีหวยออนไลน์เกิดขึ้นแล้วจะช่วยลดปัญหาดังกล่าวลงได้หรือไม่ และพันธะของคู่สัญญาที่มีต่อกัน ระหว่างรัฐและเอกชน ผลกระทบของคู่สัญญาระหว่างเอกชนด้วยกัน ที่ได้ติดตั้งเครื่องจำหน่ายหวยออนไลน์ไปแล้ว เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาโครงการดังกล่าว ซึ่งต้องให้เวลาสำนักงานสลากฯ ไปดำเนินการเรื่องเหล่านี้ก่อน จึงจะเริ่มเดินหน้าโครงการอีกครั้ง ยืนยันว่าอำนาจการตัดสินใจเรื่องหวยออนไลน์เป็นของคณะกรรมการสลากฯ นอกจากนี้ จะหารือถึงเงิน 17,000 ล้านบาท ที่ได้จากการขายหวยบนดินสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยว่าจะดำเนินการอย่างไร

         ด้าน นายวันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานสลากฯได้หารือแนวทางการออกหวยออนไลน์ โดยจะประเมินทั้ง 3 ด้าน คือ ข้อกฎหมาย ผลกระทบด้านสังคม และค่าใช้จ่าย รายได้ รวมไปถึงข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการหารือให้รอบด้าน การทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย ซึ่งได้เคยย้ำกับนายกรัฐมนตรีแล้วว่า การตัดสินใจเรื่องหวยออนไลน์ ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำ ก็จะมีผู้ประท้วงทั้ง 2 ด้าน แต่มีจุดสำคัญคือ หากไม่เดินหน้า จะถูกบริษัทล็อกซ์เลย์ จีเทค ผู้รับสัมปทานที่ลงทุนไปแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ รวมทั้งจะมีค่าเสียหายที่เกิดกับสำนักงานสลากฯ ทั้งอัตรากำลังการลงทุนด้านระบบไอทีรองรับหวยออนไลน์ จึงอยากให้เดินหน้าเรื่องนี้ เพราะเตรียมการมานานแล้ว และเชื่อว่าหากมีหวยออนไลน์จะแก้ปัญหาสลากเกินราคาได้

         ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการพิมพ์สลากออกจากเครื่องออนไลน์ ได้ส่งหนังสือสอบถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และได้คำตอบแล้วว่า ไม่ขัด พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ.2517 มาตรา 5 วงเล็บ 2 ว่าการจัดพิมพ์สลากต้องดำเนินการจากโรงพิมพ์เท่านั้น เพราะการพิมพ์หวยออนไลน์ได้ใช้กระดาษพิมพ์และรูปแบบต่างๆ จากโรงพิมพ์ แต่เป็นการเพิ่มเติมตัวเลขเท่านั้น

         ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ได้เตรียมขออำนาจจากคณะกรรมการสลากฯ ให้สำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากเพิ่มหรือลดลงได้งวดละ 10 ล้านฉบับ ในช่วงที่มีความต้องการสูงหรือความต้องการน้อย ลดปัญหาสลากเกินราคา รวมทั้งแนวทางกระจายรางวัลที่ 1 เป็น 23 รางวัล และการปรับวันขายสลากใหม่ เพื่อลดปัญหาการซื้อไปรวมชุดแล้วขายในราคาแพง ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯ ไม่ได้พิมพ์สลากเพิ่มมานานเกือบ 10 ปีแล้ว โดยพิมพ์ที่ 46 ล้านฉบับเท่านั้น ทำให้มีสินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงต้องการที่จะพิมพ์สลากเพิ่มหรือลดได้แต่ละงวด เพื่อควบคุมราคาให้เหมาะสม โดยเตรียมหารืออีก ในวันที่ 30 มิถุนายน
#348
รุมสวดการรถไฟหยุดวิ่ง


         เช้าวันนี้ (22 มิถุนายน) ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่า รถไฟที่สถานีหัวลำโพงหยุดเดินรถทุกขบวน โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่รอโดยสารรถได้รับความเดือดร้อน ขณะเดียวกันก็ได้รับรายงานว่า รถไฟในต่างจังหวัดก็หยุดเดินรถด้วยเช่นกัน มีเพียงบางขบวนเท่านั้นที่ยังคงวิ่งบริการอยู่

         ขณะเดียวกัน นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ให้สัมภาษณ์ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางโทรทัศน์ช่อง 3 ถึงการที่รถไฟหยุดให้บริการว่า เป็นเพราะรัฐบาลไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้กับสหภาพฯ เรื่องแปรรูป รฟท. และว่าการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นพนักงานจึงพร้อมใจกันหยุดให้บริการเดินรถ เพื่อให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำความตกลงกับสหภาพฯ ก่อน ทั้งนี้ มติของสหภาพฯ คือ พนักงานจะพร้อมใจกันหยุดเดินรถทั่วประเทศ เพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล และการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอหยุดการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แต่รถไฟจะหยุดหมดทุกขบวนหรือไม่อยู่ระหว่างการติดตามดูอยู่ โดยขอคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยสหภาพฯ ยืนยันว่าไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อน

         นายสาวิทย์ กล่าวต่อว่า  ที่ผ่านมาเคยชี้แจง และได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาลถึงแผนการฟื้นฟูดังกล่าว และได้ชี้แจงต่อพนักงาน ซึ่งพนักงานยืนยันในหลักการเดียวกันว่า รับไม่ได้ต่อแผนฟื้นฟูดังกล่าว เพราะจะทำให้เอกชนเข้ามามีบทบาทแปรรูปการรถไฟ ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนในอนาคต โดยแผนแปรรูปที่รัฐบาลมีมติไปก่อนหน้าคือ ตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท คือ บริษัทบริหารทรัพย์สิน และบริษัทเดินรถ ทำหน้าที่ในการพัฒนาและบริหารจัดการเรื่องที่ดิน บริการขนส่งโดยสาร และรถสินค้า ต่อไปจะไม่มีการรถไฟแห่งประเทศไทย ภารกิจทั้งหมดจะตกอยู่ที่บริษัทเอกชน ซึ่งในแผนฟื้นฟูเขียนไว้ชัดเจนว่า จะปรับในเรื่องอัตราการบริการ ซึ่งจะกระทบต่อพี่น้องประชาชนในวันข้างหน้า เพราะหากถ่ายโอนให้เอกชนดำเนินการ จะทำให้ค่าบริการแพงขึ้น บริษัทแม่คือ รฟท. จะดูแลเพียงช่วงแรกนั้น ต่อไปเอกชนจะยึดครองหมด

         ด้าน นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการเจรจากับนายสาวิตต์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) เพื่อขอให้เปิดขบวนรถไฟ ซึ่งในส่วนนี้คงต้องรอต่อไป เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้ใช้บริการต่อ เบื้องต้นตนขอแสดงความเสียใจ และขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิด และจะเร่งให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

         อย่างไรก็ตาม บรรยากาศภายในหัวลำโพงยังมีผู้โดยสารตกค้างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางจากขบวนต่างจังหวัด เพื่อเปลี่ยนรถไฟต่อไปยังอีกจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการฟรี ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เพราะไม่เงินในการเดินทางต่อ หากรถไฟยังไม่เปิดบริการ ซึ่งหลายคนยืนยันว่าจะรอจนกว่าจะมีขบวนรถไฟวิ่ง นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติจำนวนมากที่ยังไม่ทราบเหตุการณ์ดังกล่าว ได้เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้บริการรถไฟในการท่องเที่ยว แต่หลังจากทราบเรื่อง ก็ขนสัมภาระขึ้นรถแท็กซี่หรือรถสามล้อเครื่อง เพื่อเดินทางไปยังสถานีขนส่งแทน หรือบางกลุ่มก็ไปใช้บริการรถตู้ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ

         ด้าน นายจรินทร์ วัดจัง อายุ 45 ปี ชาวสตูล กล่าวว่า ไม่ทราบว่าจะมีการหยุดวิ่งรถไฟ ซึ่งตนนั่งรถไฟฟรีจาก จ.หนองคาย มายังสถานีรถไฟหัวลำโพง เพื่อจะต่อรถไฟไป จ.สตูล เพื่อกลับบ้าน แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะไม่มีรถไฟวิ่งไปสายใต้เลย ตนรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้กลับบ้าน การกระทำดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้ตนและคนอื่นๆ แต่ตนก็ต้องรอต่อไปว่า ทางรถไฟจะมีขบวนวิ่งเมื่อไหร่ เนื่องจากตนไม่มีเงินค่าโดยสารที่จะไปใช้บริการรถทัวร์ จึงต้องรอใช้บริการรถไฟฟรีของรัฐบาล เมื่อไม่มีรถไฟวิ่ง ก็คงต้องนอนรอที่นี่ด้วยความหวัง

         ขณะเดียวกัน นางดารารัตน์ ภู่พร้อมพันธุ์ อายุ 50 ปี ชาวฉะเชิงเทรา กล่าวว่า การหยุดวิ่งรถไฟ ที่มีผลพวงจากการประท้วงของสหภาพฯ ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนกันทั่ว โดยเฉพาะคนที่ไม่มีเงิน ต้องอาศัยบริการรถไฟฟรี เมื่อไม่มีรถไฟวิ่งก็ไม่รู้จะเดินทางได้ยังไง ตนรู้สึกสงสารคนเหล่านั้นมาก ทางสหภาพฯ ไม่น่าทำแบบนี้ ควรมีวิธีที่สร้างสรรค์ และไม่ส่งผลกระทบกับชาวบ้าน ส่วนตนก็คงต้องเปลี่ยนแผนการเดินทาง ไปใช้บริการรถทัวร์แทน

         ทั้งนี้ ทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้จัดรถชัทเตอร์บัส จำนวน 10 คัน วิ่งรับส่งผู้โดยสารจากสถานีรถไฟหัวลำโพง เพื่อไปยังสถานีขนส่งสายเหนือ หรือหมอชิต และสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ โดยไม่คิดค่าบริการ เพื่อระบายผู้โดยสารที่ตกค้างจากการหยุดเดินขบวนรถไฟของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้มีการติดป้าย "รถเฉพาะกิจ" ไว้ด้านหน้าตัวรถ

         สำหรับผู้ที่ต้องการโทรสอบถามข้อมูล และคืนตั๋วโดยสาร สามารถสอบถามที่ได้สายด่วนหมายเลข 1690

สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
#349

ยอดติดหวัด 09 พุ่ง 774 คน พบโคม่า 1 มีโรคแทรกซ้อน (มติชนออนไลน์)

        นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้ปรับการรายงานผู้ป่วย ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยต้องรายงานจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ควบคู่กับไปการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม และผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล เพราะที่ผ่านมามีผู้ป่วยหลายคนที่นอนโรงพยาบาล แต่อาการไม่หนัก ซึ่งตัวเลขที่มาก อาจทำให้ประชาชนแตกตื่น ขณะนี้ยืนยันว่า มีผู้ป่วยอาการหนักเพียงรายเดียว จากผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลทั้งหมด 14 ราย  

        นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ผู้ป่วยอาการหนักเป็นหญิงวัย 50 ปี แพทย์เป็นห่วงมาก เพราะมีโรคประจำตัว ได้ให้คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล และโรงพยาบาลเอกชน ร่วมกันตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องหาสาเหตุที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล เพราะแม้เชื้อจะรุนแรงน้อย แต่หากผู้รับเชื้อไม่มีภูมิคุ้มกัน และร่างกายอ่อนแอ ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้          

        วันเดียวกัน นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เดินทางตรวจเยี่ยมโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี โดยกล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 69 ราย รวมขณะนี้ มีผู้ป่วยสะสม 774 ราย โดยจำนวนที่เพิ่มขึ้น 69 ราย เป็นนักเรียน 61 ราย โรงเรียนจึงเป็นสถานที่ที่น่าเป็นห่วงของการแพร่ระบาด จึงฝากให้นักเรียนยึดหลักในการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อหวัดทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 90

        นายวิทยา กล่าวต่อว่า โรคนี้ส่วนใหญ่หายได้เอง อัตราการเสียชีวิตจึงอยู่ที่ร้อยละ 0.2-0.4 เท่านั้น ใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ธรรมดา ปีที่ผ่านมา มีผู้ป้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ธรรมดาในไทย ถึง 900,000 คน เสียชีวิต 302 คน อย่างไรก็ตาม แม้ไข้หวัดใหญ่ 2009 จะไม่รุนแรงแต่ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ จึงต้องฝากให้นักเรียนรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันโรค

        นายวิทยา กล่าวด้วยว่า แม้มีบางโรงเรียนประกาศหยุดเรียน เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อหวัดใหญ่ฯ 2009 แต่จะพบว่า มีการแพร่ระบาดจากโรงเรียนในเมืองไปยังโรงเรียนย่านปากน้ำ จ.สมุทรปราการ เมื่อกระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบ พบว่า เป็นการแพร่ระบาดจากโรงเรียนกวดวิชาแทน สำหรับมาตรการต่างๆ ที่ สธ. รณรงค์ให้ความรู้ทำความเข้าใจประชาชน ได้รับการตอบรับดี และเข้าใจว่าไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 ไม่ใช่หวัดมฤตยู  

        รัฐมนตรีว่าการ สธ. ยังกล่าวถึงผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 ว่า ปัจจุบันมีเพียง 14 ราย ที่ยังรักษาตัวที่โรงพยายาล และมี 1 ราย ต้องเฝ้าระวังอย่างพิเศษ เป็นหญิงอายุประมาณ 50 ปี ติดเชื้อจากลูก มีโรคแทรกซ้อน มีอาการปอดปวมต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นอาการที่น่าห่วง

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
#350

แกะรอย คลิปสัตว์ประหลาด งูหัวคน ยันพบที่อินโด

  หลังจากมีการคลิปออกมาเผยแพร่ใน ไทย ลาว เขมร ส่งผลให้สื่อทั้ง 3 ประเทศนี้ ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีเดียว แถมมีการกล่าวอ้างว่า รูปภาพที่มีเด็กมุงดูนั้น เป็นเด็กจากประเทศกัมพูชาเสียอีก เพราะพระสุรชัย ญาณทีโม พระลูกวัดพนมสังวาส หมู่ 1 ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ บอกว่า เห็นทหารกัมพูชาพาออกจากถ้ำนานแล้ว ยิ่งน่าเชื่อเข้าไปใหญ่

     


หลังจากนั้นก็มีการวิจารณ์ ถึงความมีอยู่จริงของสัตว์ประหลาดงูหัวคนและคลิปนี้ว่า ต้นต่อมาจากที่ไหน บางก็ว่าพบห็นอยู่บริเวณถ้ำใกล้กับเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และคลิปก็บอกว่า ถ่ายมาจากประเทศกัมพูชา เพราะฟังจากเสียงพูดในคลิปนั้นน่าจะเป็นภาษาเขมร เพราะฟังชัดอยู่คำหนึ่งว่า "ปั๊วะ" ซึ่งแปลว่า"งู" แต่นอกจากนี้ก็จับความไม่ได้แล้ว

  แต่จากการเกาะรอยคลิปที่นำเผยแพร่ทางเว็บไซต์ยูทูป แล้วก็พอทราบถึงที่มาจากที่ใด คลิปที่อธิบายความเป็นภาษาไทยที่บอกว่า "งูหัวคน" คงจะเป็นที่มาของการแตกตื่นใน 3 ประเทศนี้อยู่บ้าง เพราะเพิ่งนำเผยแพร่ทางเว็บไซต์ยูทูปเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. นี้ และมีการแก้ไขข้อความใหม่เล็กน้อย ซึ่งเจ้าของคลิปที่นำมาเผยแพร่ก็บอกว่า ให้ใช้วิจารณญาณในการชม เมื่อค้นดูคลิปในเว็บไซต์ยูทูปไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นคลิปเดียวกันนี้ที่มีคนนำเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ซึ่งอธิบายชื่อคลิปนี้ว่า "tran dau nguoi"

         และเมื่อใช้คำนี้ไปค้นหาคลิปในเว็บไซต์ยูทูปอีก ก็จะพบคลิปเดียวกันนี้อีก ต่างกันเพียงวันเวลาที่นำเผยแพร่บ้างเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อใช้คำเดียวกันนี้ค้นหาข้อมูลใน google ทำให้ทราบว่าคลิปนี้ มีการเผยแพร่ตามเว็บไซต์ของประเทศเวียดนามอยู่หลายแห่งด้วยกัน เพราะคำว่า "tran dau nguoi" เป็นภาษาเวียดนาม

         ค้นหาคลิปในเว็บไซต์ยูทูปต่อไปอีก จะพบคลิปเดียวกันนี้ที่อธิบายชื่อคลิปว่า "snake head man (Ular Berkepala Manusia)" ที่มีการนำเผยแพร่ เมื่อวันที่ 15 มกราคม ปีนี้ และมีการอธิบายถึงที่มาของ "สัตว์ประหลาดงูหัวคน" ว่า ได้พบชายหาดแห่งหนึ่งชื่อ prigi ทางตะวันออกของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย และเมื่อนำคำ "snake head man" ไปค้นหาข้อมูลใน google จะไม่พบข้อมูลเกี่ยวข้อกับคลิปนี้มากนัก

         แต่นำคำว่า "Ular Berkepala Manusia" ไปค้นหาข้อมูลใน google เท่านั้นหละ "แหล่มเลย" ได้ความกระจ่างทันที เพราะคำว่า "Ular Berkepala Manusia" เป็นภาษาอินโดนีเซีย แปลตรงตัวก็คือ "งูหัวคน" นั้นเอง

         ขณะเดียวกันใช้คำว่า "Ular Berkepala Manusia" ค้นหารูปภาพนั้น ใน google ทีนี่หละรูปภาพที่เกี่ยวกับ "งูหัวคน" มากองอยู่ต่อหน้าท่านทันที รวมถึงภาพ "สัตว์ประหลาดงูหัวคน" ที่เด็กนักเรียนกำลังมุงดูอยู่ก็ทำให้ทราบว่า นั้นไม่ใช่เด็กนักเรียนชาวกัมพูชา แต่เป็นนักเรียนชาวอินโดนีเซีย

         ค้นไปเรื่อยๆ ก็จะพบภาพ "สัตว์ประหลาดงูหัวคน" ตัวอื่นๆ อีกมากที่มีลักษณะเป็นมัมมี่แล้ว พร้อมกันนี้ยังได้ทราบว่า นักมนุษยวิทยาชาวมาเลเชีย เคยคิดตรวจดีเอ็นเอ "สัตว์ประหลาดงูหัวคน" ซึ่งพบที่ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งแต่ปี 1972

         และไม่ใช่จะพบเฉพาะ "สัตว์ประหลาดงูหัวคน" เท่านั้น ยังพบปลาดาวหัวคน จรเข้หัวคนอีกด้วย ซึ่งภาษาทางวิชาการเรียกสัตว์ประหลาดเหล่านี้ว่า "JENGLOT" คือสิ่งเหนือธรรมชาติ ก็ลองนำคำเหล่านี้ไปสืบค้นในเว็บไซต์ยูทูป และ google จะได้ไม่แตกตื่นอีกต่อไป....อิอิ


คลิปสัตว์ประหลาด หัวคนตัวงู



คลิปสัตว์ประหลาด หัวเหมือนคนลำตัวเป็นงู


#351
ทิศทางตลาด  GPS ภาคขนส่ง



         จับตาตลาด GPS ภาคขนส่ง ปี 52 ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่มีความชัดเจนทำให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจขนส่งสินค้าที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ ต้องรัดกุม คาดตลาด GPS ปี 52 นี้ โต 10-20 % ยอดขายต้นปีชะลอ กลางปีเริ่มขยับ จับตาปลายปีแนวโน้มตลาดGPS จะไปทิศทางใด เมื่อราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นผู้ประกอบการจะหันหน้าเพิ่ง GPS มากน้อยเพียงใดหรือจะมีวิธีอื่นมาช่วยผู้ประกอบการขนส่งแทน GPS ในการบริหารต้นทุน



จากราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้นอีกผู้ประกอบการบางรายเริ่มจับได้ว่าถูกลักลอบขโมยน้ำมันในรถของตนไปขาย จึงเริ่มที่จะหาวิธีจัดการกับปัญหาตรงนี้ทำให้ช่วงนี้ ตลาด GPS เริ่ม ขยับหลังจากที่ เมื่อต้นปี มีการเคลื่อนไหวน้อยเนื่องจากผู้ประกอบการได้ชะลอการลงทุนไว้เพราะไม่แน่ใจกับสภาพเศรษฐกิจ



VEKTORเล็งไทยศูนย์กลางสู่ภูมิภาค


           คุณ ธนพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา  บริษัท เวคเตอร์เทเลเมติกส์ จำกัด กล่าวว่าปี 2552 นี้เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ลูกค้าเริ่มกล้าที่จะตัดสินใจลงทุนเพื่อการประหยัดทำให้ปีนี้เริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของลูกค้า และคาดว่าปีนี้จะโตได้มากว่าปีที่แล้ว ประมาณ 3 เท่า สำหรับแผนการตลาดของ VEKTOR จะจับกลุ่มลูกค้าขนส่งเป็นกลุ่มทั่วไปและลูกค้าที่เป็นหน่วยงานหรือองค์กร และจะมีการ สกรีนลูกค้า เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงให้กับบริษัทเนื่องจากเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงอยู่

สำหรับปี ได้ตั้งเป้าหมายไว้คือ จะมีการปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ และการให้บริการบนอินเทอร์เน็ตใหม่ทั้งหมด โดยลูกค้าจะพบกับหน้าเว็บบริการของ VEKTOR ในรูปโฉมใหม่ จากเดิมที่ใช้ระบบจาวา มาเป็นแฟลช ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าที่ใช้บริการสามารถเข้าถึงระบบการทำงานบนเว็บได้รวดเร็วมากขึ้นอีก  

โดยการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของซอฟต์แวร์ดังกล่าวนั้นเป็นการเพิ่มประสิทธิถาพในการใช้งานแต่ยังคงไว้ซึ่งการใช้งานที่ง่ายเหมือนหรืออาจจะง่ายกว่าเดิม และดีขึ้นกว่าเดิมด้วยเนื่องจากรองรับความต้องการได้มากขึ้นมีภาษาหลากหลาย เพื่อรองรับลูกค้าที่ขนส่งระหว่างประเทศ

เพราะ VEKTOR กำลังจะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางให้บริการ ในภูมิภาค และขายบริการไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม มาเลเชีย และประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายประเทศ เนื่องจากเรามีแผนที่ครอบคลุมที่เป็นลิขสิทธิ์ครอบคลุมแล้ว นอกจากนั้นการเร่งขยายในส่วนของตัวแทนขายให้ครอบคลุมภูมมิภาคด้วย



อานิสงค์จากผู้จ้างบังคับติด GPS

คุณปณิธาน พุทธชน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินโนเวชั่น พูล เอเชีย จำกัด กล่าวว่าโดยสินค้าและระบบมันบอกลูกค้าอยู่แล้วว่า ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี คุณต้องยิ่งรักษาสินค้าเพิ่มขึ้น จะให้เพิ่มเป้าการตลาดในช่วงนี้ก็เป็นไปได้ยาก ที่ทำได้คือ ควบคุมและลดต้นทุน

           ถ้าพูดถึง GPS ในระบบโลจิสติกส์มีการแข่งขันกันเดือดมาก แต่ในระบบความปลอดภัยนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจส่วนบุคคล เพราะฉะนั้นตลาดตรงนี้ใหญ่แต่ความต้องการยังไม่สูง แต่แนวโน้มมีโอกาสเพิ่มขั้นเหมือน GPS

           ภาพรวมมีโอกาสโตอีกแต่มีการเฉลี่ยออกเนื่องจากมีเจ้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา ผมมองว่าตรงนี้เป็นระยะสั้น เนื่องจากเจ้าใหม่ๆ หากโครางสร้างพื้นฐานไม่ดี ต่อไปก็จะออกจากระบบไปเอง เพราะในระยะแรกนั้นตัดสินใจด้วยราคา แต่เมื่อใช้ไปแล้วก็จะตัดสินใจเลือกใหม่ ลูกค้ายังให้ความไว้วางใจในหลักๆ 4-5 เจ้า

           ที่ผ่านมามีการเติบโตมาก ในปีนี้ก็ยังโตอยู่จากปีที่แล้ว 10-20 % โดยเราดูจากตัวเราเอง ซึ่งก็ยังมีลูกค้าเข้ามาเป็นระยะ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจทำให้ลูกค้ามีการพิจารณา แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็จะถูกบีบโดยผู้ว่าจ้างขนส่งว่ารถที่จะวิ่งขนส่งสินค้าหรือรับส่งพนักงานต้องติดตั้งระบบ GPS



Thai GPS ลูกค้าภาคขนส่ง โต 10-15 %

คุณศักดิ์สิน จงกลนี  CEO บริษัท ซีซีเอ็ม ซิสเต็มส์ จำกัด Thai GPS.com กล่าวว่าในปีนี้ตลาด GPS ภาคขนส่งยังคงทรงตัวยังไม่มีการเติบโตที่หวือหวามากเนื่องจากคนติดกันมาเยอะแล้วทำให้มองว่าตลาดในปีนี้จะยังไม่มีการขยายตัวมากแต่ก็จะมีการขยายตัวอยู่บ้างสำหรับลูกค้าใหม่ที่ยังรอการตัดสินใจส่วนใหญ่แล้วนั้นจะเป็นลูกค้าเก่า เพราะคนเตรียมการรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจมาก่อนหน้าแล้ว หรือที่จะโตก็จะมีลูกค้าที่เปลี่ยนใหม่ และลูกค้าที่ยังไม่เคยติดเลยก็อาจจะพอมีบ้างเพื่อให้การบริจัดการธุรกิจในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจมันบริหารได้ง่ายขึ้น  เชื่อว่าปีนี้ตลาดGPSโดยรวมน่าจะโตได้ ประมาณ 10-15%

สำหรับ Thai GPS เองนั้นก็โตได้ไม่มากเหมือนกันและคาดว่าจะโตได้ในเกณฑ์เดียวกันกับตลาดโดยรวม ที่ 10-15%ซึ่งลูกค้าของเราเป็นลูกค้าที่ได้แชร์กันมาจากลูกค้าของเราอีกทีส่วนใหญ่ลูกค้าที่เป็นโลจิสติกส์ยังเป็นกลุ่มลูกค้าใหญ่ ลูกค้าที่เป็นคอมเมอร์เซียล กำลังโตในเวลานี้ โดยนโยบายของเราคือลูกค้าต้องได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งลูกค้าของลูกค้า และลูกค้าของเราเองต้องใช้งานร่วมกันได้ นอกจากจากมีระบบที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าแล้วยังใช้งานง่ายมีฟังก์ชั่นและคำสั่งเป็นภาษาไทยเพราะเราทำมาเพื่อให้คนไทยใช้

“นับว่าในเวลานี้และข้างหน้า GPS จะเป็นความต้องการของผู้คนไปอีกนานเนื่องจากยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้ให้การบริหารจัดการธุรกิจเป็นได้ได้อย่างราบรื่นตาบใดที่ยังควบคุมพฤติกรรมของคนขับรถไม่ได้ก็จะยังมีความจำเป็นอย่างนี้ตลอดไป”



ตอบโจทย์ได้ตรงใจคือจุดขาย ของ Forth

คุณชาญเรือง เหลืองนิมิตมาศ  ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ฟอร์ท แทร็คกิ้ง ซีสเต็ม จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้ตลาด GPS ภาคขนส่งยังสามารถที่จะโตได้โดยสังเกตจากลูกค้าของเราเองที่ยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันเริ่มที่จะกลับมาแพงลูกค้าเริ่มเห็นว่ามีการลักลอบขโมยน้ำมันไปขายผู้ประกอบการจึงหาวิธีควบคุม ซึ่ง เราตอบโจทย์ลูกค้าตรงจุดได้พอดี ซึ่งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมายอมรับว่า มีการชะลอลงไปบ้างแต่พอเข้าสู่กลางปีราคาน้ำมันเริ่มขึ้นลูกค้าก็กลับมา

สำหรับปีนี้ Forth เองตั้งเป้าเอาไว้ 10-20%ก็พอที่จะทำให้มีความสุขได้เนื่องจากปีนี้ค่อนข้างที่จะขยับตัวอยากเนื่องจากคนระมัดระวังในเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ก็ยังเชื่อมั่นเพราะเรามีโปรดักส์ที่มีคุณภาพบวกกับ Partner น่าเชื่อถืออย่าง AIS ที่มีเครือข่ายคุณภาพครอบคลุมทุกพื้นที่นับว่าเราได้เปรียบอีกด้าน พร้อมกันนั้นเรายังมี แอปพลิเคชั่น ที่สนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดที่เป็นจุดขายของForth เอง

การตลาดในปีนี้จะมีการแบ่งประเภทธุรกิจของลูกค้าให้ชัดเจนเพื่อที่จะจัดทีมเซลล์เข้าหาและให้บริการลูกค้าได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของลูกค้าในแต่ละประเภทธุรกิจอย่างเช่นธุรกิจอาหารก็จะเข้าไปดูแลในเรื่องของอุณหภูมิในห้องเย็นและจัดการในเรื่องควบคุม



DTC ตั้งเป้าโต 30%

คุณทศพล  คุณะเพิ่มศิริ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า ในปีนี้ ตลาด GPS ไปได้เรื่อยๆไม่หวือหวามากนักคาดว่าทั้งปีน่าจะโตที่ประมาณ 15 % เนื่องจากผู้ประกอบการต่างชะลอการใช้จ่ายในส่วนที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นส่วน DTC นั้นได้ตั้ง เป้า เอาไว้ที่ 30% จากลูกค้าในประเทศ 20% และต่าง ประเทศ 10% ซึ่งเป็นเป้าที่เราตั้งเอาไว้ในทุกปีที่ผ่านมา และก็ทำเป้าได้

ปัจจุบันนี้ลูกค้าในกลุ่มขนส่งยังคงมีมาใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้เยอะ โดยส่วนใหญ่แล้วลูกค้าของเราเป็นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการขนส่งวัตถุอันตรายหรือสินค้าเฉพาะ เช่นแก็ส น้ำมัน เพราะลูกค้ากลุ่มดังกล่าวต้องการรายละเอียดมากกว่าใช้ GPS ธรรมดา

ดังนั้นเราเป็นผู้ให้บริการที่ลงรายละเอียดมากกว่าเจ้าอื่น โดย เราเป็นเจ้าเดียวที่ สามารถเอาอุปกรณ์ GPS ของเรา ไปตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการทำงานของรถ รวมไปถึงลักษณะการใช้รถของคนขับรถด้วยซึ่งในส่วนนี้ทำให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการการใช้รถได้ดียิ่งขึ้นหลักแล้วคนที่ใช้งาน GPS นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ลูกค้าที่ติดตาม รถ และสินค้า และลูกค้าที่ต้องการดูพฤติกรรมของการใช้รถเพื่อเอาข้อมูลการนำข้อมูลนั้นมาบริหารจัดการ

ลูกค้าของเรามีทั้งในประเทศและต่างประเทศคิดเป็น เนื่องจาก DTC มีผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะ ลูกค้าที่ต้องการข้อมูลการใช้รถ เรามีทีมช่างที่มีฝีมือเกี่ยวกับเครื่องยนต์เพราะการติดตั้งจะเกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ด้วยแต่ลูกค้าต่างประเทศเราบริการได้ไม่ทันเนื่องจากมีปัญหาเรื่องช่างกับภาษา จึงต้องการช่างที่มีความรู้เรื่องไฟฟ้ารถยนต์ คอมพิวเตอร์และภาษา ด้วยปัจจุบันนี้ลูกค้าของเรามีที่ อินเดีย หลายราย และกำลัง ร่วมทำกับพม่าด้วย

Source: นสพ.BUS&TRUCK
Date   : ฉบับที่ 127 ปักษ์แรก มิถุนายน 2552

#352
พอดีเพิ่งไปเจอมา รูปรถขุด รถตัก ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพิ่มเติมรูปครับผม ;)













































#353
กายบริหารหน้าคอมพิวเตอร์กันเถอะ (เดลินิวส์)


          หากผู้อ่านจะต้องนั่งทำงานจมเก้าอี้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ลุกเดิน หรือเปลี่ยนอิริยาบถ ก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ แขน ไหล่ หลัง สะโพก รวมทั้งกล้ามเนื้อตา

          ผลร้ายที่ตามมามีมากขนาดนี้ คงต้องเรียนรู้วิธีกายบริหารง่ายๆ ทำได้ที่หน้าคอมพิวเตอร์กันหน่อย

    เริ่มจากท่ายืดแขน เพียงประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน หงายฝ่ามือขึ้นฟ้า ยืดแขนตั้งเหนือศีรษะ หลังตรง และเอียงลำตัวไปทางซ้าย ค้างไว้ 2 วินาที ก่อนสลับไปทางขวา ค้างไว้เช่นเดียวกัน ทำสลับไปมา 2 รอบ

          ต่อด้วยท่าเอียงคอ ก้มศีรษะลง 2 วินาที แล้วเงยศีรษะขึ้นด้านบนอีก 2 วินาที ก่อนเอียงศีรษะไปทางซ้าย และทางขวา ค้างไว้ด้านละ 2 วินาที ทำสลับไปมา 2 รอบ

          เปลี่ยนเป็นท่าหมุนไหล่ วางแขนเหยียดตรงข้างลำตัว ยกไหล่สองข้างขึ้น หมุนไปด้านหลัง ก่อนปล่อยลง ทำซ้ำในทิศทางตรงกันข้าม  ทำสลับไปมา 2 รอบ

          ไม่รอช้าทำท่าเอียงข้าง เพียงห้อยแขนไว้ข้างลำตัว เอียงไหล่ และลำตัว ซ้าย-ขวา สลับกัน ทำสลับไปมา 2 รอบ

          จากนั้นทำท่างอข้อเท้า ให้ยกขาข้างหนึ่งขึ้นจากพื้นแล้วเหยียดตรง เหยียดข้อเท้าให้ปลายเท้าชี้ออกไปข้างหน้า งอปลายเท้ากลับท่าเดิม แล้วเปลี่ยนข้าง ทำสลับไปมา 2 รอบ

          หันมาทำท่างอมือ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น แล้วเหยียดตรงไปด้านหน้า งอข้อมือขึ้นตั้งฉากกับท่อนแขน แล้วเหยียดลงเช่นเดิม เปลี่ยน ทำสลับไปมา 2 รอบ

           สุดท้าย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา ด้วยการใช้ฝ่ามือปิดตา พร้อมกับหลับตาลง สูดหายใจเข้า-ออกลึกๆ 8-10 ครั้ง เลื่อนฝ่ามือลง แล้วเปิดตา จากนั้นให้กระพริบตาถี่ๆ

          เมื่อรู้วิธีกายบริหารง่ายๆ  อย่างนี้แล้ว ลองเจียดเวลาเพียงนิด ยืดเส้น ยืดสาย คลายเมื่อยระหว่างการทำงานก็จะดีไม่น้อยนะคะ
#354

ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กำลังแพร่ไปทั่วโลก เราพูดถึงวิธีป้องกันโรคหลากหลายวิธี แต่ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ใครสักคนอาจจามใส่เรา และแพร่โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้ออื่นๆ ให้กับเราได้เสมอ คนเหล่านั้นอาจจะเป็นคนแปลกหน้าในลิฟต์ เพื่อนร่วมงานที่ไม่ยอมลาป่วย

         การหลีกเลี่ยงจากคนที่มีความเสี่ยงจะแพร่เชื้อโรค หรือสถานที่เสี่ยงอาจเป็นวิธีการที่ดีในการป้องกันตนเอง แต่การสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายต่างหากที่สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อโรคต่างๆ

         เมื่อเราอายุมากขึ้นระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลงไปตามธรรมชาติ เราจึงมีคำแนะนำสำหรับคนในวัยต่างๆ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับโรคติดเชื้อ และเชื้อโรคที่กำลังคุกคามโลก


คนวัย 30
ลดน้ำตาล และแอลกอฮอล์


         วัย 30 ปีเป็นช่วงชีวิตการทำงาน การสร้างครอบครัว คนวัยนี้ยังมีสังคมมากขึ้น ทั้งอาหารว่างในงานสัมมนา สังสรรค์กับเพื่อนในวันสุดสัปดาห์ วิถีชีวิตเหล่านี้ล้วนทำลายระบบภูมิคุ้มกัน มีผลการศึกษาว่า เพียงได้รับน้ำตาลจากน้ำอัดลมเพียง 1 กระป๋อง สามารถทำให่ระบบภูมิคุ้มกันลดประสิทธิภาพลงไปได้ถึง 30 % เป็นเวลาตั้งแต่ 3 ชั่วโมงขึ้นไป

         โดยน้ำตาลทำให้เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันบางเซลล์หยุดทำงาน และทำลายความสามารถในการปกป้องและทำลายเชื้อแบคทีเรีย ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงไม่กี่แก้วต่อสัปดาห์จะทำให้จำนวนเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างไว้ลดลงไป

         นอกจากลดปริมาณน้ำตาล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว คนวัยนี้ควรเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ให้มากขึ้น เช่น อาหารจำพวกข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท แอปเปิล และแบคทีเรียชนิดดีจากโยเกิร์ตก็สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส และแบคทีเรียชนิดต่างๆ ได้

         พยายามเริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารที่มีไฟเบอร์สูง จำพวกซีเรียล หรือจมูกข้าวโพดผสมผสานอยู่ในมื้อเช้า อาหารเหล่านี้ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น และอายุยืนยาว

ออกกำลังกายอย่างชาญฉลาด

         การออกกำลังกายที่หนักเกินไปอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ช้าลง แต่มีผลการศึกษาที่แสดงว่า การออกกำลังกายที่ได้ออกแรงอย่างเหมาะสมช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันเคลื่อนไหวในกระแสเลือดได้อย่างอิสระ และตรวจจับเชื้อเบคทีเรียหรือไวรัสได้ดีขึ้น โดยการออกกำลังกายเบาๆ เช่น แอโรบิค วิ่ง หรือเดินประมาณ 20 นาที และออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมากๆ อีก 15-20 นาที จะช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันได้ดี หรือจะฝึกโยคะ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยผ่อนคลายจุดตึงเครียดต่างๆ ในร่างกายก็ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้เช่นกัน


วัย 40 ปี
เข้านอนให้เร็วขึ้น


         คนวัยนี้ควรพยายามเข้านอนให้เร็วขึ้น พยายามทำให้ช่วงเวลาก่อนเข้านอนเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายเพื่อให้นอนหลับได้สนิท การนอนหลับช่วยช่อมแซมระบบภูมิคุ้มกันที่สึกหรอ และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่การงีบหลับก็ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้นได้ เพราะเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า นั่นแสดงว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือนเราแล้วว่าต้องการการพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังงานให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง

หาวิธีผ่อนคลายอย่างแท้จริง


         การหาเวลาผ่อนคลายร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริงจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราต่อสู้กับไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อโรคอื่นๆ ได้ดีขึ้น เพราะความเครียดเรื้อรัง ไม่ว่าจากชีวิตประจำวันอันยุ่งเหยิง หรือจากหน้าที่การงานทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เชื่องช้าลง เมื่อเชื้อโรค หรือเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะไม่สามารถทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคได้อย่างทันท่วงที

         ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การทำสมาธิเป็นวิธีที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง


วัย 50 ปี ขึ้นไป
เพิ่มพลังให้ภูมิคุ้มกัน


         ในวัย 50 ปี ความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเติมพลังให้กับระบบภูมิคุ้มกัน คนที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไปควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น แครอท ส้ม แอปเปิล และผักใบเขียวให้มากขึ้น

         ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์คเล่ย์ แนะนำว่า บร็อกโคลี และผักจำพวกกระหล่ำปลีช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดีมาก เพราะว่าในบร็อกโคลี และกระหล่ำปลีมีสารต้านมะเร็งตัวสำคัญผสมอยู่

ตามหาความฝันอีกครั้ง

         ผลการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลีส เผยว่า การหันกลับไปทบทวนเกี่ยวกับความฝันที่ยังไม่เคยเป็นจริงจะทำให้เรามองเห็นความหมายของชีวิตได้ชัดเจนขึ้น และส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ในขณะที่นักวิจัยยังไม่แน่ใจว่าทำไมผลการศึกษาจึงออกมาเช่นนี้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งแนะนำว่า การรู้ว่าตัวเองต้องการทำสิ่งใดช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่ถูกทำลายจากความเครียดต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

         นอกจากนี้การเป็นอาสาสมัครทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชนยังช่วยเพิ่มพลังในการต่อต้านเชื้อโรคให้กับร่างกายได้ มีผลการศึกษาที่เผยว่า ผู้ที่ทำงานอาสาสมัครมีสุขภาพดีกว่า และอายุยืนยาวกว่าผู้ที่ไม่เคยทำงานอาสาสมัคร นั่นอาจเป็นเพราะการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดในชีวิตลงได้

หาความสุขจากชีวิตคู่

         สำหรับคนในวัยเลขหลัก 5 นี้ ลูกๆ อาจออกจากบ้านไปเรียนหนังสือหรือมีครอบครัวออกเรือนไปหมดแล้ว ดังนั้นพ่อแม่จึงควรหันกลับมาหาความสุขจากชีวิตคู่ และมีเวลากุ๊กกิ๊กกันให้มากขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่นๆ แต่มีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายและผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กัน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์นั้นมีระบบภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ได้เพิ่มขึ้นถึง 30%


ขอขอบคุณข้อมูลจาก


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก istockphoto.com
#355
รับมือกับ 10 นิสัยยอดแย่ของเพื่อนร่วมงาน (ลิซ่า)


เพื่อนร่วมงานดีๆ ก็มี ยอดแย่ก็มีไม่น้อย เช่น ชอบนินทา ปั่นหัวให้คนโกรธกัน เลี่ยงงาน ฯลฯ อย่างนี้ต้องมีวิธีปราบ

บางครั้งเราก็มีผู้ร่วมงานที่ยอดเยี่ยม คือเป็นนักทำงานอย่างแท้จริง ทำงานในหน้าที่ได้รวดเร็วและสำเร็จลุล่วงด้วยดี ไม่เกี่ยงงานหรือหมกเม็ด ไม่ขี้ฟ้อง แถมยังมีนิสัยดีน่าคบหาอีกด้วย แต่บางครั้งถึงคราวชะตาตกต่ำก็จะเจอผู้ร่วมงานที่เข้ากันได้ยาก เพราะเขาหรือเธอมีความเห็นแก่ตัว เจ้าเล่ห์ ไม่มีความสามารถ ดีแต่คอยยกยอปอปั้นเจ้านายเพื่อจะได้ไต่ตำแหน่งงาน คอยเอาหน้าเอาผลงานมากกว่าการทำงานอย่างจริงจัง อย่างว่าล่ะนะ เราไม่อาจที่จะหาผู้ร่วมงานด้วยตัวเองได้ แต่เราก็มีวิธีรับมือกับคนทำงานที่มีนิสัย (เสีย) 10 ประเภทดังนี้ค่ะ

1.หลีกเลี่ยงหน้าที่ คนแบบนี้มักค่อยๆ แบ่งงานของตัวเองไปให้เพื่อนร่วมงาน แล้วก็มีคำพูดที่ท่องจำจนขึ้นใจว่า “ฉันกำลังมีงานยุ่งมาก”

2.ข้อแนะนำ บอกหัวหน้างานคุณเป็นนัยว่า เขาหรือเธอคนนั้นไม่ค่อยมีอะไรทำเป็ินช้ินเป็นอัน ควรให้งานโปรเจ็กต์เขาไปลองทำดูบ้างดีมั้ย

3.ประจบเจ้านาย คนประเภทนี้จะยกยอปอปั้นเจ้านาย อะไรๆ เจ้านายก็ถูกต้องหมด

4.ข้อแนะนำ แสดงความสามารถของคุณให้เจ้านายเห็นเท่าที่ทำได้

5.ชอบซุบซิบนินทา ไม่ว่าจะไปทานอาหารหรือพบเจอกัน คนประเภทนี้จะต้องซุบซิบนินทาเรื่องคนอื่นเป็นของหวานยามปากว่าง

6.ข้อแนะนำ คุยกับคนประเภทนี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ อย่าเล่าอะไรเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของคุณให้เขาฟัง และอย่าสนใจคนประเภทนี้ หากไม่มีใครฟัง เดี๋ยวก็เงียบไปเองแหละ

7.ช่างยุแหย่ เพื่อนร่วมงานประเภทนี้ชอบพูดเรื่องคนนั้นคนนี้และเล่าไปมาให้คนทะเลาะกันเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์

8.ข้อแนะนำ ต้องร่วมมือกันหลายๆ คนในออฟฟิศด้วยการไม่สนใจเขาเลย ต้องดัดนิสัยเสียบ้าง

9.จอมยุ่งเหยิง บนโต๊ะทำงานของเขามีเอกสาร ข้าวของกองยุ่งเหยิงไปหมด แม้แต่ถุงเท้าเขายังใส่สองข้างต่างสีกันเลย

10.ข้อแนะนำ ตราบใดที่เขายุ่งเหยิงกับตัวเขาเองโดยไม่ได้ทำให้คุณเสียหาย ก็ปล่อยเขาซะ หรือหากคุณอยากทำตัวเป็นแม่สักครั้งด้วยการเก็บของบนโต๊ะให้เขาอาทิตย์ละครั้งเพราะทนไม่ไหวก็แล้วแต่ความใจดีของคุณก็ละกัน

11.ไร้เดียงสาหรือไม่อยากช่วย เพื่อนร่วมงานคนนี้มักบอกว่าทำไม่ได้ นอกจากยิ้มแล้วก็ถามว่า ทำยังไงน่ะ ปล่อยให้คุณอธิบายหลายรอบ แล้วก็กลับมาถามอีก เฮ้อ ปัญญาน่ิมหรือเปล่าก็ไม่รู้

12.ข้อแนะนำ ให้คุณบอกว่า คุณอธิบายมาหลายรอบแล้ว หากจำไม่ได้ก็ควรจดโน้ตไปด้วย

13.โตแต่ตัว เพื่อนร่วมงานคนนี้ชอบส่งอีเมล์และรูปภาพประกอบที่ตลกๆ สนุกสนาน หรือซ่อนภาพแปลกๆ ไว้ในเอกสารสำคัญๆ

14.ข้อแนะนำ อย่าหัวเราะกับเรื่องตลกของเขาเพราะจะทำให้เขาชอบใจและทำมากขึ้น หรือคุณอาจบอกว่าเขาว่า นี่คือโลกของผู้ใหญ่นักทำงานนะคะ

15.ขี้หลี หนุ่มคนนี้ชอบเจ๊าะแจ๊ะจอแจกับเพื่อนร่วมงานสาวๆ  หรือชอบพูดจาแทะโลมเท่าที่โอกาสจะอำนวย

16.ข้อแนะนำ ไม่ต้องลังเล จัดการกับเขาซะ อาจว่ากล่าวตรงๆ หรือหากแต๊ะอั๋งก็ตวัดมือสักที หรือนำไปเล่าในที่ประชุมเพื่อปรามหนุ่มขี้หลี

17.โทรศัพท์ส่วนตัวทั้งวัน ผู้ร่วมงานคนนี้ทำยังกับว่าออฟฟิศคือบ้านส่วนตัวของเธอหรือเขางั้นแหละ ก็คุณเธอเล่นโทรศัพท์คุยกับเพื่อนได้ทั้งวันแทบไม่มีหยุด โทรศัพท์ก็ดังไม่หยุดหย่อน

18.ข้อแนะนำ ส่งงานเร่งด่วนให้เธอหรือเขาทำเพื่อจะได้ไม่มีเวลาคุยโทรศัพท์

19.อีโก้สูง ไม่ว่าคุณจะพูดอะไรหรือทำอะไร ก็มักจะผิดในสายตาของเพื่อนร่วมงานคนนี้ เธอหรือเขา จะพูดจาดูถูกดูหมิ่นหรือบลั๊พให้คุณหน้าแตกแบบไม่ต้องเย็บกันละ

20.ข้อแนะนำ อย่าแสดงอารมณ์ร่วมกับหล่อน (เขา) เพราะจะทำให้คนประเภทนี้ได้ใจ ให้คุณทำงานไปตามปกติ ทำเหมือนกับว่าคุณไม่ได้ใส่ใจกับนิสัยของเธอ (เขา) และให้คุณพูดกับเธอ (เขา) ด้วยสำเนียงร่าเริงเพื่อให้รู้ซะมั่งว่านิสัยแย่ๆ อย่างนี้เก็บไปใช้ที่บ้านเถอะจ้ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

LISA
#356


เตือน อินวิคต้า คันไฟ มหาภัยกัดต่อยถึงตาย (ไทยโพสต์)

         รศ.ดร.เดชา วิวัฒน์วิทยา อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดการแพร่ขยายพันธุ์ของแมลงและมดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในขณะนี้มีมดคันไฟตัวใหม่สายพันธุ์ "อินวิคต้า" (invicta) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ กำลังแพร่ระบาดไปเกือบทั่วโลก และเริ่มเข้ามาในเอเชียแล้ว โดยพบได้ในประเทศไต้หวันและฮ่องกง คาดว่าจะเข้ามาสู่ประเทศไทยในไม่ช้านี้ ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังการคุกคามของมดคันไฟอินวิคต้า เพราะมีพิษร้ายแรง เมื่อกัดต่อยคนแล้วจะทำให้ผิวหนังอักเสบ คนที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรงก็อาจหมดสติและเสียชีวิตได้

         "มดคันไฟชนิดนี้สามารถปรับตัวและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ประเทศที่มีการระบาดอย่างหนัก เช่น สหรัฐอเมริกา ได้จัดตั้งศูนย์เตือนภัยขึ้นเพื่อยับยั้งการขยายพันธุ์ บรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่โดนต่อย และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการกัดกินพืชผักต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่มดคันไฟตัวใหม่จะเข้ามาในประเทศไทย ด้วยการติดมากับเรือสินค้าหรือการขนส่งทางอื่นๆ" รศ.ดร.เดชา กล่าวเตือน

         นักวิชาการ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวอีกว่า สำหรับความร้ายแรงของมดคันไฟอินวิคต้า คือเหล็กในมีพิษสะสมทำให้เกิดอาการไหม้และคันอย่างรุนแรง พิษจะออกฤทธิ์อยู่นานเป็นชั่วโมง และเป็นเม็ดตุ่มพอง ซึ่งกลายเป็นหนองสีขาว ทำให้เนื้อเยื่อตายและเป็นอันตรายต่อชีวิต สำหรับรูปร่างหน้าตาภายนอกของมดคันไฟชนิดนี้ แทบจะไม่มีความแตกต่างจากมดคันไฟที่พบเห็นในไทย แต่จะมีผิวลำตัวเรียบและสดใสกว่า ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีฟันตรงกลางริมฝีปากบน และมองด้วยตาเปล่าไม่ค่อยเห็นต้องอาศัยแว่นขยาย

         "ส่วนการสร้างถิ่นอาศัยจะเป็นแบบรังหรือจอม โดยใช้มูลดิน ซึ่งจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 1 เมตร ความสูงประมาณ 4-24 นิ้ว และมีจำนวนประชากรมากถึง 500,000 ตัวต่อรัง ชอบอยู่ในบริเวณที่มีน้ำไหลเวียน พื้นที่การเกษตร แม่น้ำลำคลอง และชายทะเล ขณะที่มดคันไฟธรรมดาในไทยจะสร้างรังเรียบๆ กับพื้น ไม่มีจอม และมีจำนวนเพียง 10,000 ตัวต่อรัง" รศ.ดร.เดชา กล่าว

         รศ.ดร.เดชา ระบุว่า ในสหรัฐอเมริกา มดชนิดนี้สร้างความเสียหายทางการเกษตรในวงกว้าง ด้วยการทำลายระบบรากของพืชต่างๆ ในพื้นที่แพร่ระบาดอย่างหนัก มดจะเข้าทำลายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก และแมลงที่สร้างรังใต้ดิน ซึ่งได้สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเกษตรเป็นมูลค่านับพันล้านบาทต่อปี ดังนั้น หากพบให้รีบทำลายรัง หรือส่งตัวอย่างมาให้นักวิชาการตรวจสอบ เพื่อควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์ โดยสามารถส่งตัวอย่างมดที่สงสัยได้ที่พิพิธภัณฑ์มด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2579-0176  ต่อ  510

ขอขอบคุณข้อมูลจาก


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก myrmecos.wordpress.com
#357
พอดีผมไปเจอมาจากเ็ว็บอื่นเลยขออนุญาติเอามาให้พี่น้องได้ดูกันครับ

สายใจ เกาะมหาสนุก

สมศักดิ์ หวังกระแทกคาง

หวังนที จู๋ยืนยง

ณรงค์ นัดใช้ปืน

กันภัย สูญสิ้นภัย

อูโน่ หลาวทอง

ท้ายรถ (ชื่อคน)

อธิป จู๋กระจ่าง

ศักดิพันธ์ ชอบนอนหงาย

บรรจง หนึ่งในยุทธจักร

กนกกร เม่งเวหา

รรรรรร (อ่านว่า ระ-รัน-รอน)

ท่านฮ่องเต้ สมลุนาวัน

นารัตน์ พัดลม

พล.อ.การุณ เก่งระดมยิง

ลำเทียน จ้องผสมพันธุ์

มนศักดิ์ กางมุ้งคอย

นส. ชะรอยจุติมา (ชื่อ)

นส. แลคโตเย่น (ชื่อ)

ดินทะยาน แจงใส

สร้อยเหม็น ฟางน้อย

ไพรัตน์ หม้อน้ำร้อน

ภาคภูมิ ด้วนรู้ที่

หรูหรา ออมตอง

วรุณนาโศรก จันทรคดี

หรินาท ปรปักษ์เป็นจุล

ชัยยศ พรหมจารีย์พินาศ

ชาติหมา(ชา-ติ-หะ-มา) เป็นนามสกุลที่ร.๕ ท่านพระราชทานให้กรมวังผู้ใหญ่ในสมัยนั้นใช้จริง ๆ

วรต อกระโทก

( ชื่อ)บริสุทธิ์ (ตอนโทรสับ มักถามว่า...บริสุทธิ์อยู่มั้ย ?)

นักรบ ชนะราวี (พี่)

สงคราม ชนะราวี (น้อง)

นิธินัย เหินเวหา

ติ๊บ บุญนำ

แคน อัครฮาก

อ๊อด ไชโย

บารมี สมาธิปัญญา

( ชื่อ)บานพับ

บรรพต เจ็ดพี่น้องร่วมใจ

ชาติชาญ เล่นเอาขำ

บุญศรัทธา มหามงคล

หินชนวน อโศก

บุญพอ มีเท

จันมี โถรองมูล

( ชื่อ)สามศร (อันนี้ครูฝรั่งเรียกแล้วฮามากกมันจะกลายเป็นสำส่อน)

นนนที ปล้ำกะโทก

การหาญ โดนอม (อ่านว่า โด-นอม)


Credit : www.fwdder.com/topic/32704
#358

ยอดตก 15 เปอร์เซ็นต์
           คุณพิชิต ราชวงษ์ กรรมการชมรมผู้ค้าอะไหล่แท้ ซึ่งรถยนต์ทุกค่ายเป็นสมาชิก เปิดเผยกับ BUS&TRUCK ว่า ในปี 2552 นี้ต้องยอมรับว่าด้วยภาวะที่ภาวะเศรษฐกิจตก ส่งผลให้รถใหญ่ที่ใช้ในการขนส่งทั้งสินค้าและผู้โดยสารมีงานเข้าลดน้อยลง ส่งผลให้การดูแลรถใหญ่ต้องลดการเข้าศูนย์บริการลงด้วย พร้อมทั้งหันไปหาอะไหล่เทียมซึ่งมีราคาต่ำมาเปลี่ยนแทน
           แต่จำการสำรวจของค่ายรถต่างๆ พบว่า กลุ่มลูกค้ายังสามารถประคองตัวอยู่ได้ แต่บางรายก็ต้องปิดตัวไปแต่ก็เป็นบริษัทเล็ก ทำให้ยังมีรายใหญ่ที่ยังเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่อยู่  พร้อมทั้งคาดว่ารายได้ของอะไหล่จะลดลงไปสูงสุดเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน
           “ทุกค่ายต่างระดมการเปิดแคมเปญการเข้าศูนย์บริการ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมฟรี ไร้ค่าแรง ลดราคาอะไหล่ ขยายเวลารับประกันนานขึ้น พร้อมล่อใจว่าหากไม่เข้าซ่อมในช่วงนี้ ก็จะต้องจ่ายราคาเต็ม โอกาสอย่างนี้หายาก ก็ทำให้ศูนย์บริการยังมีลูกค้าอยู่”

ฮีโน่ อะไหล่ POP ตัวช่วย
           แหล่งข่าวระดับสูงบริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ด้วยภาวะในปัจจุบันที่ลูกค้าต่างต้องประหยัดและลดค่าใช้จ่ายลง ทำให้อะไหล่ POP ซึ่งมีคุณภาพเท่าเทียมอะไหล่แท้ แต่มีราคาที่ถูกกว่า ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
           เพราะจากการวิ่งใช้งานมาสามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณภาพไม่แตกต่างกันเลย และยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ส่งผลไปยังอะไหล่อื่นอีกด้วย ทำให้ความมั่นใจของอะไหล่ POP ต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทางโรงงานต้องเพิ่มการผลิตตามตลาด
แหล่งข่าวเปิดเผยต่อว่า ส่วนด้วยสิทธิประโยชน์ที่มอบให้แก่ลูกค้าไม่ว่าจะเป็นการได้ฉลากออมสินพิเศษ 20,000 บาท คูปองรับบริการฟรี 2 ปีพร้อมค่าแรงฟรี ถือเป็นการนำคุณภาพการันตี เพราะรถใหญ่ที่ทำงานหนักต้องใช้อะไหล่ที่ได้มาตรฐานถึงจะรองรับได้
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ศูนย์บริการแบบหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะทำการตรวจเช็คชิ้นส่วนต่างๆ ที่รับประกันให้แล้ว หากพบชิ้นส่วนอื่นชำรุดหรือเสียหายก็สามารถทำการเปลี่ยนใหม่สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง แม้ว่าจะน้อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเงินเข้าเลย
“ในด้านการขายต่อนั้น การเข้าศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนอะไหล่แท้ ก็จะทำให้ราคาดี ตกจากราคาซื้อรถใหม่ไม่มาก เพราะคุณภาพการใช้งานยังดีอยู่ หากใช้อะไหล่เทียมเมื่อไหร่ คนขับเองจะรู้ว่าคุณภาพเป็นอย่างไร ต้องทำการซ่อมส่วนไหนบ้าง เพื่อจะได้มีความมั่นใจในความปลอดภัย”

ยูดี ให้เอเย่นส์ช่วย
           คุณพิชิต ราชวงษ์ รองประธานกรรมการบริษัท นิสสันดีเซล(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางบริษัทได้มุ่งเน้นการบริการหลังการขายและอะไหล่เป็นหลัก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าได้ชะลอการซื้อรถใหม่ แต่มาให้ความสำคัญกับรถใหญ่คันเก่ามากกว่า
           ด้วยรถใหญ่ยี่ห้อนิสสัน ยูดีเป็นรถใหญ่ที่มีน้ำหนักบรรทุกตั้งแต่ 15 ตันขึ้นไป ทำให้ชิ้นส่วนและอะไหล่ทุกชิ้นต้องเป็นของแท้ เพราะทั้งน้ำหนักที่รับ สภาพถนนและการการใช้งานตลอดเวลา มิเช่นนั้นแล้วรถก็จะเสียบ่อย ไม่สร้างรายได้ให้เลย
           นอกจากจะมีแคมเปญพิเศษให้แก่ลูกค้าที่มาซ่อมในศูนย์บริการทั้ง 17 แห่ง ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก ในส่วนของลูกค้าที่ใช้รถเก่าก็จะหาซื้ออะไหล่เพื่อทำการซ่อมเอง ทางบริษัทก็มีของแถมให้แก่ผู้แทนร้านประดับยนต์ อย่างมีรางวัลที่ฝาของน้ำมันเครื่อง เรียกว่าคุ้มค่าเงินอย่างที่สุด
           “ชิ้นส่วนของนิสสัน ยูดีเป็นชิ้นใหญ่สามารถเปลี่ยนได้ง่าย แถมมีอายุนานอีก ส่วนหากต้องการเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นเอ็นจีวีแล้ว ถือได้ว่าสามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้ง่ายสุด การทำงานของเครื่องยนต์ก็ไม่มีปัญหาที่เกิดจากอะไหล่เลย เมื่อเทียบกับอะไหล่ปลอมแล้ว คุ้มทุนกว่ามาก อย่างมีตัวแทนอะไหล่ที่มีอายุกว่า 30 ปีให้การยอมรับจากยอดซื้อของลูกค้า”

KYC นโยบาย คุณภาพ ต้นทุน คุณธรรม
           คุณเอกชัย หอมกระจ่าง ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท คิโยชิ (ประเทศไทย)จำกัด ( KYC)จำหน่ายอะไหล่อุปกรณ์ ชุดโอเวอร์ฮอล ในรถที่ติดตั้งNGV กล่าวว่าในปี นี้สภาพเศรษฐกิจไม่ดีบริษัทไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไหร่เนื่องจากว่า สินค้าของบริษัทเป็นสินค้าที่จำเป็นอยู่แล้วเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งจะมีผลกระทบบ้าง จากลูกค้าบางรายอาจจะชะลอการเปลี่ยนอะไหล่
           สำหรับลูกค้าเก่ายังคงอยู่เนื่องจากว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็นลูกค้าที่เชื่อถือคุณภาพของสินค้าเรา สำหรับลูกค้าใหม่ๆยังพอมีอยู่บ้าง ทำให้ยอดจำหน่ายในปีนี้น่าจะทรงตัว หรือไม่ก็โตได้ไม่น่าจะเกิน 10 %
“ลูกค้าบางส่วนมาจากหนังสือพิมพ์ Bus&Truck และบางส่วนมาจากลูกค้าเก่าที่ใช้สินค้าของเราแล้วประทับใจแล้วบอกต่อ เนื่องจากสินค้าของเราคุณภาพเทียบเท่าของแท้ แต่ราคาถูกกว่าทำให้ ช่วยให้ลูกค้าประหยัดต้นทุนลงได้”คุณเอกชัยกล่าว
คุณเอกชัย กล่าวว่า ในปีนี้  KYC จะทำการตลาดโดยการเข้าหากลุ่มลูกค้าใหม่ ให้มากที่สุดให้ลูกค้ารู้จัก KYC ให้มากขึ้น โดยเน้นนโยบาย คุณภาพ ต้นทุน คู่คุณธรรม เพื่อให้ลูกค้าประทับใจมากที่สุดโดยการบริการลูกค้าทุกคนให้เหมือนกับญาติของเราคนหนึ่ง

BMP ยอดขายตก 30%
           คุณสมศรี เสงี่ยมศรี ผู้จัดการ บริษัท บีเอ็มพี อิควิปเม้นท์ แอนด์เซอร์วิส จำกัด จำหน่ายอะไหล่ สำหรับรถใหญ่ กล่าวว่า เศรษฐกิจไม่ดีในปีนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทโดยตรงเนื่องจากว่าค่าใช้จ่ายทุกอย่างสูงขึ้นทำให้ลูกค้าลดค่าใช้จ่ายลงส่งผลให้ลูกค้าชะลอการซื้ออะไหล่ทำให้ยอดขายในปีนี้ตกลงไปกว่า 30 % เนื่องมาจากยอดขายรายเดือนลดลงทุกเดือนทำให้ยอดขายรวมลดลงด้วย
           “เนื่องจากลูกค้าลดค่าใช้จ่ายลงทำให้เราขายสินค้าไม่ค่อยได้ ทำให้เราต้องปรับตัวเราเองใหม่” คุณสมศรีกล่าว
           เมื่อได้รับผลกระทบจากยอดขายตกBMP จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจเพื่อที่จะพยุงตัวเองให้รอดพ้นผ่านช่วงนี้ไปโดยการปรับลดราคาสินค้า ลด เอาส่วนต่างให้น้อยลง และลดค่าใช้จ่ายในบางส่วนที่มันยังไม่จำเป็นลง

เซียงกง ของเก่ายอดก็ตก
           แหล่งข่าวจากศูนย์จำหน่ายอะไหล่และเครื่องยนต์เก่าหรือเชียงกง เปิดเผยว่ายอมรับว่ายอดขายตกลงไปมาก สืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจตกที่ส่งผลให้รถบรรทุกจอดเฉยไม่มีงานกว่า 1 แสนคัน เพราะไม่มีงานว่าจ้างขนส่งสินค้าเข้าเลย
           อีกส่วนหนึ่ง ด้วยฤดูฝนที่เริ่มเข้ามา ส่งผลให้รถใหญ่ที่ขนส่งสินค้าเกษตรต่างไม่มีงานทำ ต้องรอไปอีกประมาณ 3-4 เดือนถึงจะมีงานเข้า การเปลี่ยนอะไหล่เพื่อให้รถใหญ่วิ่งงานได้จึงหมดไประยะหนึ่ง เพราะต้องเก็บเงินไว้ใช้จ่าย
           “แม้ว่าช่วงนี้ ทุกเชียงกงจะมียอดขายลดน้อยลง เพราะเมื่อตลาดไม่ต้องการ ถึงแม้ผู้ขายจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถกระตุ้นคนซื้อได้ ยิ่งเป็นรถใหญ่ที่เป็นรถเก่าด้วยหมดสิทธ์ เพราะผู้ว่าจ้างคงจะไม่เลือกใช้งาน ทุกอย่างต้องยอมรับเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ”
           การทำตลาดของเชียงกงนั้นจะทำการสต๊อกอะไหล่และเครื่องยนต์เก่าไว้ตามเวลาประเทศหลักที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น เมื่อสินค้ามีราคาถูก เพราะประเทศต่างๆ ไม่ต้องการก็จะซื้อมาและทำการสต๊อกเอาไว้ เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าในประเทศต่อไป แต่หากสินค้ามีราคาแพงเพราะประเทศในตะวันออกต้องการ เชียงกงก็จะไม่ซื้อมา เพราะสินค้าเก่า กลุ่มลูกค้าจะซื้อเมื่อราคาต่ำเท่านั้น


สรุป
ด้วยความที่กลุ่มลูกค้าทั้งตลาดรถโดยสารและรถบรรทุก มีงานเข้าน้อยลง ทำให้ต้องพยายามใช้งานรถใหญ่ให้ยาวนานสุด หากไม่ไหวจริงๆ จึงจะเข้าซ่อม ทำให้ผู้แทนจำหน่ายไม่ว่าจะเป็นค่ายรถใหญ่ ร้านประดับยนต์และเชียงกง ต้องระดมกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อเรียกลูกค้าให้มาก

ปี 2552 ถือเป็นปีที่ตลาดชิ้นส่วนและอะไหล่รถใหญ่ทรุดหนัก แต่ก็ยังดีกว่าปี 2541 หรือปีต้มยำกุ้งเป็นอย่างมาก เมื่อวิเคราะห์และพิจารณาขากกลุ่มเจ้าของทั้งรถโดยสารและรถบรรทุกแล้ว ต่างมีงานเข้าลดน้อยลงไปเป็นอย่างมาก ทำให้ต้องประหยัดต้นทุน ด้วยการยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนต่างๆ ของรถทำเงินให้ยาวนานขึ้น เรียกว่าไม่พังไม่ซ่อม หรือหากต้องซ่อมก็จะหาอะไหล่ที่มีราคาถูกแต่คุณภาพพอใช้งานได้สมกับราคา นี่คือความต้องการของลูกค้าประจำปี 2552

           สำหรับค่ายรถใหญ่ เมื่อต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ ทำให้รูปแบบการหารายได้เข้าบริษัทได้เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่การขายรถใหม่มีเงินเข้ามากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ การบริการหลังการขายรวมอะไหล่มีเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ตั้งแต่ต้นปี รายได้เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นสลับชั้ว รถใหม่ลดลงเหลือ 40 เปอร์เซ็นต์ อะไหล่และค่าซ่อมเพิ่มเป็น 60 เปอร์เซ็นต์



Source: นสพ.BUS&TRUCK
Date   : ฉบับที่ 126 ปักษ์หลัง พฤษภาคม 2552
#359

      รถหัวลาก  SHACMAN ถือว่ามีคุณภาพสูงสุด ลูกค้าวิ่งเข้าหาสั่งรวดเดียว 800 คัน เพื่อใช้ในการสร้างเขื่อน ขั้นตอนต้องผ่านการรับรองจากธนาคารก่อน หากทุกอย่างผ่านใช้เวลาเพียง 45 วัน นำเข้าล๊อตแรกจากจีนได้เลย ส่วนอีก 200 คัน ที่ได้ตั้งเป้าไว้ให้รายย่อยคาดต้องทำได้แน่นอน

           คุณปิยะวัฒน์ จิรวัฒร์โอภาส กรรมการผู้จัดการบริษัท เอส.โอ.การาจ จำกัด ผู้ดัดแปลงเครื่องยนต์เอ็นจีวีและจำหน่ายรถหัวลากเครื่องยนต์เอ็นจีวียี่ห้อ SHACMAN ประเทศจีน เปิดเผยกับ BUS&TRUCK ว่า ล่าสุดได้มีลูกค้าได้เข้ามาหาพร้อมทั้งสั่งรถเป็นจำนวน 800 คัน เพื่อดำเนินงานในธุรกิจที่ได้รับมอบหมายมา

           นั่นคือการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ พร้อมทั้งต้องทำให้ทันตามกำหนดเวลา โดยขนาดที่ต้องการคือ 300 แรงม้า ที่สามารถทำการบรรทุกของหนักได้อย่างสบาย

           “สำหรับขั้นตอนที่สำคัญคือการให้ธนาคารทำการรับรองฐานะทางการเงินก่อน หากผ่านทางบริษัทก็จะทำการสั่งนำเข้ารถให้ทันที โดยจะต้องประสานงานกับโรงงานประกอบที่ประเทศจีนให้เร่งผลิตแบบพวงมาลัยขวาให้อย่างเร่งด่วน โดยการนำเข้าให้ที่เร็วสุดคือประมาณ 45 วัน ล๊อตแรกที่จะส่งมอบได้ ถือว่าทันกับช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการ”

           คุณปิยะวัฒน์เปิดเผยต่อว่า ส่วนด้านการรองรับด้านบริการหลังการขาย ก็จะส่งรถโมบาย เซอร์วิสพร้อมตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสต๊อกอะไหล่ไปอยู่ในบริเวณที่ลูกค้าดำเนินงาน ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าทำงานได้ตลอดเวลา ไม่ต้องหยุดชะงักการทำงานเพราะรถหัวลากเสีย

           การบริการให้กับลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดคือนโยบายของบริษัท การอบรมให้กับช่างซ่อมของลูกค้าสามารถดูแลได้ด้วยตัวเอง ถือเป็นการช่วยให้รถสามารถทำงานได้ตลอด ไม่ต้องเสียเวลารอหน่วยซ่อมจากบริษัทเพียงอย่างเดียว ถือว่าเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้แก่ลูกค้าได้อย่างหนึ่ง

           “ถึงแม้ว่ากลยุทธ์ในการทำตลาดแรก จะให้รถหัวลากทั้ง 2 คัน ไปให้กลุ่มลูกค้าได้นำไปใช้งานก่อน 1 สัปดาห์ ถึงแม้ว่าจะมียอดซื้อบ้างก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่รายใหญ่รายนี้ ไม่ได้ส่งคนมาทดลองขับเลย เพียงแต่มีข้อมูลที่ละเอียดมาก เมื่อมั่นใจในคุณภาพก็สั่งรวดเดียวเลยถึง 800 คัน เมื่อกล้าสั่งเราก็กล้าขายให้ โดยการรับประกันเหมือนเดิมคือ 1 ปี หรือ 1 แสนกิโลเมตร”

           สำหรับเป้าหมายในการขายที่ได้ตั้งเป้าไว้ก่อนลูกค้ารายใหญ่คือ 200 คัน โดยที่มั่นใจว่าต้องทำได้แน่ เพราะสภาพเศรษฐกิจจะดีขึ้นในครึ่งปีหลัง การก่อสร้างต่างๆ ก็จะบูมขึ้นพร้อมทั้งมีงานในไตรมาสที่ 4 และรถหัวลากคือสิ่งที่ต้องใช้งานเป็นหลัก

           รถหัวลากเครื่องยนต์เอ็นจีวี จากประเทศจีนที่ทำตลาดในไทยมีอยู่ด้วยกัน 4 ยี่ห้อคือ SHACMAN  ยี่ห้อ CIMC ยี่ห้อ SINO TUCK และยี่ห้อ TONGFONG


Source: นสพ.BUS&TRUCK
Date   : ฉบับที่ 126 ปักษ์หลัง พฤษภาคม 2552
#360
ทาทา มอเตอร์ ประเทศอินเดีย รุกตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่ เปิดตัวครบไลน์ ตั้งแต่รถบรรทุก 10 ล้อ ไปถึง รถยก รถผสมปูน คุยเทคโนโลยีแจ่มสมรรถนะแจ๋ว


      ราทัน ทาทา ประธานบริหารสูงสุด บริษัททาทา ซันส์ และทาทา มอเตอร์ส (ประเทศอินเดีย) กล่าวว่า ประเทศอินเดียมีการขยายตัวด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการ ที่จะสร้างรายได้และกำไร จากการใช้รถที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า มีแรงม้าสูงกว่า ความเร็ว และพื้นที่บรรทุกสินค้าที่มากกว่า ซึ่งรถบรรทุกรุ่นใหม่ของทาทาสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี และจะมีส่วนช่วยให้ทาทาสามารถบุกตลาดทั่วโลกได้อีกทางหนึ่ง
     
      การเปิดตัวรถใหม่ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือพัฒนาสินค้า ระหว่าง ทาทา มอเตอร์ส (อินเดีย) กับ ทาทา แดวู คอมเมอเชียล วิฮิเคิล (เกาหลีใต้) และเกี่ยวกับศูนย์วิจัยพัฒนา ทาทา มอเตอร์ส ภาคพื้นยุโรป (อังกฤษ) ซึ่งบริษัทได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อพัฒนาสินค้า โดยใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ทั้งในเรื่องของการออกแบบ เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ช่วงล่าง โครงสร้างตัวถัง และแม่พิมพ์ โดยได้พันธมิตรธุรกิจจากอิตาลี เยอรมัน สวีเดน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
     
      โดยรถเพื่อการพาณิชย์ใหม่ของทาทา มีหลายรุ่น หลายขนาดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมในการใช้งานทุกรูปแบบ ตั้งแต่ 10-75 ตัน ส่วนเครื่องยนต์มีให้เลือกตั้งแต่ 150-560 แรงม้า พร้อมระบบส่งกำลัง และเพลาขับเคลื่อน จากผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นนำ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรุ่นเกียร์ออโตเมติค และระบบช่วงล่างแบบถุงลม
      นอกจากนี้รถเพื่อการพาณิชย์ทุกรุ่น ถูกออกแบบตามมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดของมาตรฐานความปลอดภัยในแต่ละตลาดที่จำหน่าย รวมถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีค่ามลพิษต่ำ ผ่านมาตรฐานยูโร 3, 4 และพร้อมรับกับมาตรฐาน ยูโร 5 อีกด้วย


      สำหรับรถเพื่อการพาณิชย์รุ่นใหม่ มีทั้งรถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป รถเทรลเลอร์ แทรคเตอร์ รถยก รถผสมปูน รวมถึงรถเพื่อการพาณิชย์ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะงาน นอกเหนือจากการเปิดตัวในประเทศอินเดียแล้ว ทาทายังมีแผนเปิดตัวและทำตลาด ในประเทศเกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ ประเทศในกลุ่มเอเซียใต้ และตะวันออกกลาง


From Manager.co.th