• Welcome to เว็บบอร์ด ประกาศ ขายรถบรรทุก ซื้อรถบรรทุก แลกเปลี่ยนรถบรรทุก ที่นี่ฟรี!.
 

ข่าว:



    ยินดีต้อนรับสู่เว็บรถบรรทุก แหล่งรวมประกาศเช่า-ซื้อ-ขายรถบรรทุก เครื่องจักรกลหนัก เครื่องกลการเกษตร อุปกรณ์และอะไหล่ บริการขนส่ง ฯลฯ
    ถ้าพี่น้องติดต่อเข้ามาทาง contact form กรุณากรอกอีเมล์ที่สามารถติดต่อได้ด้วยนะครับ

Main Menu
Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - Danny

#541
ผมว่า เค้าไม่ได้ทำนะครับ

ดูสมจริงเกินเหตุ
#542
ไม่มีของที่ดูไบเลยอ่า

หรือมันเห็นบ่อยจนไม่แปลกแหละ
#543
ปกติ ตอนเช้าๆ ผมขับถ่ายประจำ

ตื่นมาฉี่แล้วไปนอนต่อ ^^
#544
รวมพลคน ชื่อ-สกุล  แปลกที่มีอยู่จริงในประเทศไทย





#545
ห้องพูดคุย / รถรับส่งนักเรียน
29 กรกฎาคม 2009, 12:56:31 ก่อนเที่ยง






#546
ง่า

น่ากลัวกว่าโรคหวัดอีก
#547
ห้องพูดคุย / Re: พิธีไว้อาลัย ไมเคิล แจ็คสัน
10 กรกฎาคม 2009, 01:51:27 ก่อนเที่ยง
นั่งดูช่อง TPBS น้ำตาเล็ดด้วย ทำไมไม่เข้าใจเหมือนกัน

คิดถึงเพลงคาราบาวเลย
#548
ช่วงเข้าพรรษา เป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายรณรงค์เพื่อการงดเหล้าช่วงเข้าพรรษา นับว่าเป้นกิจกรรมที่ควรสนับสนุนครับ เพราะ เหล้า หรือ สุราเมรัย เป็นสิ่งที่ทำให้ขาดสติ และก็เป็นต้นทางของการผิดศีลข้ออื่น ไม่ว่าจะเป็น การฆ่าสัตว์ ลักเอาทรัพย์ที่ไม่ใช่ของเรา ล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น

นอกจากสุรา หรือ เหล้าแล้ว ยังมีเมรัย คือ เครื่องดองเมาอื่นๆที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้อย่างเป็น "อกาลิโก" คือ เป็นของที่เหนือกาลเวลา ใช้ได้ไม่ว่ายุคสมัยใด เพราะคำว่าของเมานั้นแต่ละยุคก็เรียกก็ต่างๆ แต่ละท้องถิ่นก็เรียกกันคนละอย่างเอาเป็นว่าของที่ทำให้สติมัวหมอง เลวทรามลง หรือ ทำให้เมานั้นเข้าข่าย เครื่องดองของเมาทั้งนั้น ดังนั้น การเสพสารเสพติดก็ข่ายผิดศีลข้อ ๕ ดังนั้น ไม่ใช่แค่เลิกเหล้า ควรเลิกของเมาอื่นๆทุกชนิดด้วย และไม่ใช่แค่เข้าพรรษา ควรเลิกตลอดไปเลยครับ

นอกจากละเลิกเหล้าแล้ว เรายังควรละเว้นอะไรอีกในช่วงพรรษา

เราควรเลิกหรือเว้น การทำผิดศีลทั้ง ๕ ข้อ

อัน ได้แก่ ฆ่า ทำร้ายหรือเบียดเบียนสัตว์, ไม่ลักเอาของที่ไม่ใช่ของตนเอง,ไม่ล่วงประเวณีกลับหญิงที่ไม่ใช่ภรรยา ชายที่ไม่ใช่สามีตนเอง ,ไม่พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ และพูดเท็จ, และ ไม่ดื่มเครื่องดองของเมาทั้งหลาย

อย่างน้อยมาร่มกันตั้งใจรักษาศีลตลอดพรรษให้ได้นะครับ

เพราะการรักษาศีลมีอานิสงส์แรงครับ

ศีลทำให้มี โภคทรัพย์

ศีลทำให้มี สุคติเป็นที่ไป

ศีลทำให้ถึงซึ่งนิพพาน
(ถ้าเราอย่างได้)

และสุดท้าย ศีลทำให้สังคมเป็นสุข เศรษฐกิจดีครับ

มารักษาศีลกันครับ

-------------------
ขอบคุณข้อมูลจาก luerat เว็บ oknation.net
#549
       กระบี่ - เทศบาลเมืองกระบี่ ยื่น 7 ข้อเสนอ ให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกปฏิบัติ แก้ไขปัญหาความไม่เรียบร้อยของดิน หิน ทราย ที่ตกหล่นเปรอะเปื้อนถนน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน
       
       นายป้อมเพชร สุคนธกนิษฐ รองนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางเทศบาลเมืองกระบี่ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในเขตเทศบาลว่า ผู้ประกอบการรถบรรทุกดิน หิน ทราย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีการบรรทุกเกิน ไม่ปกปิดให้มิดชิด เป็นเหตุให้เศษดิน เศษหิน และทราย ตกหล่นบนถนนเปรอะเปื้อน และทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ซึ่งประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกันได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
       
       หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนก็ได้เรียกประชุมผู้ประกอบการรถบรรทุก ที่ประกอบกิจการวิ่งในเขตเทศบาล จำนวน 15 ราย เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา โดยที่ประชุมได้มีการลงความเห็นร่วมกันในการกำหนดเป็นข้อปฏิบัติของรถบรรทุก หิน ดิน ทราย ผู้ประกอบการรถบรรทุก ดังนี้
       
       1.รถบรรทุกวัสดุ หิน ดิน ทราย หรือเศษวัสดุก่อสร้าง จะต้องมีการป้องกันไม่ให้วัสดุต่างๆ ดังกล่าว หล่นลงมาเปรอะเปื้อนถนน 2.รถบรรทุกต้องไม่บรรทุกน้ำหนักเกินมาตรฐาน สำหรับในเขตเทศบาลถนนบางสายไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักมากได้ ดังนั้น หากรถบรรทุกใดฝ่าฝืน สร้างความเสียหายแก่ถนนจะต้องรับผิดชอบในการซ่อมแซมถนนนั้นๆ ด้วย 3.ห้ามล้างรถ หรือล้อเลื่อน บริเวณถนน หรือที่สาธารณะ
       
       4.เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนหรือช่วงฝนตกหนัก ให้ผู้ประกอบการดูแลเพิ่มความระมัดระวังอย่าให้วัสดุเปรอะเปื้อนผิวจราจร และห้ามวิ่งระในช่วงถนนที่อยู่ในย่านชุมชน, ถนนหน้าที่ทำการส่วนราชการสำคัญๆ เช่น หน้าโรงพยาบาล หน้าศาลากลางจังหวัด เป็นต้น 5.ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการกำหนดระยะเวลาในการวิ่งรถไม่ให้ตรงกับช่วง เวลาเร่งด่วน เช้า และเย็น
       
       6.ทุกครั้งที่รถบรรทุกทำวัสดุ หิน หิน ทราย ตกหล่นบนถนนให้เก็บกวาด และทำความสะอาดฉีดล้างให้เรียบร้อย หรือยื่นคำร้องกับทางเทศบาล (งานป้องกันฯ) เทศบาลจะจัดเจ้าหน้าที่ไปทำความสะอาดให้ แต่ผู้ประกอบการรถบรรทุกต้องเสียค่าธรรมเนียมในการล้างให้กับทางเทศบาล และ 7.ขอความร่วมมือ จำกัดความเร็วในการวิ่งรถ เพื่อลดมลพิษทางเสียงและเพื่อความปลอดภัยในการจราจร
       
       รองนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ กล่าวต่อไปอีกว่า หลัง จากนี้หากว่า ผู้ประกอบการยังไม่ปฎิบัติตามข้อตกลงข้างต้น ก็จะให้มีการบังใช้กฎหมายกันอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัยสูงสุด และบ้านเมืองมีความสะอาดเรียบร้อย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    7 กรกฎาคม 2552 10:33 น.
#550
ผมยังจำได้ตั้งแต่เด๋อ ดู๋ ดี๋ ดอน แดง

ขอไว้อาลัยด้วยครับ
#551
       กลุ่มผู้ขับขี่รถบรรทุกสิบล้อ 50-60 คัน ปิดถนนสาย 304 ฉะเชิงเทรา-พนมสารคาม ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ทั้งฝั่งขาเข้าและออก โดยได้ชุมนุมยืดเยื้อกันมาตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ เพื่อเรียกร้องให้ย้ายนายยงนริศ เลิศศิริจิตร หัวหน้าด่านชั่งน้ำหนัก ซึ่งนายยงนริศ ถูกระบุว่าชอบหาเรื่อง กลั่นแกล้งให้คนขับเสียค่าปรับ หรือถูกดำเนินคดีทั้งที่คนขับไม่ได้บรรทุกน้ำหนักเกินแต่อย่างใด
        หลังการเจรจากับเจ้าหน้าที่ในวันนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยอมเปิดถนนทั้ง 2 ฝั่ง ให้เดินรถตามปกติ และสลายตัวไป แต่แกนนำขีดเส้นตายให้ย้ายนายยงนริศ ก่อนบ่ายวันพรุ่งนี้ หากไม่ทำตามข้อเรียกร้องจะมีการกลับมารวมตัวชุมนุมปิดถนนอีกครั้ง และกลับมาครั้งนี้จะมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2552 17:22 น.
#552


       ฉะเชิงเทรา - รองผู้ว่าฯ แปดริ้ว เรียกม็อบรถบรรทุกเจรจา พร้อมขอเวลาเตรียมสั่งเด้งหัวหน้าด่านชั่งน้ำหนักใน 24 ชม.
       
       วันนี้ (30 มิ.ย.) นายสุขสันต์ วนะภูติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยหัวหน้าแขวงการทางฉะเชิงเทรา หัวหน้าขนส่งจังหวัดฉะเชิงเทรา ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา รอง ผกก. สภ.เมืองฉะเชิงเทรา และตัวแทนผู้ประกอบการรถบรรทุก 4-5 คน เข้าร่วมประชุมเจรจาหาข้อยุติในการชุมนุม ที่ห้องประชุม 2 ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา
       
       ในที่ประชุมเจรจา นายทรงไชย เธียรปรีชา อายุ 47 ปี เจ้าของบริษัท ทรงไชยรุ่งเรือง ขนส่ง จำกัด ได้เรียกร้องให้กรมทางหลวงสั่งย้าย นายยงนริศ เลิศศิริจิตร อายุ 52 ปี ผู้จัดการหัวหน้าสถานีตรวจสอบน้ำหนักบางไผ่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ออกจากพื้นที่ไปภายใน 24 ชม. และให้มีการสอบสวนเอาผิดทางวินัยร้ายแรง ซึ่งหากภายในเวลา 24 ชม. นับจากเวลา 14.00 น.วันนี้เป็นต้นไปยังไม่มีการดำเนินการตามข้อเรียกร้อง กลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนรถบรรทุกในเครือข่ายจากทั่วประเทศจำนวนกว่า 100 คัน มาปักหลักผิดถนนสาย 304 อย่างถาวรทุกช่องทาง
       
       ทั้งนี้ หากเป็นไปตามข้อเรียกร้อง ทางกลุ่มผู้ชุมนุมจะเปิดเส้นทางการสัญจรบนถนนสาย 304 กบินทร์บุรี-ฉะเชิงเทรา บริเวณหน้าด่านชั่งน้ำหนักบางไผ่ ออกทั้งหมดในทันที ซึ่งการประชุมได้ใช้เวลานานกว่า 1.30 ชม.จึงยุติ
       
       ทั้งนี้ จังหวัดฉะเชิงเทราได้ให้นายทรงไชยทำหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นลายลักษณ์ อักษร เสนอผ่านไปยังนายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ไปถึง นายกิตติพันธ์ ปานจันทร์ ผอ.สำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ กรมทางหลวง และเสนอต่อไปยัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีต่อไป โดยระหว่างนี้ภายในเวลา 24 ชม.ทางกลุ่มผู้ชุมนุมจะยินยอมให้รถในเส้นทางผ่านไปได้หนึ่งช่องทาง

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์
#553
ขอบคุณครับ

รู้สึก มีกำลังใจขึ้นเยอะ

ไม่หมดไม่เลิก ไม่หมดไม่เลิกกกกกกกก
#554
ตกใจ

นึกว่าพูดถึงหมอล็อต ^^'
#555
ห้องพูดคุย / จะอะไรกับกรูนั๊กกกกกกกก!!
28 มิถุนายน 2009, 01:45:30 ก่อนเที่ยง














สงสัยเจ้านายจะเป็นนางแบบเก่า หุหุ
ทีมาจาก fwd mail
#556
ห้องพูดคุย / Re: ลาก่อน ไมเคิลแจ็คสัน
27 มิถุนายน 2009, 01:32:18 หลังเที่ยง












































ที่มา
#558
วันนี้ ยังเป็นวันต่อต้านยาเสพติดด้วยครับ
#559
รู้สึกใจหายเลย

ไว้อาลัยด้วยครับผม
#560
ดูจากข่าว เห็นเ้ค้าว่า เป็นรูปตัดต่ออ่า

หรือถ้ามีจริง งูกับลิง ใครตัวผู้หรือตัวเมียก็ลำบากทั้งคู่ เหอๆ
#561
มากกว่าจีนไปตั้งนานแหละ
#562
ตีได้เลขอะไรล่ะเนี่ยยยยยย
#563
ยังกับยานอวกาศ

กี่หมื่นแรงม้าเนี่ยครับพี่น้องคร้าบบบ
#564
555+

แล้วที่ไปบนดอย แล้วเจอป้ายชื่อผู้ใหญ่บ้านที่ชื่อ "ค่วยจ่อ" อ่ะพี่ ไม่ใส่มาด้วยล่ะ
(เห็นเค้าว่า "ค่วย" ภาษาดอยเค้าแบบว่าผู้ชาย)
#565
การขับรถยนต์ในเวลากลางคืน แน่นอนที่สุดจะต้องทำการเปิดไฟหน้า เหตุผลที่ทำการเปิดไฟหน้ามีต่างๆนาๆ เช่น เพิ่มทัศนะวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน เพื่อความปลอดภัยในรถยนต์ของตนเองให้กับผู้อื่นทราบ และที่สำคัญถูกต้องตามกฎหมายจราจร หากเราขับรถยนต์เพียงลำพังก็จะไม่มีปัญหาอะไรแน่ๆ แต่เป็นไปไม่ได้ที่บนถนนหนทางจะมีรถยนต์เพียงคันเดียว ดังนั้น ต้องมีความปลอดภัยทุกครั้งที่ทำการขับขี่

ไฟหน้าของรถยนต์ที่พบบนถนนทางหลวงมีมากมายหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสี, ความสว่าง, ระดับไฟหน้า และอื่นๆ  ถ้ารถยนต์ทุกคัน ไม่มีการปรับแต่งในเรื่องของไฟหน้า ก็จะไม่มีปัญหาอะไร หมายความว่า รถยนต์ที่ออกมาจากโรงงานอย่างไร ก็ให้ใช้อย่างนั้น เพราะถือว่าเป็นมาตรฐาน และเป็นไปตามกรมขนส่งทางบกกำหนด แต่ถึงกระนั้นก็มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไฟหน้าไม่เหมือนเดิม จริงอยู่การกระทำดังกล่าว ช่วยให้ผู้ขับขี่มีทัศนะวิสัยดีขึ้นอย่างมาก แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผู้ร่วมใช้เส้นทางอย่างมากเช่นเดียวกัน เคยสังเกตไหมครับว่า ขนาดไฟหน้ารถยนต์มิได้ทำอะไรเลย เมื่อมีคนเดินสวนทางกับรถยนต์ที่กำลังวิ่ง จะมีการปิดตาก็เพราะว่าลำแสงของไฟหน้าส่องตานั่นเอง ซึ่งจะทำให้หน้ามืด ฉันใดก็ฉันนั้น หากเป็นรถที่วิ่งสวนทางมาก็คงจะเหมือนกัน ผู้ขับขี่ ส่วนใหญ่ ก็ไม่ชอบกับการที่เจอเหตุการณ์แบบนี้เท่าใดนัก[/color]

หากมีการทำไฟหน้าให้ผิดไปจากเดิม รถที่วิ่งสวนทางมาก็แย่พออยู่แล้วยังมีพวกที่เปิดไฟตัดหมอกหน้า (สปอตไลท์) อีกยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจะทำให้รถที่วิ่งสวนทางเกิดอุบัติเหตุได้ ในกรณีขับรถยนต์สวนทางและมีช่องทางวิ่ง 2 เลน จะเห็นได้ว่าไฟหน้าของรถยนต์ที่วิ่งสวนนั้น ทำให้หน้ามืดทันที การมองเห็นทิศทางด้านหน้าด้อยลง เมื่อใดเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาลองทำตามวิธีนี้ดูแล้วท่านจะพบว่าได้ประโยชน์ มากเลยทีเดียว

เมื่อเราเดินทางบนถนนหลวงในต่างจังหวัดยามค่ำคืน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้กับลำแสงของไฟหน้าของรถยนต์ที่วิ่งสวนทางให้ทำการขับขี่ใน “ช่องทางซ้ายสุด” จะได้ประโยชน์ ดังนี้

   1. เมื่อเราอยู่เลนซ้ายสุดบนถนนหลวง ท่านจะพบว่าได้รับแสงไฟหน้า ของรถยนต์ที่วิ่งสวนทางมาน้อยลง ทำให้มองทางข้างหน้าได้อย่างชัดเจน
   2. รถวิ่งเร็วและต้องการแซงก็ไม่ต้องขอทางจากเราไม่ว่าจะเป็นการบีบแตร หรือ ยกไฟหน้า (ไฟสูง) เพื่อขอทาง เพราะเราอยู่เลนซ้าย
   3. เมื่อ เราขับเลนซ้าย บนถนนหลวงจะมีรถขับตามหลังน้อยลง เพราะจะมีแต่รถวิ่งเร็ว เวลามองกระจกมองหลัง หรือ กระจกมองข้าง ก็ไม่เจอกับลำแสงไฟหน้าบ่อยๆ
   4. หากเราใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับช่องทางที่วิ่งเลนซ้าย ความปลอดภัยจะมีมากยิ่งขึ้น และเจ้าหน้าที่ก็ไม่รบกวน

วิธีการที่แนะนำจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการขับรถ ยนต์บนทางหลวงในต่างจังหวัด หากไม่สามารถวิ่งทางด้านช่องทางซ้ายมือได้ ให้วิ่งเลนกลาง (ช่องทางวิ่งมี 3 เลน) แล้วท่านจะขับรถยนต์อย่างไม่ยากเย็นมากนัก วิธีการนี้ไม่เจาะจง หรือ บังคับกันได้ครับ แล้วแต่ความถนัด แต่สำหรับผู้เขียน เมื่อเดินทางไปต่างจังหวัดยามค่ำคืน จะใช้วิธีการนี้ครับ ถึงแม้ว่ารถยนต์ของผู้เขียนจะมีไฟตัดหมอกหน้าก็ตาม ก็ไม่รบกวนต่อผู้ขับขี่ท่านอื่นอีกด้วยครับ


ข้อมูลจาก : ขับขี่อย่างถูกวิธี มีความสุข
แผนกเทคนิคและฝึกอบรม
บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด (กรุงเทพฯ
)
#566
       มิชลิน เปิดตัวยางรถบรรทุกตระกูลเอนเนอร์จีย์ (Energy Truck Tire) นวัตกรรมใหม่ล่าสุด ชูประหยัดน้ำมันเป็นครั้งแรกในเมืองไทย พร้อมเผยอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และให้ความปลอดภัยสูงสุด



       นายใจเพชร เจวาภัทรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจยางรถบรรทุกและยางนอกทางหลวง กลุ่มสยาม มิชลิน กล่าวว่า "โดยปกติ ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจขนส่งและรถโดยสารกว่าร้อยละ 50 คือค่าน้ำมัน และหากไม่พิจารณาค่าจ้างพนักงานขับรถ ต้นทุนที่รองลงมาคือค่าซ่อมบำรุงและค่ายาง มิชลินจึงคิดค้นและพัฒนายางรถบรรทุกมิชลินตระกูลเอนเนอร์จีย์ ( Energy Truck Tire) ขึ้นมาเพื่อช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ
       
       "เรา นำเสนอยางรถบรรทุกที่ช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 6 (เทียบกับยางมิชลินรุ่นมาตรฐานที่วิ่งบนถนนหลวงและในระยะทางไกล) ในขณะที่คุณสมบัติเรื่องความแข็งแรงทนทาน ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและการเบรกยังคงโดดเด่นเหมือนเดิม"
       
       สำหรับ ยางรถบรรทุกมิชลินตระกูลเอนเนอร์จีย์ที่แนะนำสู่ตลาดในปี 2552 มี 2 รุ่น ได้แก่ MICHELIN XZA 2+ ขนาด 11R 22.5 และ 295/80R 22.5 กำลังจะวางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม 2552 นี้ โดยยางทั้ง 2 รุ่นที่เรานำเสนอสู่ตลาดเป็นรุ่นที่สามารถหล่อดอกยางได้ใหม่จากโครงยางเส้น เดิม (Retreadable Tire)"
       
       นายใจเพชร กล่าวว่า ยางรุ่นที่มีวางจำหน่ายในตลาดแล้ว อีกรุ่นหนึ่งคือ MICHELIN XDA 2+ ขนาด 295/80R 22.5 ซึ่งถูกออกแบบโดยเฉพาะสำหรับเพลาขับ (Drive Axle) คุณสมบัติของยางรถบรรทุกมิชลินตระกูลเอนเนอร์จีย์ได้ถูกทดสอบเป็นขั้นตอนตาม หลักทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนามโดยผู้เชี่ยวชาญ
       
       พบยางรถบรรทุกมิชลินตระกูลเอนเนอร์จีย์ ( Energy Truck Tire) ทั้ง MICHELIN XZA 2+ และ MICHELIN XDA 2+ ได้ที่ศูนย์บริการยางรถบรรทุกมิชลิน (MICHELIN TRUCK SERVICE CENTER: MTSC) ทุกสาขา และร้านผู้แทนจำหน่ายยางรถบรรทุกมิชลินทั่วประเทศ

ที่มา : http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9520000046720
#567
       "อีซูซุ ซูเปอร์ทรัค ซูเปอร์ซีเอ็นจี-เอ็มพีไอ" พร้อมเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่คุ้มค่าเงินสูงสุด ภายใต้แนวคิด "อีซูซุ...คู่คิดมืออาชีพ" เคียงข้างลูกค้าชาวไทยในทุกภาวะเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงการประหยัดเชื้อเพลิง ลดต้นทุน ใส่ใจสิ่งแวดล้อมครองใจผู้บริโภค การันตีความเชื่อมั่นด้านบริการหลังการขายและอะไหล่ที่ได้มาตรฐานโลกตลอด อายุการใช้งาน



       นายฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า "ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ เราได้นำเสนอเทคโนโลยีเครื่องยนต์ CNG-MPI (Compressed Natural Gas) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในประเทศญี่ปุ่น โดยอีซูซุมียอดจำหน่ายรถบรรทุก CNG เป็นอันดับหนึ่งถึงสิบกว่าปีติดต่อกัน นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษา และเก็บข้อมูลการทดลองรถบรรทุกอีซูซุซีเอ็นจี-เอ็มพีไอแท้จากโรงงานตาม ลักษณะการใช้งานในเมืองไทยจนมั่นใจ จึงพร้อมที่จะออกสู่ตลาดในฐานะผู้นำของวงการรถบรรทุกเมืองไทย ด้วย"อีซูซุ ซูเปอร์ทรัค ซูเปอร์ซีเอ็นจี-เอ็มพีไอ" ที่ให้ความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นรถบรรทุกซีเอ็นจี-เอ็มพีไอแท้ทั้งระบบซึ่งได้ทยอยเปิดจำหน่าย ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป"
      
       อีซูซุ ซูเปอร์ทรัค ซูเปอร์ซีเอ็นจี-เอ็มพีไอ รถบรรทุก CNG แท้จากอีซูซุ เปิดตัวพร้อมกันถึง 4 รุ่น พร้อมตอบสนองทุกรูปแบบการขนส่งยุคใหม่ ด้วยรถบรรทุก 6 ล้อขนาดกลางตระกูลเอลฟ์ รุ่น NMR และ NPR รถบรรทุก 6 ล้อขนาดใหญ่ รุ่น FTR และรถหัวลาก 6 ล้อ รุ่น GVR พร้อมเครื่องยนต์ 3 รุ่นได้แก่



       เครื่องยนต์ รุ่น 4HV1 ขนาด 4,570 ซีซี โอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (OHC) ควบคุมการฉีดจ่ายด้วยหัวฉีดอัจฉริยะ MPI ให้กำลังสูงสุด 130 แรงม้า ที่ 3,200 รอบต่อนาที หรือ 96 กิโลวัตต์ ที่ 3,200 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 353 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 รอบต่อนาที หรือ 36 กิโลกรัม-เมตร ที่1,400 รอบต่อนาที (ในรุ่น NMR82H5CK, NPR82H5CK และ NPR82K5CK)
      
       เครื่องยนต์ รุ่น 6HF1-TCN ขนาด 7,790 ซีซี เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ แบบ 6 สูบ โอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (OHC) ควบคุมการฉีดจ่ายด้วยหัวฉีดอัจฉริยะ MPI ให้กำลังสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 2,400 รอบต่อนาที หรือ 162 กิโลวัตต์ ที่ 2,400 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 735 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 รอบต่อนาที หรือ 75 กิโลกรัม-เมตร ที่ 1,400 รอบต่อนาที (ในรุ่น FTR86QCK)
      
       เครื่องยนต์ รุ่น 6HF1-TCS ขนาด 7,790 ซีซี เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ แบบ 6 สูบ โอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (OHC) ควบคุมการฉีดจ่ายด้วยหัวฉีดอัจฉริยะ MPI ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า ที่ 2,200 รอบต่อนาที หรือ 180 กิโลวัตต์ ที่ 2,200 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 883 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 รอบต่อนาที หรือ 90 กิโลกรัม-เมตร ที่ 1,400 รอบต่อนาที (ในรุ่น GVR86JCK)

ที่มา http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9520000043361
#568
            บทเรียนปี 2541 ต้มยำกุ้ง คือประสบการณ์ที่รถใหญ่ทุกยี่ห้อได้รับบทเรียนมาอย่างล้ำค่า เพราะจากการประเมินค่าความเติบโตของการขนส่งและภาวะเศรษฐกิจรวม ทำให้ทุกอย่างที่เตรียมการต้องล้มครืน ซึ่งจากประสบการณ์นั้นทำให้ต้องเตรียมการณ์รับมือล่วงหน้า ไม่เพ้อฝันเกินจริงอีกต่อไป

            ด้วย การรับมือไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้รถใหญ่ทุกยี่ห้อไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกหรือรถโดยสาร ไม่มีการปลดคนงาน เพียงแต่ลดเวลาทำงานเกินเวลา มีการอบรมสอนการใช้และดูแลเครื่องจักรเพิ่ม แถมมีโรงงานบางแห่งต้องเพิ่มคนงานเพราะประกอบเพิ่มเพื่อประกอบส่งออกต่าง ประเทศเพิ่มเสียอีก ถือได้ว่าธุรกิจรถใหญ่แตกต่างสวนกระแสเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

ธนาคารแห่งประเทศไทยช่วย

            แหล่ง ข่าวในวงการรถใหญ่เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดการประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลืออุตสาหกรรม ยานยนต์ โดยในส่วนของรถใหญ่นั้นได้เสนอไป 2 แนวทาง คือการให้บริษัทสินเชื่อทำการลดเงินดาวน์ลงมา เพราะอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ ของราคาทั้งหมดถือได้ว่าแพงเกินไป แต่สำหรับเงินผ่อนนั้น ถือได้ว่าสามารถจ่ายได้ด้วยกำลังความสามารถ

            ส่วน ประเด็นที่สองคือการช่วยผลักดันให้รัฐบาลนำแผนงบประมาณปี 2553 มาใช้ก่อน เพราะหน่วยงานราชการมีแผนการซื้อรถใหญ่มาใช้ในงาน เพราะจะช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมสามารถเดินหน้าได้อย่างคล่องตัว และจะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนมากขึ้นและในปีต่อไปยอดจำหน่ายรถใหญ่ก็จะเพิ่ม ขึ้นด้วย

ฮีโน่เพิ่มงาน

            แหล่งข่าวระดับสูง บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าด้วยแผนที่วางไว้คือในเดือนเมษายน จะทำการประกอบรถใหญ่ทั้ง 6 ล้อ และหัวลากเครื่องยนต์เอ็นจีวีออกมาสู่ตลาด พร้อมทั้งปลายปีจะทำการประกอบเพื่อส่งออกไปยังประเทศอินเดียนั้น ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน เพราะมีงานที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

            โดย เฉพาะที่โรงงานประกอบนั้นยิ่งต้องเพิ่มคนงาน เพราะมีแผนการส่งออกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน ดังนั้นพนักงานก็ต้องได้รับการอบรม มีความชำนาญ สามารถประกอบรถได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า

อีซูซุซุ่มรถเอ็นจีวี

            แหล่ง ข่าวในวงการรถใหญ่เปิดเผยว่า ด้วยการที่ค่ายอีซูซุได้เคยนำรถบรรทุก 6 ล้อ จำนวน 3 คัน จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาทดสอบวิ่งในประเทศไทยในสมัยที่ราคาน้ำมันดีเซลแพง ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเมื่อทางอีซูซุทำการประกอบออกมาจำหน่ายจริง จะได้ไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด

            แต่ ก็มีกระแสข่าวออกมาว่า ทางอีซูซุจะยังระงับแผนการจำหน่ายรถใหญ่เครื่องยนต์เอ็นจีวีเอาไว้ก่อน สาเหตุก็เพราะทางปตท. ยังมีปั๊มเอ็นจีวีเปิดให้บริการไม่พอเพียง ประกอบกับด้านการขนส่งทางไกลไม่สามารถที่จะใช้รถใหญ่เครื่องยนต์เอ็นจีวีได้ เพราะกำลังแรงม้ามีแรงไม่พอ

            แต่ แล้วก็มีกลุ่มลูกค้าของอีซูซุเปิดเผยว่า ทางอีซูซุจะทำการประกอบรถใหญ่ 6 ล้อ รุ่นเอลฟ์ และรถ 10 ล้อ ประมาณ 240 แรงม้า เครื่องยนต์เอ็นจีวีออกมาสู่ตลาด ซึ่งถือได้ว่าสร้างความต้องการให้กับตลาดเป็นอย่างมาก เพราะในด้านคุณภาพของอีซูซุเป็นที่ยอมรับมาก

มิตซูบิชิเตรียมเปิดตัวใหม่

            ทางด้าน บริษัท มิตซูบิชิ ฟูโซ่ทรัค (ประเทศไทย) จำกัด ก็ ได้เตรียมแผนการที่จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ 2 รุ่นคือรถ 6 ล้อ รุ่นแคนเตอร์ เครื่องยนต์ยูโร 3 และรถใหญ่ 10 ล้อ เครื่องยนต์ยูโร 3 เหมือนกัน โดยคาดว่ากำหนดเปิดตัวคงจะเป็นกลางปีนี้อย่างแน่นอน

            โดย กำหนดการเปิดตัวเครื่องยนต์ยูโร 3 นี้ต้องทำการเลื่อนมาตลอด เนื่องจากทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ดูแลอยู่ได้ทำการเลื่อน มาตลอด ส่งผลให้ทางมิตซูบิชิ ฟูโซ่ต้องวางแผนการตลาดแบบสับสนมาตลอด ต้องใช้การพิจารณาของบริษัทมาตัดสินแทน

สแกนเนียทุ่มงบตั้งสนง.

            คุณวิชัย จิราธิยุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถบรรทุกหัวลากและรถบัสขนาดใหญ่ยี่ห้อ "สแกนเนีย" (SCANIA) เปิดเผยว่า ปี 2552 ถือเป็นปีที่ท้าทายของสแกนเนียในประเทศไทย แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก แต่สแกนเนียยังตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง หลังจากปีที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นประมาณ 5% หรือมียอดขายรวมทั้งหมดกว่า 260 คัน     

             ปีนี้สแกนเนียตั้งเป้าการขายไว้ที่ประมาณ 300 คัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10-15% โดยแบ่งเป็นรถหัวลากและรถบรรทุก 180 คัน และรถบัส 120 คัน ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อย่างรถบรรทุกและหัวลากที่ใช้งานในเหมือง หรือรถขนส่งวัตถุอันตราย ที่ต้องการรถที่สมรรถนะและประสิทธิภาพสูง กลุ่มนี้เราจึงตั้งเป้าไว้ถึง 180 คัน จากปีที่ผ่านมาทำได้ 135 คัน ขณะที่รถบัสขนาดใหญ่คงได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ลดเป้าหมายลงเหลือ 120 คัน จากปีที่แล้วทำได้ 135 คัน     

            สแกนเนียยังคงให้ความสำคัญกับการบริการ และเพิ่มความพร้อมด้านการจัดหาอะไหล่ โดยจัดโปรแกรมด้าน R&M และ M-Content ที่เหมาะสมกับสำหรับลูกค้าในแต่ละราย และได้เพิ่มบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า รวมทั้งได้พัฒนาศูนย์บริการมาตรฐานถึง 6 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ หาดใหญ่ สุราษฏร์ธานี สระบุรี ชลบุรี และกำแพงเพชร     

            ล่าสุดได้ตั้งและเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ รวมมูลค่าลงทุน 240 ล้านบาท ซึ่งเป็นสำนักงานที่งานงานขายรถทุกประเภทของสแกนเนีย อะไหล่ และศูนย์บริการซ่อมและบำรุงรักษารถครบวงจร พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น เครื่องทดสอบระบบเบรกรองรับได้ทุกยี่ห้อ เครื่องช่วยในการปรับตั้งศูนย์ล้อ และเครื่องมือพิเศษเฉพาะของสแกนเนีย โดยตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.19 มีพื้นที่มากถึง 16 ไร่ และจะมีการลงทุนคอนเทนเนอร์บริการหลังการขายให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค มูลค่าลงทุนประมาณ 1 ล้านบาท ต่อแห่ง และคาดว่าไตรมาสแรกปีนี้จะเปิดแห่งแรกได้ที่ภาคเหนือ   

วอลโว่เพิ่มทุนขยายเป้า

            รายงานข่าวจาก บริษัท วอลโว่ ทรัคแอนด์บัส (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้แทนจำหน่ายรถใหญ่ยี่ห้อวอลโว่  ในเครือ เอบี วอลโว่ ประเทศสวีเดน เปิดเผยว่า  ทาง เอบี วอลโว่ ได้ขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบริษัท โดยการลงทุนใหม่นี้เน้นไปที่การปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ การติดตั้งเทคโนโลยีใหม่เพื่อการผลิตรถบรรทุกและห้องโดยสารรวมถึงการยกระดับ ของเทคโนโลยีของโรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ การผลิตในอนาคต ซึ่งจะช่วยรองรับการขยายตัวของตลาดแถบเอเชีย ซึ่งประเทศไทยเป็นฐานการผลิตส่งออก

            สำหรับ โรงงานประกอบรถยนต์ไทย- สวีดิช  หรือทีเอสเอ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1.1 แสนตารางเมตร หรือ 60 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด กม.25 ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบอุตสาหกรรมระดับโลกของวอลโว่ ทรัค  ซึ่ง เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกลยุทธ์ในการผลิตของวอลโว่ ทรัค โดยมีกำลังการผลิตเท่ากับความสามารถในการผลิตยานพาหนะจำนวน 5000 คัน ต่อการทำงานหนึ่งกะ โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขึ้นตอนการวางแผนทางวิศวกรรมต่างๆ เพื่อรองรับการผลิตที่จะเริ่มต้นในปีหน้า

            ทั้งนี้การลงทุนเป็นเรื่อง สำคัญสำหรับวอลโว่  ซึ่ง รวมถึงการเตรียมการอย่างละเอียดเพื่อเพิ่มทักษะความสามารถของแรงงานไทยด้วย โดยแผนนี้จะส่งผลทางด้านบวก ทั้งในแง่ของการเพิ่มขีดความสามา

รถโดยสารโต

            ด้วย ปีนี้ถือเป็นปีของรถโดยสารขนานแท้ เพราะทั้งรถขสมก. จะเพิ่มรถโดยสารใหม่จำนวน 4,000 คันและรถบขส. ก็จะเปลี่ยนล็อตแรกกว่า 400 คัน ซึ่งเป็นรถโดยสารเครื่องยนต์เอ็นจีวีทั้งหมด ส่งผลให้รถโดยสารทุกยี่ห้อต่างมุ่งหวังที่จะเป็นลูกค้ารายใหญ่

            ทั้งหมดนี้จึงพอจะมองเห็นและสรุปได้คร่าวๆ ว่า ตลาดรถใหญ่ถือได้ว่าสวนเศรษฐกิจทรุด ไม่เป็นไปตามครรลอง ยังมีลู่ทางที่สดใส มุ่งเจาะไปในตลาดที่ต้องการและยังเปิดไม่มาก เพียงแต่ต้องฉวยจังหวะและโอกาสเท่านั้น

ที่มา : นสพ.BUS&TRUCK ฉบับที่ 121 ปักษ์แรก มีนาคม 2552
#569
            จากวิกฤตการณ์น้ำมันดีเซล ที่มีความผันแปรในตลาดค่อนข้างสูงพอสมควรในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการรถเพื่อการพาณิชย์ส่วนใหญ่ต้องประสบปัญหาเรื่องต้น ทุน ในขณะเดียวกันพลังงานทางเลือกกลับมีบทบาทค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่เรียกว่า NGV หรือชื่อเรียกระดับสากลว่า CNG ที่ทางภาครัฐฯให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องในภาคของการขนส่ง

            แต่ปัจจุบันมีพลังงานอีกชนิดที่ต้องจับตา คือ LNG ซึ่ง เป็นเชื้อเพลิงอีกชนิดที่มีความเหมาะสมในภาคการขนส่ง เพื่อเป็นการแก้ปัญญาวิกฤตการณ์น้ำมันที่กำลังจะหมดจากโลกในไม่เกิน 50 ปีข้างหน้า โดยที่ผ่านมาทีมงาน BUS & TRUCKได้ มีโอกาสเข้าร่วมงานของ สมาคมขนส่งทางบก ที่จังหวัดนครสวรรค์ ต้องถึงกับทึ่งเป็นอย่างมาก เมื่อพบกับรถหัวลากที่ได้รับการติดตั้งระบบเชื้อเพลิง LNG พลังงาน แห่งอนาคตตัวหนึ่งที่ไม่อาจพบเห็นได้มากนักในประเทศของเรา เท่าที่ทราบมามีเพียง 10 คันเท่านั้นในประเทศ และทั้งหมดเป็นรถของค่ายดัง นิสสัน ยูดี ล้วนๆ

            จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ได้ใจความว่า ปัจจุบันได้มีผู้ประกอบการบางรายร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน "ปตท.จำกัด (มหาชน)" ทำการศึกษาวิจัยถึงความเหมาะสมของการใช้ LNGในภาคการขนส่ง โดยรถที่ได้ทำการทดลองติดตั้งระบบเชื้อเพลิง LNG กับรถ NISSAN DIESELรุ่น CWM 454 HTNA 320 แรง ม้าที่ 2,100 รอบ/นาที เครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะ 6 สูบ แถวเรียง เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ไดเร็คอินเจกชัน ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีการวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์หนึ่งที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีสำหรับการนำไปติด ตั้งระบบ NGV ในช่วงที่ผ่านมา

ทำความรู้จักกับ LNG พลังงานแห่งอนาคตภาคขนส่ง 
            ก๊าซธรรมชาติเหลว( Liquefied Natural Gas )หรือ LNG คือก๊าซธรรมชาติที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็น ก๊าซมีเทน (Methane) และถูกทำให้เย็นโดยการลดอุณหภูมิจนถึง -160 องศาเซลเซียสในภาวะความดันปกติจนควบแน่นกลายเป็นของเหลวซึ่งจะทำให้ปริมาตรลดลงถึง 600 เท่า เป็นสารที่ไม่มีพิษ ปราศจากสีและกลิ่น และไม่มีการกัดกร่อน ซึ่งเมื่อทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง -107 องศาเซลเซียสก็จะระเหยกลายเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งเบากว่าอากาศ จะต่างกับ ก๊าซหุงต้ม หรือ LPG (Liquefied Petroleum Gas) ซึ่งหนักกว่าอากาศ แต่จะคล้ายกับ CNG เพราะมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ


LPG
NGV/CNG
LNG
ส่วนประกอบหลัก
โพรเพน,บิวเทน
มีเทน
มีเทน
สถานะในถังบรรจุ
ของเหลว
ที่ความดัน 7 บาร์
อุณหภูมิบรรยากาศ
ก๊าซ
ที่ความดัน 200 บาร์
อุณหภูมิบรรยากาศ
ของเหลวที่ความ
ดัน 10 บาร์
อุณหภูมิ -145 C
ชนิดของถังบรรจุ
ถังความดันต่ำ
ถังความดันสูง
ถังฉนวน 2 ชั้น
ความดันต่ำ
สถานะที่ความดัน
บรรยากาศ
ก๊าซ
ก๊าซ
ก๊าซ
ช่วงการติดไฟ
(%โดยปริมาตร)
2-9.5%
5-15%
5-15%
อุณหภูมิที่ติดไฟเอง
481 C
650 C
650 C
ค่าความร้อน
26,595 Btu/L
35,947 Btu/Kg
51,000 Btu/Kg

ความปลอดภัย
            เนื่องจากว่าถัง CNG บรรจุในสถานะก๊าซมีความดัน 200 บาร์ที่อุณหภูมิบรรยากาศ ซึ่งจะเห็นว่ามีแรงดันสูง ส่วนถัง LNG บรรจุในสถานะของเหลวที่ความดัน 10 บาร์ อุณหภูมิ -145 องศาเซลเซียส ถังฉนวน 2 ชั้น ความดันต่ำ จึงแสดงให้เห็นว่า LNG มีความปลอดภัยสูงกว่า CNG อย่างชัดเจน

            แต่ เรื่องของการใช้พลังงานชนิดนี้ในอนาคตนั้นคงต้องรอดูกันต่อไปว่าทางภาครัฐฯ จะให้การสนับสนุนเชื้อเพลิงชนิดนี้หรือไม่อย่างไร แต่ที่เห็นในตอนนี้คือการเร่งส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ทั้งภาคการขนส่งและผู้ใช้ทั่วไปเป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อแก้ภาวการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

ที่มา : นสพ.BUS&TRUCK ฉบับที่ 120 ปักษ์หลัง กุมภาพันธ์ 2552
#570
            ทาทา ปิกอัพเอ็นจีวีฉีกกฎ สร้างตลาดลบภาพ 3 ไม่ ที่กลุ่มขนส่งต้องเจอมา ด้านลูกค้ายังเจาะได้อีกเพียบเพราะตลาดเปิด

            คุณอภิเชษฐ์ สีตกลิน ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ทาทา มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
เปิดเผย BUS&TRUCK ว่าสำหรับตลาดหลักที่เน้นมากในขณะนี้คือรถปิกอัพเครื่องยนต์เอ็นจีวี 2.1 ลิตร 115 แรงม้าแบบตอนเดียวและแบบแค็ปที่ใช้ขนส่งสินค้า

            "ทา ทาคือรถที่ฉีกกฎ ภาพเดิมที่กลุ่มขนส่งเจอในการดัดแปลงเครื่องยนต์มาคือ 3 ไม่ ไม่ว่าจะเป็นไม่แรง ไม่ประหยัดและไม่ทน รถปิกอัพทาทาจะปฏิวัติไม่เป็นแบบนั้นเลย ทุกอย่างออกมาจากโรงงาน ยิ่งราคาน้ำมันแพงเท่าไหร่ ก็จะช่วยประหยัดได้เท่านั้น"

            สำหรับ นโยบายการขายที่เน้นอยู่ในขณะนี้ก็การตรงไปหากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เมื่อได้รับจองหนึ่งคันเพื่อทำการทดสอบวิ่งก่อน ต่อมาก็สั่งเพิ่มอีกเพราะให้การประหยัดมากที่สุด โดยไม่ต้องเสียเวลาไปปรับเครื่องยนต์ใหม่แต่อย่างใดอีก

            คุณ อภิเชษฐ์เปิดเผยต่อว่า กลุ่มเป้าหมายนอกจากจะเป็นกลุ่มขนส่งแล้ว ก็ยังมีกลุ่มบริการ กลุ่มธุรการและกลุ่มสองแถวด้วย เรียกได้ว่ายังมีกลุ่มเป้าหมายรายเล็กที่มองไม่เห็นอีก ทางทาทาจึงต้องเจาะให้ได้ทั้งหมดทั่วประเทศ

            สำหรับ รถปิกอัพทาทา มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบเครื่องยนต์ คือแบบดีเซล สามารถวิ่งนอกเส้นทางได้ตลอดเวลาเพราะมีปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ และแบบเอ็นจีวีที่ต้องวิ่งประจำทาง เนื่องจากปั๊มเอ็นจีวียังมีจำนวนน้อย ต้องรอให้ปตท. สร้างให้มีจำนวนมากก่อน

ที่มา : นสพ.BUS&TRUCK ฉบับที่ 120 ปักษ์หลัง กุมภาพันธ์ 2552