• Welcome to เว็บบอร์ด ประกาศ ขายรถบรรทุก ซื้อรถบรรทุก แลกเปลี่ยนรถบรรทุก ที่นี่ฟรี!.
 

ข่าว:



    ยินดีต้อนรับสู่เว็บรถบรรทุก แหล่งรวมประกาศเช่า-ซื้อ-ขายรถบรรทุก เครื่องจักรกลหนัก เครื่องกลการเกษตร อุปกรณ์และอะไหล่ บริการขนส่ง ฯลฯ
    ถ้าพี่น้องติดต่อเข้ามาทาง contact form กรุณากรอกอีเมล์ที่สามารถติดต่อได้ด้วยนะครับ

Main Menu
Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - Trucker

#361
งานแสดง รถบรรทุกยักษ์ รถบรรทุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก
























ข้อมูลจาก Kapook.com

#362

   เทคนิคการขับรถลุยฝน

       ขึ้นชื่อเรื่องว่า "ขับรถลุยฝน" ไม่ใช่ขับรถหน้าฝน เพราะเมืองไทยฝนตกไม่เป็นฤดู ตกนอกฤดูโดยไม่มีเค้าล่วงหน้า และเมื่อถึงฤดูฝนจริงอย่างในตอนนี้ บางวันฝนก็ตกหนักมากและนาน อ่านเทคนิคการใช้และขับรถอย่างปลอดภัยเมื่อต้องลุยฝน

       เรื่อง พื้นฐานของรถที่ต้องทำ คือดูแลระบบต่างๆ ของรถและเครื่องยนต์ให้มีสภาพสมบูรณ์ เพราะรถเสียกลางฝน ย่อมลำบากและยุ่งยากกว่าตอนฝนไม่ตก

      ระบบการปัดน้ำฝน

       น้ำ ฉีดกระจกควรเติมให้เต็ม ถ้าจะให้ดีควรผสมน้ำยาโดยเฉพาะหรือแชมพูสระผมลงไปด้วยเล็กน้อย ถ้ารูหัวฉีดน้ำตันให้ใช้เข็มขนาดเล็กแหย่สวนทางเข้าไป ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องเปลี่ยนตัวใหม่ หากปรับมุมฉีดน้ำได้ก็ต้องปรับให้เหมาะสม ยางใบปัดน้ำฝน เป็นปัญหามากกว่าน้ำฉีดกระจกที่ดูแลได้ง่ายๆ ไม่แน่นอนว่ายางใบปัดจะหมดสภาพเมื่อผ่านไปนานเท่าไร ต้องขึ้นอยู่กับรถว่าจอดตากแดดแรงและบ่อยหรือไม่ รวมทั้งคุณภาพของตัวเนื้อยางใบปัดเองด้วย บางคันแค่ครึ่งปีก็เสื่อมสภาพลงไปมาก บางคันอยู่ได้ถึง 1 ปีหรือกว่านั้น แต่โดยเฉลี่ยทุก 1 ปีควรเปลี่ยนใหม่

       การทนขับรถกระจกมัวๆ ท่ามกลางสายฝน หากเกิดอุบัติเหตุแล้วความเสียหายแพงกว่าค่ายางใบปัดน้ำฝนมากนัก ยิ่งปัดได้สะอาดใสเท่าไรยิ่งดี ไม่ควรชะล่าใจหากตนเองชอบยกก้านใบปัดขึ้นจากกระจก เมื่อต้องจอดตากแดด แล้วคิดว่าตัวยางจะทนทานขึ้น เพราะถึงจะไม่ได้แนบและรับความร้อนจากกระจกโดยตรง แต่แสงแดดเมืองไทยก็ร้อนมากจนทำให้เนื้อยางแข็งขึ้นเร็ว การตัดสินใจว่าควรจะเปลี่ยนยางใบปัดน้ำฝนหรือยัง ดูได้จากความสะอาดของกระจกขณะปัด และการใช้มือจับหรือเล็บจิกเนื้อยางขณะรถจอด การเปลี่ยนยางใบปัดน้ำฝน มีหลายทางเลือกในการเสียเงิน คือ

          1. เปลี่ยนทั้งตัวก้านใบปัดและยางที่มาพร้อมกัน มีทั้งแท้และทดแทน ของแท้แพง แต่คุณภาพดีแน่นอน ส่วนของทดแทน มีสารพัดระดับราคาและหลากระดับคุณภาพ ตั้งแต่อันละร้อยสองร้อยบาทคุณภาพต่ำๆ หรือหลายร้อยบาทคุณภาพดี บางยี่ห้อคุณภาพดีทัดเทียมกับของแท้แต่ถูกกว่า อย่ารีบดูถูกของทดแทน และให้ระวังของปลอมที่ทำเหมือนยี่ห้อดัง ซึ่งมีขายอยู่เกลื่อนตลาด
          2. เปลี่ยนเฉพาะตัวยางใบปัด คล้ายกับกรณีเปลี่ยนทั้งตัวก้าน คือ มีทั้งยางของแท้และทดแทน รถหลายรุ่นผู้ผลิตแยกขายยางใบปัด หรือจะซื้อรวมทั้งตัวก้านเลยก็ได้ แต่บางยี่ห้อไม่แยกขายเฉพาะยาง ลองสอบถามราคาจากร้านอะไหล่หรือศูนย์บริการดู หากมีแยกขายเฉพาะยางก็ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งก้าน เพราะก้านไม่มีการสึกหรอ แต่การเปลี่ยนเฉพาะยางจะยุ่งยากกว่า ดังนั้นก่อนตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนทั้งก้านหรือเฉพาะยาง ควรเปรียบเทียบราคากับความคุ้มค่าและความสะดวกด้วย ส่วนยางใบปัดของทดแทน มีหลายระดับราคาและหลากระดับคุณภาพตั้งแต่เส้นละไม่กี่สิบบาทคุณภาพต่ำๆ หรือร้อยสองร้อยบาทแต่คุณภาพดี บางยี่ห้อคุณภาพดีทัดเทียมกับของแท้แต่ถูกกว่า อย่ารีบดูถูกของทดแทน การเลือกคุณภาพ นอกจากจะเดาจากราคาขายแล้วก็ใช้วิธีง่ายๆ คือ ตาดูมือหยิกว่า เนื้อยางมีสภาพเป็นอย่างไร น่าไว้ใจได้ไหม อีกปัญหาสำคัญของใบปัดน้ำฝน คือ ความสะอาดของตัวยาง เมืองไทยมีฝุ่นมาก ฝุ่นจะตกอยู่เหนือใบยาง มีบางส่วนค้างอยู่และลงไปอยู่ตรงหน้าสัมผัสของยางกับกระจก บางครั้งยางยังไม่หมดสภาพแต่ไม่สะอาด ก็จะกวาดน้ำฝนออกจากกระจกไม่ดี อีกทั้งยังอาจทำให้กระจกเป็นรอยอีกด้วยการทำความสะอาดตัวใบยางไม่ยาก ยกใบปัดใช้ผ้าเปียกลูบแรงๆ ผ่านตัวยาง หรือใช้สก็อตไบร์ตเปียกลูบแบาๆ ผ่านตัวยาง แล้วใช้นิ้วลูบผ่านแถวๆ หน้าสัมผัสปลายยางว่าเรียบและยังนิ่มหรือไม่

       ยางล้อรถ สำคัญมาก


       ความ ลึกของร่องยางหรือความสูงของดอกยาง มีผลต่อประสิทธิภาพของการรีดน้ำของยาง ยางที่ยังเหลือร่องลึกดอกสูงจะรีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสของยางกับถนนได้ดีกว่า เพราะร่องยางมีหน้าที่หลัก คือ ให้น้ำที่ถูกรีดขึ้นมาจากหน้ายางแทรกตัวอยู่ หรือสะบัดออกด้านข้างทั้งสองของแก้มยาง ร่องยางหรือดอกยาง ควรเหลือไม่ต่ำกว่า 1.5-2 มิลลิเมตร หากประมาณด้วยสายตาไม่เป็น ก็สามารถดูได้ที่เนินเตี้ยๆ ลึกสุดของร่องยาง ที่มีอยู่ห่างกันเป็นระยะๆ ว่าดอกยางสึกลงไปจนเตี้ยเท่ากับเนินนั้นหรือยัง ถ้าเท่าหรือเกือบเท่ากัน ก็แสดงว่าการรีดน้ำออกจากหน้ายางจะไม่ดีแล้ว เพราะมีช่องให้น้ำอยู่และรีดออกไปน้อยมาก ต้องระวังเมื่อขับลุยฝนหรือเปลี่ยนยางใหม่ ยางหัวโล้นแทบไม่มีดอกเหลือ ยิ่งต้องระวังให้มาก ขับย่องๆ เมื่อฝนตก แต่ไม่ใช่ว่าใช้ยางใหม่แล้วจะทะยานลุยฝนได้เร็วมาก เพราะยังไงเมื่อขับลุยฝนการเกาะถนนของยางก็ต้องแย่กว่าบนทางแห้งอยู่แล้ว ยางที่มีดอกยางลายรูปตัววี ถูกออกแบบให้มีการรีดน้ำออกไปด้านข้างได้ดีกว่า แต่ไม่ควรชะล่าใจ เพราะเคยพบว่ายางบางรุ่นไม่ได้รีดน้ำดีกว่าดอกยางลายธรรมดาเลย

       อาการเหินน้ำของยาง

       ไม่ว่าผู้ผลิตยางจะเน้นทั้งการออกแบบและโฆษณาว่ายางรุ่นนั้นมีการรีดน้ำดี เพียงไร แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะยังไงก็หนีอาการเหินน้ำไม่ได้ อาการเหินน้ำ คือ อาการของหน้ายางลอยอยู่เหนือน้ำไม่แตะถนน เมื่อยางต้องหมุนผ่านน้ำที่อยู่บนถนนทั้งเป็นฟิล์มบางๆ หรือหนาขนาดท่วมขัง แม้น้ำหนักของรถเป็นพันสองพันกิโลกรัมจะคอยกดหน้ายางแต่ละเส้นลงสู่พื้นด้วย น้หนักหลายร้อยกิโลกรัม แต่น้ำก็คอยต้านแรงกดนั้นอยู่เสมอ กลายเป็นตัวแทรกระหว่างหน้ายางกับพื้น ยางจะเกาะที่สุดเมื่อไม่มีอะไรคั่น แต่ถ้ามีฝุ่นหรือน้ำคั่นยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งลดประสิทธิภาพการยึดเกาะลงไปน้ำ เป็นของเหลวไหลไปมาได้ง่ายก็จริง แต่การรีดน้ำออกจากหน้ายาง เพื่อให้หน้ายางแนบลงกับถนนกับถนนในขณะที่ยางหมุนผ่านเร็วมาก ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหมุนกว่า 10 รอบต่อวินาที ลองคิดดูว่าการรีดน้ำจนหมดจากหน้ายางให้สนิทจริงๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ อาการของยางที่หมุนผ่านน้ำบนพื้น แล้วกดตัวไม่แนบสนิทเหมือนตอนพื้นแห้ง จนทำให้ยางและรถมีการยกตัวไม่มากก็น้อย เรียกว่าอาการเหินน้ำหรือ HYDRO PLANING ทำให้การยึดเกาะของยางลดลง และการขับคับควบคุมทิศทางรถแย่ลง หรือถึงขั้นควบคุมไม่ได้ จนลื่นไถลไปเลยก็มี ดังนั้นจำให้ขึ้นใจว่า อาการเหินน้ำของยางนั้นอันตรายมาก และมีหลายระดับความรุนแรง ตั้งแต่เซนิดๆ จนถึงพวงมาลัยดึงออกข้าง หรือถึงขั้นแซมากจนบังคับทิศทางด้วยพวงมาลัยแทบไม่อยู่

       สภาพถนนไทยไม่น่าไว้ใจ


       เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาการเหินน้ำของยางแม้ขับบนถนนเรียบ มีชั้นของน้ำอยู่บนถนนค่อนข้างสม่ำเสมอ จนไม่มีการการดึงของพวงมาลัย แต่ด้วยความแย่ของการสร้าง การทรุดตัว รวมถึงการระบายน้ำของถนนไทยที่ไม่แน่นอน ทำให้บางช่วงของถนนมีน้ำขังโดยผู้ขับเดาไม่ออกไม่ทราบล่วงหน้า ดังนั้นการขับรถลุยเมื่อขับมาเพลินๆ ไม่มีอาการผิดปกติ ดูเหมือนจะใช้ความเร็วเหมาะสมกับสภาพถนนและฝนแล้ว ก็มักจะลดความหวาดระแวง แต่ถ้ามีน้ำขังโดยไม่คาดฝัน ก็ต้องเจอกับอาการยางเหินน้ำทันที หากใครไม่เตรียมตัวหรือจับพวงมาลัยในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ก็อาจให้รถเสียการบังคับควบคุมอย่างฉับพลัน (ตำแหน่งที่ดีที่สุดของการจับพวงมาลัยคือ 9 และ 3 นาฬิกาหรือ 10 และ 2 นาฬิกา) จึงควรจับพวงมาลัย 2 มือในตำแหน่งนี้ และใช้ความเร็วต่ำกว่าที่ตนเองมั่นใจอยู่เล็กน้อย เผื่อว่าจะต้องเจอน้ำขังโดยไม่รู้ตัว เพราะถนนเมืองไทยมีทั้งแอ่งน้ำและการระบายน้ำที่ไม่ดีคละกันอยู่บ่อยๆ นอกจากอาการเหินน้ำแล้ว ก็ต้องทราบไว้ว่าช่วงที่ฝนเริ่มตกใหม่ๆ จะลื่นที่สุด เพราะไทยมีฝุ่นมาก น้ำฝนผสมกับฝุ่นแล้วยิ่งลื่นมาก แล้วจะลื่นน้อยลงเมื่อฝุ่นถูกชะออก กลายเป็นปัญหาของอาการเหินน้ำเมื่อฝนตกต่อเนื่อง ตามแต่ความหนาของน้ำที่ค้างอยู่ ถ้าฝนตกหนักแล้วค้างอยู่บนถนนมาก ก็จะลื่นมากตามไปด้วย ไม่ใช่ฝนตกนานจนล้างฝุ่นหมดแล้วจะไม่ลื่น

       ใน ภาพการณ์จริง พบว่าคนไทยหลายคน ขับรถลุยฝนเร็วกว่าที่น่าจะปลอดภัย เพราะชะล่าใจกับอาการของรถบนทางเรียบ มั่นใจหรือไม่รู้จักอาการการเหินน้ำของยาง นึกเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า การเอามือตบลงบนโต๊ะแห้งๆ ย่อมทำให้มือแนบกับโต๊ะได้ง่ายและดีกว่าโต๊ะเปียกๆ ที่ต้องตบมือลงไปเพื่อให้น้ำเล็ดออกไปก่อน

       ไฟฉุกเฉิน ไม่จำเป็นและไร้สาระ

       มี การปฎิบัติกันเพราะความเข้าใจผิดๆ ทั้งคิดเอง มองเห็นผู้อื่นทำ คนใกล้ตัวแนะนำ รวมถึงคนไกลตัวแบบสื่อมวลชน เช่น บางรายการวิทยุส่งเสริม หลายคนเข้าใจผิดว่า เปิดไฟฉุกเฉินขับรถกลางฝน แล้วจะทำให้คนอื่นมองเห็นได้ดีขึ้น แม้มองเห็นชัดขึ้นก็จริง แต่ผลเสียที่ตามมามีมากมาย เช่น

          1. เกิดความชะล่าใจ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อชะล่าใจก็จะเกิดความมั่นใจในการขับรถมากขึ้น คิดไปเองว่าเมื่อเปิดไฟฉุกเฉินแล้วคนอื่นเห็นชัด ตนเองก็จะขับรถใช้ความเร็วได้สูงขึ้น เพราะคนอื่นกลัวจะเข้ามาชน น่าแปลกที่มักเห็นว่าเมื่อฝนตกหนักหากรถคันใดที่เปิดไฟฉุกเฉินแล้วก็จะขับใน เลนกลางหรือขวา ใช้ความเร็วสูงกว่าที่เหมาะสม อีกทั้งยังเปลี่ยนเลนไปมา ในขณะที่คันที่ไม่เปิดไฟฉุกเฉินจะขับสงบเสงี่ยมในเลนซ้ายหรือกลางด้วยความ เร็วต่ำๆ
          2. แสบตาผู้อื่นจากแสงไฟกระพริบ เพราะมักไม่ได้มีคันเดียวที่เปิดไฟฉุกเฉิน ยิ่งหลายคันเปิดเต็มถนน ก็ยิ่งลายตา
          3. ไม่มีไฟเลี้ยวใช้ วิธีขับรถที่ถูกต้อง คือ ต้องเปิดไฟเลี้ยวเตือนผู้อื่นล่วงหน้า (แม้บางคนบอกว่าไม่จำเป็นก็ตาม) บางคนมือไวปิดไฟฉุกเฉินก่อนเปิดไฟเลี้ยว แต่ก็เสียสมาธิในการขับรถลงไป และผู้ขับรถคนอื่นก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องจ้องว่า รถคันใดที่เปิดไฟฉุกเฉินแล้วปิดก่อนจะเปิดไฟเลี้ยว
          4. ผู้อื่นอาจเห็นเป็นไฟเลี้ยว เพราะมีรถคันอื่นบังหรือมองผ่านๆ ยิ่งถ้ามีรถเปิดไฟฉุกเฉินขับติดๆ กัน แล้วมีบางคันเปิดไฟเลี้ยว ก็ยิ่งยากต่อการแยกแยะ ความสับสนย่อมลดความปลอดภัยลง
          5. สับสนรถแล่นกับรถจอดค้างบนถนน เป็นมาตรฐานเมื่อรถจอดเสียหรือเกิดอุบัติเหตุบนนถนนว่าต้องเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเตือนผู้อื่น แต่พอมีรถที่แล่นอยู่เปิดไฟฉุกเฉินติดๆ กันหลายคัน ก็คุ้นเคย พอเจอรถจอดและเปิดไฟฉุกเฉิน กว่าจะแยกออกว่าเป็นรถจอดหรือแล่น ก็ต้องใช้เวลาเป็นเสี้ยววินาทีทำความเข้าใจ และอาจชนเข้ากับรถที่จอดอยู่ ไม่ยุติธรรมเลยสำหรับผู้ที่ทำถูกต้อง จอดค้างบนถนนแล้วเปิดไฟฉุกเฉิน ผู้ที่เปิดไฟนี้แล้วขับรถ อย่ามาอ้างว่าทุกคนสามารถตัดสินใจได้เร็วว่ารถคันใดจอดหรือแล่นในขณะที่เปิด ไฟฉุกเฉิน เพราะลึกๆ แล้วคนส่วนใหญ่จะนึกว่า ไฟฉุกเฉินจะถูกเปิดใช้เมื่อฉุกเฉินตามชื่อ หรือรถจำเป็นต้องจอดค้างอยู่บนถนน

       การใช้ไฟอย่างถูกต้อง เมื่อฝนตกหนัก


       ควร เปิดไฟหน้าแบบต่ำ เพราะถ้าเปิดไฟสูง สายฝนจะสะท้อนกลับมายังผู้ขับมากจนมองเส้นทางข้างหน้ายาก ไม่ควรเปิดไฟหรี่ เพราะการเปิดไฟหน้าแบบต่ำ แทบไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรเลย ไดชาร์จ (อัลเตอร์เนเตอร์) แทบไม่ได้ทำงานหนักขึ้น หลอดไฟหน้าจะอายุสั้นลงก็ไม่ใช่ปัญหา หลอดละร้อยสองร้อยบาทเท่านั้น เมื่อจะเปลี่ยนเลน ให้เปิดไฟเลี้ยวเตือนผู้อื่นล่วงหน้าตาม ขับรถลุยฝน ใช้ความเร็วต่ำกว่าความมั่นใจของตนเองเล็กน้อย อย่าชะล่าใจ ควรจับพวงมาลัย 2 มือในตำแหน่งที่แนะนำไว้ข้างต้น พร้อมจะลดความเร็วลงได้อย่างรวดเร็ว ระวังอาการเหินน้ำของยางไว้ทุกวินาที

     หากฝนตกหนัก สิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งคือ

         1) เมื่อลุยน้ำระดับสูงควรปิดแอร์เพื่อไม่ให้พัดลมไฟฟ้าทำงาน เพราะจะเป็นการตีน้ำให้กระจายเต็มห้องเครื่อง

         2) หลังจากขับรถผ่านพ้นจากผิวจราจรที่มีน้ำท่วมแล้ว ควรเหยียบเบรกเพื่อไล่น้ำออกจากเบรก 2-3 ครั้ง การทำงานของระบบเบรกจะกลับสู่สภาพเดิม

         3) การจอดรถไม่ควรเข้าเกียร์ค้างไว้ หรือใส่เบรกมือเหมือนยามปกติ เพราะอาจทำให้เกียร์ค้าง หรือเบรกติดได้ ใน กรณีที่จอดรถค้างคืนแล้วตอนเช้าเอารถออกมีเสียงครืดคราดจากเบรกไม่ต้องตกใจ เป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากเบรกติด ซึ่งจะมีเสียงเฉพาะตอนขับรถครั้งแรกเพียงครั้งเดียว ยกเว้นถ้าดังทุกครั้งที่เหยียบเบรกควรไปปรึกษาช่าง

       ไม่มีเอบีเอส เบรกอย่างไร

       ถ้า ไม่มีเอบีเอส การเบรกแรงๆ บนถนนลื่น ล้อมีโอกาสล็อกได้ง่าย ล้อที่ล็อกจะขาดการบังคับควบคุมทิศทางจากพวงมาลัย หรือทำให้รถปัดเป๋จนถึงขั้นหมุนคว้างได้ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่ากระแทกแป้นเบรกแรงๆ หากจำเป็นและรู้สึกว่าล้อล็อกแล้ว ควรละเบรกเล็กน้อยเพื่อให้ล้อคลายการล็อก ส่วนการขับรถที่มีเอบีเอสก็อย่าชะล่าใจ เพราะถึงเอบีเอสจะป้องกันล้อล็อก แต่นั่นก็แสดงว่าเป็นการเบรกที่รุนแรงเกินไปนั่นเอง

       ความปลอดภัยในการขับรถลุยฝน สำคัญที่ความพร้อมของทั้งรถและผู้ขับ

      วรพล สิงห์เขียวพงษ์
ที่มา : www.manager.
co.th
#364

ปล.ของเดือน อื่นๆ ข้อมูลยังไม่ออกครับอดใจรออีกนิดเดี่ยวจะหามาลงให้ครับ

แหล่งที่มา นสพ. บัสแอนด์ทรัค เดือน มีนาคม 2552
#365
แถมให้คร๊าบ  ;D
#367
ตะลอนทัวร์ / Re: อยากอร่อยที่นครสวรรค์ครับ
25 กรกฎาคม 2008, 11:39:10 หลังเที่ยง
ผมว่าคุณช่วยหาร้านอร่อยๆที่นั่น มาแนะนำดีกว่าครับ
#368
ห้องพูดคุย / Re: น้องใหม่ชาวรถบรรทุกครับ
24 กรกฎาคม 2008, 08:42:47 หลังเที่ยง
แน่นอน ทีเดียวเชียว คร๊าบพี่น้อง ยินดีต้อนรับคร๊าบ
#369
"เม็ดประหยัดน้ำมัน"  อันดับ 4 แล้วครับ
#370
 คำว่า "ขาย เม็ดประหยัดน้ำมัน" ตอนนี้อยู่อันดับที่ 1 ในGoogle แล้วครับ
   ส่วน คำว่า "ขายเม็ดประหยัดน้ำมัน" ตอนนี้อยู่อันดับ 2 ครับ
คำว่า "เม็ดประหยัดน้ำมัน" อยู่หน้าสองของ Google ครับ

แนะนำว่าการใช้ Title และเนื้อหา ไม่ควรจะ Copy จาก Blog มาโพสในนี้นะครับ มันจะส่งผลต่ออันดับการค้นหา อยู่หมือนกัน ควรดัดแปลงหรือคิดใหม่เลย ดีกว่า
#371
สวัสดีครับพี่น้อง  ผมช่วยเสริมให้อีกนิดหนึ่งนะครับ

สำหรับข้อที่ 2 นะครับ รูปถ่ายสำคัญมาก ในการซื้อขายผ่านอินเตอรเน็ต เพราะผู้ซื้อเอง  ยังไม่ได้ไปดูรถจริงๆ ก็ต้องการจะเห็นรายละเอียดทุกอย่าง ของตัวรถ อยากจะทราบ รายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ก่อนตัดสินใจไปดูรถจริงๆ การใสรูปเยอะๆจะช่วยให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้ถูกต้องรวดเร็วว่ารถหรือสินค้าอันนี้ตรงความต้องการ ของผู้ซื้อหรือไม่ จะได้ไม่ต้องผิดหวังเมื่อไปดูรถแล้วไม่เป็นไปอย่างที่คิด  เสียเวลาทั้งคนซื้อและคนขาย เสียความรู้สึกและก็ยังเสียเงิน อีกด้วย

สรุป รูปที่ควรจะมีในประกาศซื้อขายนะครับ

1. รูปหน้าตรง
2. รูปด้านข้าง ซ้ายขวา
3. รูปมุม  Iso
4. รูปด้านหลัง
5. รูปในห้องโดยสาร
6. รูปห้องเครื่อง
7.รูป ชาชชี+ เลขรถ
8. รูป ฟังชั่นพิเศษ เช่น ยกดั้มได้
9. อื่นๆ เช่น เอกสารการจดทะเบียน , จุดชำรุด ตำหนิ ที่ผู้ซื้อควรทราบ

        รายการเหล่านี้ควรมีให้ครบและสามาถ มีได้หลายๆรูปครับ โพสไปเลยเวบนี้ไม่จำกัดจำนวนรูปครับ รูปยิ่งมากยิ่งดีต่อตัวเราและลูกค้าครับ
รายละเอียดยิ่งมากยิ่งขายได้เร็วนะครับ

ผมมีตัวอย่างของการโพสประกาศที่ถูกต้องมาแนะนำครับ

เป็นของคุณ  มิสเตอร์บลู ครับ นะ   http://www.truck.in.th/mbdetail.php?id=T11010988  
ประกาศนี้ มีรูปเยอะมากทั้ง ภายใน ภายนอก เครื่องยนต์ ตัวถัง เลข ชาชชี และเอกสารการจดทะเบียน มีทุกมุม ผู้ซื้อตัดสินใจง่ายครับ



หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับผู้ซื้อ ผู้ขายรถบรรทุก ทุกท่านนะครับ
#372
ห้องพูดคุย / Re: สมาชิกใหม่
29 มิถุนายน 2008, 11:39:10 ก่อนเที่ยง
ดีใจจัง บอร์ด   เรามี สมาชิกแล้ว  ;D
#374
สิงห์รถบรรทุก 7 แสนคันทั่วประเทศ นัดหยุดวิ่งวันพรุ่งนี้ ประท้วงรัฐบาลเมินแก้ปัญหาน้ำมัน ชี้วิกฤติต้นทุนพุ่งแต่ขึ้นราคาไม่ได้ พร้อมขีดเส้นตาย 7 วัน หากรัฐบาลยังเพิกเฉย เตรียมยกพลบุกเข้า กทม. วันที่ 17 มิ.ย.นี้
       
       วันนี้ (10 มิ.ย.) นายทองอยู่ คงขันธ์ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลการประชุมสมาชิกสหพันธ์ฯ มีมติให้ชาวชมรมรถบรรทุกทั่วประเทศกว่า 700,000 คัน หยุดวิ่งรถในวันที่ 11 มิ.ย. ตั้งแต่เวลา 05.00-12.00 น. โดยจอดไว้ริมถนนโซนประกอบการหรือบริเวณถนนที่ตั้งของแต่ละสมาคมฯ แต่ละชมรมทั่วทุกภูมิภาค
       
       โดยก่อนนหน้านี้ สหพันธ์ฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อให้ช่วยเหลือดูแลผู้ประกอบการรถบรรทุกที่ได้รับความเดือดร้อน เรื่องการปรับขึ้นของน้ำมันดีเซลอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วมากจนไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ และไม่สามารถปรับอัตราค่าขนส่งได้ และเพื่อให้ข้อเรียกร้องได้รับการตอบรับ หรือมีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ชัดเจนและรวดเร็ว
       
       นายทองอยู่ กล่วว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือใดๆ อย่างเป็นรูปธรรมต่อข้อเรียกร้องให้เคลื่อนรถเข้ามาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป
#375
Thanks You  หัดทำอะไรที่มีสาระแบบนีบ้างดิ
#376
ในการดำเนินธุรกิจนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องตัดสินใจก็คือ กิจการควรจะต้องซื้อรถบรรทุกไว้สำหรับ

ขนส่งสินค้าด้วยตนเอง หรือจ้างผู้ขนส่งเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยหลักการแล้วเป็นเรื่องง่ายๆ โดยที่ผู้ประกอบ

การจะต้องทำการพิจารณาเปรียบเทียบว่าต้นทุนในการดำเนินการขนส่งเอง กับค่าจ้างรถขนส่ง อย่างไหนจะ

ถูกกว่ากัน หากอันไหนถูกกว่าก็จะใช้วิธีการนั้น
 
 

ทั้งนี้ สิ่งที่ยากที่สุดของปัญหานี้ไม่ใช่หลักการข้างต้น แต่เป็นวิธีการคำนวณหาว่าต้นทุนในการดำเนินการขน

ส่งเองเป็นเท่าใด เนื่องจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME มักจะคิดว่าต้นทุนในการดำเนินการเองนั้น

ประกอบด้วย ค่าตัวรถ (ค่างวดผ่อนส่ง) ค่าเชื้อเพลิง และค่าคนขับเท่านั้น ซึ่งเป็นการคิดที่ไม่ครบองค์

ประกอบของต้นทุนการดำเนินการขนส่งเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนค่าซ่อมบำรุง ซึ่งมีสัดส่วนสูงไม่แตก

ต่างกับค่าตัวรถเลย หากผู้ประกอบการไม่ได้คำนึงถึงค่าซ่อมบำรุงมาก่อน ก็จะประสบปัญหากับงบประมาณที่

บานปลายได้ในอนาคต

 

ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถทั้งหมด (Total cost of ownership)


ดังนั้น เมื่อผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาว่าจะซื้อรถบรรทุกเอง หรือจ้างผู้อื่นขนส่งให้ ก็ต้อง

คำนึงถึงหลักการต้นทุนการเป็นเจ้ารถของทั้งหมด (Total cost of ownership) ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณในการ

จัดซื้อรถว่ามีต้นทุนทั้งหมดเป็นเท่าใด เป็นราคาต่อหน่วยของผลผลิต ยกตัวอย่าง เช่น บาทต่อตัน หรือบาท

ต่อชิ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการคิดต้นทุนในการดำเนินการขนส่งเอง เปรียบเทียบกับการจ้างผู้อื่นขน

ส่ง โดยองค์ประกอบของต้นทุนประกอบด้วย ค่าตัวรถ (Purchasing price) ค่าประกัน ภาษี และค่าใช้จ่าย

เนื่องจากรถอื่นๆ ค่าพนักงานขับรถ ค่าพนักงานอื่น (รวมประกันสังคม) ค่าเชื้อเพลิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ค่าซ่อมบำรุง

 

ต้นทุนแฝงจากค่าซ่อมบำรุง

ค่าซ่อมบำรุง นับว่าเป็นต้นทุนที่มีความซับซ้อนในการคำนวณมากที่สุด เนื่องจากค่าซ่อมบำรุงจะขึ้นอยู่กับ

ลักษณะการใช้งาน และทักษะความชำนาญของพนักงานขับรถ โดยปกติแล้วค่าซ่อมบำรุงจะสามารถแบ่ง

ออกได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ การซ่อมบำรุงตามระยะ ค่ายางรถบรรทุก และการซ่อมบำรุงหนัก

 

การซ่อมบำรุงตามระยะ เป็นต้นทุนค่าซ่อมบำรุงที่สามารถประมาณการได้ง่ายที่สุด เนื่องจากจะ

มีสมุดคู่มือประจำรถ ที่จะให้ข้อมูลว่าแต่ละระยะทางการวิ่งจะต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง และระบบหล่อลื่นอื่นๆ

อย่างไร ซึ่งสามารถคำนวณได้ว่าในการนำรถบรรทุกเข้าศูนย์ของแต่ละระยะทางจะมีต้นทุนเท่าใด และโดย

ส่วนมากเวลาในการซ่อมบำรุงตามระยะนี้ก็จะสามารถเสร็จได้ในวันเดียว จึงสามารถวางแผนการนำรถเข้า

ซ่อมได้โดยไม่กระทบกับแผนการขนส่ง

 

องค์ประกอบต่อไปคือค่ายางรถบรรทุก ซึ่งเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมองข้ามไปทั้งๆ

ที่มีความสำคัญยิ่งยวด เนื่องจากสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถบรรทุก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการใช้ยาง

จนเกินระยะการใช้งาน หรือยางไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานแล้วไม่ได้เปลี่ยนยาง ทำให้เมื่อนำรถไปใช้จะ

เกิดปัญหายางแตกหรือยางระเบิด ทำให้เกิดความเสียหายกับรถและสินค้าที่บรรทุกได้

 

องค์ประกอบสุดท้ายคือการซ่อมบำรุงหนัก ที่เกิดจากความสึกหรอของเครื่องยนต์ นับเป็นต้น

ทุนที่ประมาณการได้ยากที่สุด เนื่องจากไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในคู่มือประจำรถ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องเรียก

ถามถึงแผนการซ่อมบำรุงหนักตลอดอายุการใช้งานด้วย นอกจากนี้ต้นทุนการซ่อมบำรุงหนักนี้ จะเป็นต้นทุน

การจ้างขนส่งที่มีความได้เปรียบการซื้อรถบรรทุกมาทำการขนส่งเองมากที่สุด เนื่องจากผู้ขนส่งที่มีรถ

บรรทุกจำนวนมาก มักจะมีอู่ของตนเองทำให้ต้นทุนการซ่อมบำรุงหนักต่ำกว่า การนำรถบรรทุกเข้าศูนย์

บริการของผู้ผลิตในกรณีการซื้อรถบรรทุกมาทำการขนส่งเอง

 

ความสามารถในการแข่งขันจากการประหยัดจากขนาด

จากประสบการณ์ของผู้เขียนแล้ว เมื่อผู้ประกอบการได้คำนวณต้นทุนทั้งหมดแล้ว ก็จะพบว่าหากปริมาณการ

ขนส่งสินค้าของตนไม่ได้มีมากเพียงพอ ส่งผลให้การซื้อรถบรรทุกมาขนส่งเอง จะมีต้นทุนที่สูงกว่าการจ้างผู้

ขนส่ง เนื่องจากหากผู้ประกอบการมีปริมาณการขนส่งน้อยก็จะซื้อรถบรรทุกจำนวนน้อยคัน ทำให้ต้นทุนการ

ดำเนินการสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการว่าจ้างผู้ขนส่ง ซึ่งมีรถบรรทุกจำนวนมาก ซึ่งมีความได้เปรียบจากการ

ประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ทำให้สามารถดำเนินการขนส่งได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า

 

ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ขนส่งที่จะต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น ตลอดจนอะไหล่เป็นจำนวนมาก ก็จะ

สามารถต่อรองราคาและระยะเวลาเครดิตได้ดีกว่าการที่ผู้ประกอบการ ทำให้ต้นทุนรวมของผู้ขนส่งมักจะต่ำ

กว่าผู้ประกอบการ


เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจซื้อรถบรรทุกแล้ว จะเกิดต้นทุนดอกเบี้ยเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นต้นทุนทางบัญชีที่เกิด

ขึ้น นอกจากนี้การใช้เงินทุนของกิจการไปซื้อรถบรรทุกในสภาวะที่เงินทุนมีจำกัด ก็จะทำให้ไม่สามารถนำ

เงินจำนวนนี้ไปปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต หรือการส่งเสริมการขายอื่นๆ ได้ ซึ่งเป็นต้นทุนทาง

เศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสใช้เงิน (Opportunity cost) อีก

 

การใช้ประโยชน์จากรถบรรทุก (Truck utilization)

ปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ขนส่งมีความได้เปรียบด้านต้นทุน เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อรถบรรทุก

มาทำการขนส่งเองของผู้ประกอบการก็คือ การใช้ประโยชน์ของจากรถบรรทุก (Truck utilization) ซึ่งโดย

ปกติแล้วผู้ขนส่งจะมีความสามารถในการหางานให้กับรถบรรทุกได้ดีกว่าผู้ประกอบการ เนื่องจากมีหน่วยงาน

ขายของตนเองโดยเฉพาะ ในขณะที่ผู้ประกอบการซื้อรถบรรทุกมาก็มักจะใช้ขนส่งเฉพาะสินค้าของตนเอง

ซึ่งสามารถเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า รถบรรทุกของผู้ขนส่งมักจะวิ่งอยู่ตลอด ในขณะที่รถบรรทุกของผู้

ประกอบการจะวิ่งเฉพาะเมื่อต้องการส่งสินค้า ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของผู้ขนส่งต่ำกว่า

 

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจะต้องคำนวณให้ถี่ถ้วน เมื่อคำนึงถึงต้นทุนการเป็นเจ้าของรถทั้งหมด (Total cost of

ownership) แล้วจะต่ำกว่าการว่าจ้างผู้ขนส่งหรือไม่ หากไม่ก็ควรหาผู้ขนส่งที่สามารถไว้วางใจได้ ทำการขน

ส่งให้แทนจะดีกว่า เพราะจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

 

อายุการใช้งานรถที่เหมาะสม (Economics life cycle) 

อย่างไรก็ดี หากคำนวณแล้วว่าการซื้อรถบรรทุกมาดำเนินการขนส่งเอง มีต้นทุนการเป็นเจ้าของ

รถทั้งหมดต่ำกว่าการจ้างผู้ขนส่ง ขั้นต่อไปผู้ประกอบการก็จะต้องคำนวณว่าอายุการใช้งานรถที่เหมาะสม

(Economic life cycle) ควรเป็นกี่ปี เพราะอายุการใช้งานที่เหมาะสม จะแตกต่างกับอายุการใช้งานรถสูงสุด

เนื่องจากรถแต่ละคันหากมีการซ่อมบำรุงเต็มที่แล้ว อายุการใช้งานอาจสูงถึง 10 ปี แต่ค่าซ่อมบำรุงในปี

ท้ายๆ จะสูงมาก ดังนั้นในเวลาที่ซื้อรถบรรทุก ผู้ประกอบการจะต้องเรียกถามถึงแผนการซ่อมบำรุงจากผู้

ผลิตด้วย เพื่อมาใช้คำนวณหาอายุการใช้งานที่เหมาะสมต่อไป

Source: ศิฏฐพร คงศรี ปูนซีเมนต์นครหลวง   
Date   : 01-Feb-07
Magazine - Issue  : February 2007

http://www.logisticsdigest.com/
#377
Testimonial / Re: ยินดีต้อนรับสู่เว็บบอร์ดใหม่ Truck.in.th
04 มิถุนายน 2008, 09:07:01 หลังเที่ยง
สวัสดี ครับ เวบฟอรัม สวยใช้ได้แล้วครับพี่ ขาดแต่ยังไม่มีสมาชิกอย่างเดียวเท่านั้นเอง ;D
#378

'นิสสัน' บุกตลาดรถปิกอัพขนส่งเต็มที่ ส่ง 'LCV' ฟรอนเทียร์รุ่นเก่าเจาะตลาดราคาถูก เคาะราคาแค่ 3.99 แสนบาท ชี้ตลาดนี้ไม่มีคู่แข่งโดยตรง เผยผลิตส่งออกอยู่แล้ว

นายโรเจอร์ อิมเมล รองประธานฝ่ายขายและพัฒนาเครือข่าย บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด เปิดเผยว่า ผลจากการออกบูทในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น ถือว่าบริษัทประสบความสำเร็จมาก

โดยมียอดจองรถยนต์สูงถึง 1,070 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ทีด้า 500 คัน นาวาร่า 450 คัน เทียน่า 70 คัน และที่เหลือเป็นรถยนต์รุ่นอื่นๆ ซึ่งผลของความสำเร็จในครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการย้ายสถานที่ตั้งบูทนิสสันไปอยู่ในโซนที่ดีขึ้น จากเดิมที่อยู่ในมุมด้านข้างของฮอลล์

"ผมคิดว่าการออกบูทในงานมอเตอร์โชว์นั้น เรื่องของโลเกชั่นเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเราได้มาอยู่ในทำเลใหม่นี้ทำให้เราได้ยอดขายเพิ่มขึ้น เทียบกับในโลเกชั่นเดิมนั้นต่างกันพอสมควร สำหรับผมแล้วประสบการณ์ในงานมอเตอร์โชว์ของผมมีกว่า 7 ปี

ซึ่งในช่วง 6 ปีที่แล้วผมอยู่ในบริษัทรถยนต์อื่น แต่พอมาอยู่กับนิสสันในปีนี้ ก็ได้มีการปรับแผนการออกบูทหลายอย่าง เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้มากที่สุด ซึ่งมีผลถึงยอดขายที่เกิดขึ้นในงานด้วย"

สำหรับแผนงานด้านการขายนั้น ล่าสุดบริษัทได้เปิดแผนกจำหน่ายรถยนต์ฟลีตขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อบุกตลาดการจำหน่ายรถยนต์โดยตรงกับหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชน

จากเดิมบริษัทไม่มีผู้ที่รับผิดชอบในฝ่ายนี้อย่างจริงจัง จึงทำให้ยอดขายรถยนต์ฟลีตไม่ได้ตามเป้าเหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งจากการจัดตั้งแผนกใหม่ขึ้นมานี้บริษัทตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถทำยอดขายเฉพาะในตลาดฟลีตได้ไม่ต่ำกว่า 4,000 คัน

ส่วนผลตอบรับของปิกอัพนาวาร่า ซิงเกิลแค็บ ที่เพิ่งเปิดตัวออกสู่ตลาดเมื่อต้นปีนั้น ถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าพอสมควร โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายทั้งปีไว้ประมาณ 8,000 คัน นอกจากนั้น บริษัทยังมีรถปิกอัพราคาถูก ที่เรียกว่า LCV หรือ Light Comercial Vihicle

ซึ่งบริษัทได้นำปิกอัพฟอร์นเทียร์รุ่นซิงเกิลแค็บ กลับมาทำตลาดอีกครั้ง โดยตั้งราคาจำหน่ายไว้ต่ำกว่า 4 แสนบาท เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถยนต์เพื่อการขนส่งโดยตรง ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างมาก

"ปัจจุบันรถปิกอัพที่มีราคาต่ำกว่า 4 แสนบาท แทบจะหาไม่ได้ในตลาดแล้ว ดังนั้นเราจึงได้นำปิกอัพฟอร์นเทียร์โฉมเดิมกลับมาทำตลาดอีกครั้ง โดยตั้งราคาไว้แค่ 3.99 แสนบาท

ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่ใช้รถยนต์เพื่อการขนส่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากรถปิกอัพในปัจจุบันได้ปรับราคาจำหน่ายขึ้นต่อเนื่อง จึงไม่มีรถราคาต่ำที่จะจำหน่ายในตลาดนี้ เราจึงเห็นช่องทางและได้ส่งรถรุ่นนี้เข้ามาในตลาด"

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางนิสสันได้ประกอบรถปิกอัพรุ่นฟอร์นเทียร์โฉมเก่าสำหรับการส่งออก อยู่แล้ว ดังนั้นการที่นำรถยนต์รุ่นนี้กลับเข้ามาทำตลาดใหม่อีกครั้ง จึงถือว่าเป็นช่องทางที่ดี เพราะบริษัทสามารถทำต้นทุนรถยนต์รุ่นนี้ได้ต่ำ เนื่องจากมีการผลิตเพื่อส่งออกเป็นลอตใหญ่ในต่างประเทศด้วย


"สำหรับปิกอัพที่ใช้เครื่องยนต์ซีเอ็นจี 100% นั้น เรายังไม่มีแผนงานที่จะผลิตในขณะนี้ เนื่องจากรถปิกอัพที่ใช้ในการบรรทุกจำเป็นต้องใช้ทอร์คในการขับมหาศาล ซึ่งการใช้เชื้อเพลิงซีเอ็นจีอาจจะทำให้รถไม่แรงพอที่จะดึงน้ำหนักบรรทุกได้

ดังนั้นเราจึงยังไม่สนใจซีเอ็นจีในขณะนี้ นอกจากนั้น แผนการขยายปั๊มก๊าซธรรมชาติของบริษัทน้ำมัน ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการได้ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงประมาณ 200 ปั๊มเท่านั้น"

ส่วนเป้ายอดขายของบริษัทในปีนี้ ตั้งไว้ประมาณ 55,000 คัน ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทสามารถทำยอดขายได้ 10,000 คันแล้ว และคาดว่าในช่วงเวลาที่เหลือน่าจะทำยอดขายได้เกินเป้าที่วางไว้เล็กน้อย ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากรถยนต์นั่งที่ใช้แก๊สโซฮอล์ อี 20 ได้รับภาษีพิเศษจากรัฐบาลทำให้ราคาจำหน่ายต่ำลง

ซึ่งช่วยให้ยอดขายรถยนต์ของบริษัทโตมากกว่า 120% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และโตถึง 50% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา

"ในส่วนของรถยนต์นั่งที่เติบโตเพิ่มขึ้นมากนั้น ผมคิดว่ายังต้องรอดูผลอีก 3 เดือนข้างหน้าว่ายอดขายจะเป็นอย่างไร เนื่องจากยอดขายในไตรมาสแรกเป็นผลพลอยได้จากรถยนต์อี 20 ที่ลูกค้ารอตัดสินใจซื้อในช่วงนี้ ทำให้ยอดขายไตรมาสที่ 4 หดตัวลงไป และมาโป่งเอาในช่วงนี้ ซึ่งถ้าผลสรุปของไตรมาสที่ 2 เป็นอย่างไร ก็น่าจะประเมินยอดขายทั้งปีได้อย่างชัดเจน"

ที่มากจาก ประชาชาติธุรกิจ

ปล. ข่าวเก่าแล้วแต่อยากมาเล่าใหม่ ;D