• Welcome to เว็บบอร์ด ประกาศ ขายรถบรรทุก ซื้อรถบรรทุก แลกเปลี่ยนรถบรรทุก ที่นี่ฟรี!.
 

ข่าว:



    ยินดีต้อนรับสู่เว็บรถบรรทุก แหล่งรวมประกาศเช่า-ซื้อ-ขายรถบรรทุก เครื่องจักรกลหนัก เครื่องกลการเกษตร อุปกรณ์และอะไหล่ บริการขนส่ง ฯลฯ
    ถ้าพี่น้องติดต่อเข้ามาทาง contact form กรุณากรอกอีเมล์ที่สามารถติดต่อได้ด้วยนะครับ

Main Menu
Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - Danny

#601
สิงห์รถบรรทุก / HINO SERIES 5 FG8J มาตรฐานยูโร 3
29 มกราคม 2009, 11:50:56 หลังเที่ยง
HINO SERIES 5 FG8J มาตรฐานยูโร3

จากความสำเร็จที่ผ่านมากับ SERIES 3 คราวนี้ส่ง SERIES 5 มาตอกย้ำความสำเร็จ กับความหล่อเหลาที่เป็นแบบฉบับ ติดตั้งเครื่องยนต์ระดับยูโร3 รุ่น ฮีโน่ JO8E-UE ดีเซล 4 จังหวะ 6 สูบ 212 แรงม้า ที่ 2,500 รอบ/นาที เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ มีระบบการจ่ายน้ำมันแบบคอมมอนเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ไดเร็กอินเจ็คชั่น เบรกระบบไฮโดรลิค ประกอบด้วยด้ามเบรกแบบตัวนำคู่กระทำทุกล้อ ควบคุมด้วยลมดันไฮโดรลิค 2 วงจรอิสระ

รายละเอียดเพิ่มเติม : บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลล์(ประเทศไทย) จำกัด

โทรศัพท์ 02-900-5000 www.hinothailand.com
#602
SCANIA P380 LA6x2MHZ จ่ายน้ำมันด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

หัวลากสัญชาติสวีเดนคราวนี้มากับเครื่องยนต์ สแกนเนีย DC12 17 (ยูโร3) 6สูบแถวเรียง เทอร์โบชาร์จ อินเตอร์คูลเลอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ ควบคุมการจ่ายน้ำมันด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ "Unit injector" แรงม้าสุทธิ 380 แรงม้า ที่ 1,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 1,900 นิวตันเมตร ที่ 1,100-1,300 รอบ/นาที ถังน้ำมันอลูมิเนียม 350 ลิตร น้ำหนักลากจูงสูงสุด 65,000 กก.

รายละเอียดเพิ่มเติม: บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด โทรศัพท์.02-515-9600
#603
CAMC MODEL 6 CTL 280-2

ความหล่อของหัวลากระดับอินเตอร์ น่าสนใจที่เป็นเครื่องยนต์ CNG ที่ติดตั้งมาจากโรงงานถือสัญชาติจีน แต่หัวใจอเมริกา ความยาวสุดตัวรถ 6,750 มม.ความกว้างสุดตัวรถด้านหน้า 2,495 มม.ความสูง 2,965 มม. น้ำหนักรวมน้ำหนักบรรทุก 25,000 กก. เครื่องยนต์ Cummins Westport ผลิตจากอเมริกาเป็นแบบ CNG 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ สูบเรียง 24 วาล์ว เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ ปริมาณกระบอกสูบ 9 ลิตร กำลังสูงสุด 280 แรงม้า ที่ 2,200 ต่อนาที แรงบิดสูงสุด 1,100 นิวตัน –เมตร ที่ 1,400 รอบต่อนาที ความจุถังก๊าซ 140 ลิตร 6 ใบ รวม 840 ลิตร ระบบเบรกวงจรคู่ พร้อมระบบ ABS

รายละเอียดเพิ่มเติม: บริษัท ซีเอเอ็มซี (ประเทศไทย) จำกัด โทรศัพท์.02-6139840
#604
Scania P 420 LA6x2MNA

หัวลากแบรนด์แข็งชื่อก้องโลกคราวนี้มากับเครื่องยนต์ DC12 06 (ยูโร3) 6 สูบแถวเรียง เทอร์โบชาร์จ อินเตอร์คูลเลอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ ควบคุมการจ่ายน้ำมันด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ "Unit injector" 420 แรงม้า ที่ 1,900 รอบ/นาที ระบบการขับเคลื่อนแบบ 6x2 ขับเคลื่อนด้วยเพลาหลัง 1 เพลา น้ำหนักรถ 7,520 กก. น้ำหนักการลากจูงสูงสุด 65,000 กก. ระบบเบรกลมล้วน 3 วงจรแยกอิสระ สำหรับ ล้อหน้า,ล้อหลังและเบรกจอด แบบดิสก์ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า "EBS"พร้อมระบบช่วยเบรก ABS หัวเก๋ง CP14 หัวเก๋งนิรภัยแบบสั้น น้ำหนักเบา ถังน้ำมันอลูมิเนียม 300 ลิตร พร้อมฝาถังแบบล็อกกุญแจ ความยาวตัวรถ 6,696 มม.

รายละเอียดเพิ่มเติม: บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด โทรศัพท์ 02-515-9600
#605
สิงห์รถบรรทุก / HINO GY2P 12 ล้อ พรีเมียม
29 มกราคม 2009, 11:27:30 หลังเที่ยง

            เปิดปีด้วยความสวยงามในแบบฉบับของความบึกบึนกับ "ฮีโน่" ซีรี่ส์ 5 รุ่น GY2P 12 ล้อ พรีเมียม คอมมอนเรล ใหม่จากโรงงานประกอบโดยตรงเป็นเจ้าแรกของประเทศไทย ออกมาสู่ตลาดเพื่อสร้างกำไรสูงสุดให้กับลูกค้า

            ฮีโน่ ซีรี่ส์ 5 รุ่น GY2P 12 ล้อ ใหม่ ออกแบบมาให้เฟรมแชสซีมีขนาดใหญ่ ยาว หนา ขึ้นรูปชิ้นเดียว แข็งแกร่ง ทนทานต่อแรงกด แรงบิด แรงดึงได้อย่างดีเยี่ยม สามารถต่อตัวถังได้ยาวสูงสุดถึง 7.5 เมตร มีน้ำหนักบรรทุกรวมสุทธิ (GVW) 30 ตัน และยังสามารถใช้ลากรถพ่วง 3 เพลา ซึ่งมีน้ำหนักบรรทุกรวมสุทธิ (GCW) 55 ตัน พร้อมอินเตอร์ ดิฟล๊อกให้พลังการฉุดทุกล้อเท่ากัน ยามวิ่งบนถนนลื่น หรือขรุขระ และติดตั้งไส้กรองน้ำมันเฟืองท้าย เพื่อยืดอายุน้ำมันหล่อลื่น ลดความเสียหายจากการสึกหรอ และลดค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง

ดีไซน์ภายนอก
เหนือ กว่ารถระดับเดียวกัน ด้วยรูปลักษณ์ที่ล้ำสมัย ผสานความแข็งแกร่ง และปลอดภัยในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงสร้างหัวเก๋งแบบนิรภัย EGIS Cab พร้อมคานเหล็กนิรภัยข้างประตู ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ชุดไฟหน้า พร้อมไฟตัดหมอกแบบฮาโลเจนในชุดเดียวกันติดตั้งที่กันชนหน้า ชุดไฟเลี้ยวขนาดใหญ่รูปทรง Triangle โดดเด่น ล้ำสมัย ง่ายต่อการมองเห็น เพิ่มความปลอดภัยในทุกการขับขี่

ดีไซน์ภายใน
สวย ล้ำในทุกรายละเอียด เพิ่มความสะดวกสบายในทุกมิติ ด้วยพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง สะท้อนให้เห็นถึงความลงตัวในทุกอรรถประโยชน์การใช้สอย คอนโซลหน้าใหม่ สีเมทัลลิกแบบสปอร์ต ออกแบบให้ปุ่มควบคุมต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานง่าย พร้อมติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อความสะดวกสบายมากมาย เพื่อความผ่อนคลายในทุกการขับขี่แม้ต้องเดินทางไกล ให้คุณเพลิดเพลินอย่างมีระดับในทุกการเดินทางเบาะที่นั่งคนขับระบบรองรับ น้ำหนักแบบถุงลม (Air Suspension Seat) ปรับระดับความสูง-ต่ำอัตโนมัติ

เครื่องยนต์ รุ่น P11C-UV 380 แรงม้า
ความจุกระบอกสูบ 10,520 ซี ซี สุดยอดสมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน มลพิษต่ำ ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต พรีเมียม คอมมอนเรล ไดเร็คอินเจคชั่น เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ มาตรฐานยูโร 3 ที่ให้แรงม้า และแรงบิดมหาศาล ให้กำลังฉุดลากเป็นเยี่ยม เร่งแซงทันใจ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่องานบรรทุกที่เหนือกว่า ทนทานเป็นเยี่ยม แต่ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือกทั้งแบบโหมด Power หรือ Eco Run สำหรับช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างประหยัดสูงสุด

พบกับ ฮีโน่ ซีรี่ส์ 5 รุ่น GY2P ได้แล้วที่โชว์รูมฮีโน่ทั่วประเทศ













ที่มา : นสพ.BUS&TRUCK ฉบับที่ 117 ปักษ์แรก มกราคม 2552
#606
สิงห์รถบรรทุก / รวบยอดหัวลากญี่ปุ่น
29 มกราคม 2009, 11:20:39 หลังเที่ยง
ฮีโน่ FM2P

            ฮีโน่ ก้าวสู่ความเป็นผู้นำรถบรรทุก ด้วยการเปิดตัวรถบรรทุกมาตรฐานยูโร 3 หัวลาก FM2P หัวลาก 10 ล้อ ขับเคลื่อน 2 เพลา รุ่น FM2PKLA ยกระดับสู่ความเป็นสุดยอดรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์

เครื่องยนต์ฮีโน่ รุ่น P11C-UV ดีเซล 4 จังหวะ 6 สูบ เรียงตั้งแนวตรง โอเวอร์เฮดวาล์วระบายความร้อนด้วยน้ำ เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ แรงม้าสูงสุดที่ 380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) เมื่อเครื่องยนต์หมุน 2,100 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 1,275 นิวตันเมตร (130 กิโลกรัมเมตร) เมื่อเครื่องยนต์หมุน 1,500 รอบต่อนาที

ระบบการจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอลเรล ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบการเผาไหม้แบบไดเร็คอินเจ็คชั่น มาตรฐานยูโร 3 ที่ให้แรงม้า และแรงบิดมหาศาล ให้กำลังฉุดลากเป็นเยี่ยม เร่งแซงทันใจ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความจุกระบอกสูบที่ 10,520 ซีซี สุดยอดสมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน มลพิษต่ำ ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต

อัตราส่วนอัดที่ 16.0 คลัตช์แบบแห้งแผ่นเดียว ควบคุมด้วยไฮดรอลิก มีลมดันช่วย เกียร์ ZF รุ่น 9S1310TO อัตราทดเกียร์ 9.479 ~ 0.752 แบบ Over drive แข็ง แกร่ง ทนทาน ช่วยให้การส่งถ่ายพละกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังเพลา และล้อได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ช่วยผ่อนแรงขณะเข้าเกียร์ และเหยียบคลัตช์ เพิ่มความสะดวกสบายให้คนขับ

เพลาหลังแบบขับเคลื่อน 2 เพลาคู่ พร้อมระบบอินเตอร์ดิฟล็อก ลอยตัวทั้งหมด เฟืองทดเดี่ยว ไฮปอยเกียร์ รับน้ำหนักที่ 21,000 กิโลกรัม เพลาหน้าแบบคานเห็ลกรูปตัว I โค้ง รับน้ำหนักที่ 6,500 กิโลกรัม

ระบบเบรกแบบระบบไฮดรอลิก ประกอบด้วยก้ามเบรกแบบตัวนำและตัวตามกระทำทุกล้อ ควบคุมด้วยลมดันไฮดรอลิก 2 วงจรอิสระ

ความ ปลอดภัยของเบรก เริ่มจากเบรกไอเสียทำงานด้วยลมดัน ควบคุมด้วยไฟฟ้า เบรกมือแบบกลไกแบ่งตัวเบรก กระทำที่เพลากลาง ระบบพวงมาลัยแบบลูกปืนหมุนเวียน มีระบบไฮดรอลิกช่วยผ่อนแรง อัตราทดที่ 20.2

คานแชสซีส์เหล็กรูปขั้นบันได "]" หัวเก๋งเป็นเหล็กขึ้นรูปเชื่อมประสาน ใช้กระจกนิรภัย 2 ชั้น "Laminated"

ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแหนบและโช้คอัพ หลังเป็นแหนบและแขนรับแรงบิด ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เด็นโซ่ (ติดตั้งมาตรฐานจากโรงงาน)

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

โทร : 0-2900-5260


อีซูซุ เดก้า ซูเปอร์ทรัค

            อีซูซุ สร้างปรากฎการณ์ความยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดตัว "อีซูซุ เดคก้าแทรกเตอร์  รุ่น GXZ  รถหัวลาก 10 ล้อ 360 แรงม้า  "พลังใหม่  กำไรยิ่งกว่าเดิม" ยอดรถบรรทุกขนาดใหญ่อันดับ 1  ของไทย

            ด้วยมาตรฐานใหม่หมดในทุกรายละเอียด  ขุมพลังใหม่ที่เพิ่มแรงม้า  เพิ่มการประหยัดน้ำมัน  และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานยูโร 3

สุดยอดดีไซน์ของหัวเก๋งใหม่ ใหญ่ขึ้น  ดีไซน์แบบ Advanced Cubical Form ผสานความสง่างาม แข็งแกร่ง บึกบึน

ชุดไฟหน้าแบบ MULTI-REFLECTOR ส่องสว่าง ให้แสงสว่างกว้างไกล เห็นได้ชัดเจนยามค่ำคืน หัวเก๋งเปิดปิดง่ายสะดวกสบายด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบล็อกหัวเก๋ง 2 จุด DOUBLE LOCK พร้อมสัญญาณเตือนเพิ่มความปลอดภัย

ห้องโดยสารออกแบบใหม่หมด ดีไซน์แบบ PROFESSIONAL CAB ต้น แบบของรถบรรทุกในศตวรรษใหม่ สวยทันสมัย ขยายทุกมิติให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มพื้นที่ ดีไซน์ปุ่มควบคุมต่างๆ ให้อยู่ในตำแหน่งใช้งานสะดวก พร้อมติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อความสะดวกสบาย เพิ่มความผ่อนคลายในการขับขี่ เพื่อนักขับมืออาชีพอย่างแท้จริง

ด้วย ความเป็นผู้นำดีเซลระดับโลกที่ผู้ใช้รถให้การยอมรับ อีซูซุได้พัฒนาเครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลมัลติวาล์ว เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์  รุ่น 6UZ1-TCC  360 แรงม้า VGS Turbo ให้แรงบิดสูงสุดถึง 1,422 นิวตัน-เมตร  ที่ รอบต่ำเพียง 1,400 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิมถึง 7.2% ล่าสุดสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่ช่วยเพิ่มแรงม้า ผนวกความประหยัดน้ำมันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอีซูซุ

ด้วยสุดยอดระบบเกียร์สมบูรณ์แบบ ZF  เกียร์ สำหรับรถบรรทุกจากประเทศเยอรมนีที่ขายดีที่สุดในโลก พร้อมเฟืองท้ายขนาดใหญ่ ที่ให้อัตราทดเกียร์สูงในทุกอัตราเร่ง เพิ่มกำลังฉุดลากมหาศาล อัตราเร่งต่อเนื่องกำลังไม่ตก

อีซูซุพัฒนาระบบความปลอดภัยป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ (Active Safety) และระบบความปลอดภัยปกป้องขณะเกิดอุบัติเหตุ (Passive Safety) ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วย ระบบเบรกแบบลมล้วน Full Air Brake พร้อมหม้อลมเบรกแบบ Taper Roller Type ติดตั้ง Air Dryer เป็น อุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถบรรทุกอีซูซุขนาดใหญ่ทุกรุ่น ซึ่งจะช่วยดูดซับความชื้นออกจากลมเบรกอัตโนมัติ เพิ่มความสะดวกและยืดอายุการใช้งานของระบบเบรก จึงให้ความสะดวกปลอดภัยสูงสุด

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

โทร : 0-2966-2111


นิสสัน ยูดี

นิสสัน ยูดี รถหัวลากจากตระกูลนิสสัน สิบล้อ 2 เพลาขนาดใหญ่ รุ่น CWM454HTNA 350 แรงม้า ทนทาน แกร่งทุกสภาพการใช้งาน ให้สมรรถนะที่เหนือความคาดหมาย เหมาะกับงานหนักทุกประเภท

ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 350 แรงม้า PF6TB-22 เครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะ 6 บ แถวเรียง เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ไดเร็คอินเจ็คชั่น ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบที่ 12,503 ซีซี

แรง ม้าสูงสุดที่ 350 แรงม้าที่ 2,100 รอบต่อนาที 253 กิโลวัตต์ ที่ 2,100 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 กิโลกรัม-เมตร ที่ 1,200 รอบต่อนาที หรือ 1,460 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200 รอบต่อนาที

ความเร็วรอบสูงสุดที่ 2,300 รอบต่อนาที อัตราส่วนกำลังอัดที่ 16.5 : 1 กัฟเวอร์เนอร์ชนิด RED III ควบ คุมด้วยไฟฟ้า ระบบหล่อลื่นแบบสร้างแรงดันด้วยเฟืองปั๊ม ระบบบังคับเลี้ยวแบบลูกปืนหมุนวน พร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรง ประระดับสูงต่ำและเอนได้ เฟืองท้ายแบบไฮปอยด์ทดเดี่ยว คลัตช์ควบคุมด้วยไฮดรอลิกพร้อมหม้อลมดันช่วย

ระบบเกียร์ของนิสสัน MTS73D 7 เกียร์เดินหน้า 1 เกียร์ถอยหลัง ความเร็วสูงสุดที่ 114 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วงเลี้ยวแคบสุดที่ 7.4 เมตร

น้ำหนักของตัวรถอยู่ที่ 7,670 กิโลกรัม น้ำหนักลงหน้า 3,880 กิโลกรัม ลงท้ายที่ 3,790 กิโลกรัม

เฟรมแชสซีส์เป็นแบบเหล็กรูปตัว [ แบบขั้นบนได ขนาด 300 X 90 X 8 มิลลิเมตร เสริมใน 284 X 75 X 32 มิลลิเมตร

เพลา หน้าแบบรีเวอร์ส เอลเลียต ไอ-บีม รับน้ำหนัก 6,500 กิโลกรัม เพลาหลังแบบเบนโจเพลาลอย แทนดัมขับเคลื่อน 2 เพลาคู่ พร้อมดิฟล็อก รับน้ำหนัก 26,000 กิโลกรัม ระบบกันสะเทือนหน้าหลังเป็นแหนบหงายกึ่งวงรี พร้อมโช้คอัพ 2 จังหวะ หลังเป็นเพลาหาม แหนบสปริง พร้อมคันดึง 6 ชุด

ระบบเบรกแบบลมสมบูรณ์ พร้อมวงจรนิรภัยชนิดลม ควบคุมการทำงานสปริงเบรก ทำงานโดยวาล์ว ส่วนเบรกมือบังคับที่เพลาหลัง

หัว เก๋งเป็นเหล็กขึ้นรูปเชื่อมประสาน ยกกระดกได้ กระจังหน้าสามารถเปิดได้โดยล็อกภายใน กระจกหน้าแบบนิรภัยหลายชั้น กระจกข้างขนาดใหญ่ พร้อมกระจกส่องกันชน พร้อมกับไฟสัญญาณเตือนต่างๆ ครบครัน

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ บริษัท นิสสันดีเซล (ประเทศไทย) จำกัด

โทร : 0-2567-2888


ฟูโซ่ FV5138

ฟูโซ่ เปิดตัวหัวลาก FV5138 ที่มาพร้อมความสะดวกสบาย ความประหยัด และความปลอดภัย ถือเป็นครั้งสำคัญที่มีการเพิ่มผลิตภัณฑ์เข้าไปในสายการผลิตของมิตซูบิชิ ฟูโซ่ ในประเทศไทย

ด้วยเครื่องยนต์แรงม้าสูงถึง 380 แรงม้า เหมาะสำหรับงานบรรทุกหนัก แบบ 6 x 4 ที่สามารถรองรับได้สูงสุดถึง (GCW) 50.5 ตัน มีความสามารถลากจูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบทั้งภายในและภายนอกและภายในได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อสมรรถนะในเรื่องความปลอดภัยพร้อมคุณสมบัติอื่นๆ ที่รวมสมรรถนะสูงสุดเข้าด้วยกัน

รูปลักษณ์ หัวเก๋ง FV5138 แข็งแกร่ง ภายนอกของรถบรรทุกโดดเด่นด้วยกันชนกว้างในสไตล์ทันสมัย หัวเก๋งลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์

ที่ได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งแบบการป้องกันก่อนเกิดเหตุ (active) และการลดความรุนแรงหลังเกิดอุบัติเหตุ (passive) ระบบ ความปลอดภัยเริ่มต้นที่ทัศนวิสัยด้านหน้าที่ยอดเยี่ยมด้วยกระจกบังลมหน้ารถ และกระจกด้านข้างขนาดใหญ่ เพิ่มทัศนวิสัยในการควบคุมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ FV5138 ยังมีไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์เพิ่มการส่องสว่างได้กว้างไกล

พวงมาลัยถูกออกแบบให้ยุบตัวได้ พร้อมถุงลมนิรภัย SRS ทางด้านของผู้ขับขี่ เข็มขัดนิรภัยถูกออกแบบให้ช่วยยึดคนขับไว้กับเบาะเพื่อป้องกันการกระแทก

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 12.8 ลิตรอันทรงพลังและประหยัดน้ำมัน เครื่องยนต์ขนาด 380 แรงม้า ที่ 2,200 รอบ แรงบิดสูงสุด 165 กิโลกรัมเมตร ที่รอบต่ำเพียง 1200 รอบต่อนาที พลังเทอร์โบ 6 สูบให้พลังแกร่ง แรงบิดสูง สร้างสมรรถนะที่โดดเด่นในการขับขี่ เครื่องยนต์ผ่านการรับรองมาตรฐานไอเสียยูโร 3 ลดมลพิษเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เกียร์แบบสปลิทเตอร์ ควบคุมการทำงานง่าย สะดวก แบบ 10 เกียร์เดินหน้า รุ่น M13OS2x5 เพิ่มประสิทธิภาพในการลากจูง และการบรรทุกหนักทุกสภาวะการขับขี่และทุกสภาพถนน ได้อย่างเหนือชั้น

ระบบเบรกแบบลมล้วน (FULL AIR BRAKE) ของ FV5138 ออกแบบให้ควบคุมด้วยระบบลิ่มและสามารถปรับระยะห่างระหว่างผ้าเบรก กับดรัมเบรกโดยอัตโนมัติ ลดการสึกหรอของผ้าเบรก เพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก และประหยัดค่าบำรุงรักษา เพลาหามแหนบ แบบ Trunnion Base ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน เพิ่มความนุ่มนวลขณะขับขี่ ในทุกสภาพถนน

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ บริษัท มิตซูบิชิ ฟูโซ่ ทรัค (ประเทศไทย) จำกัด

โทร : 0-2908-1110

ที่มา : นสพ.BUS&TRUCK ฉบับที่ 117 ปักษ์แรก มกราคม 2552
#607
ถามช่าง / 11 ข้อน่ารู้ สำหรับยางรถยนต์
29 มกราคม 2009, 11:14:16 หลังเที่ยง
11 ข้อน่ารู้ สำหรับยางรถยนต์

คำถามคำตอบในส่วนต่อไปนี้ จะช่วยให้ท่านมีความเข้าใจถึงการดูแลรักษายางอย่างถูกวิธี อันจะส่งผลให้ท่านได้รับความปลอดภัยในการขับขี่ได้มากขึ้น และทำให้ยางมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น คุ้มค่ากับเงินที่ท่านได้จ่ายไป

1. ยางที่ใช้อยู่ควรจะเติมลมกี่ปอนด์ ?

การ เติมลมยางให้ได้อัตราที่ถูกต้อง คือสิ่งสำคัญ และจำเป็นที่สุดของการดูแลรักษายาง ยางที่ใช้อยู่ควรสูบลมให้ได้ตามอัตราสูบลมที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนด ไว้ โดยปกติแล้วอัตราสูบลมที่ถูกต้อง และเหมาะสมสำหรับรถแต่ละชนิด ที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้นั้น จะระบุไว้ในแผ่นโลหะ หรือสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้บริเวณสันประตู หรือเสากลางข้างตัวรถ หรือติดไว้ในช่องเก็บของภายในรถ นอกจากนั้น ยังมีระบุไว้ในหนังสือคู่มือการใช้รถอีกด้วย

2. การใช้ลมอ่อนเกินไป จะมีผลอย่างไรต่อยางที่ใช้อยู่ ?

การ ใช้ยางที่สูบลมไว้ต่ำกว่าอัตราที่เหมาะสมถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ลมอ่อนเกินไปนั้น นับเป็นศัตรูตัวสำคัญต่ออายุการใช้งานของยางทีเดียว อีกทั้งยังจะส่งผลเสียอย่างมากต่อยางที่ใช้อยู่ กล่าวคือในขณะรถวิ่ง ยางจะเกิดความร้อนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมากกว่าที่ควรจะเป็น ความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักจะลดน้อยลงกว่ามาตราฐาน และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น

3. ควรตรวจเช็คลมยางเมื่อไร ?

ท่านควรตรวจเช็คลมยางอย่างสม่ำเสมอประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนเดินทางในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ กล่าวคือวิ่งมาไม่เกิน 1.5 – 2.0 กิโลเมตร เพราะขณะที่รถวิ่งนั้น ความดันลมในยางจะเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากท่านทำการตรวจเช็คอัตราลมในขณะนั้น ก็จะได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คอัตราลมในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ หรือประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังการใช้งาน ท่านไม่ควรใช้วิธีสังเกตด้วยตาว่า ลมยางของท่านอ่อนเกินไปหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยางที่ท่านกำลังใช้อยู่เป็นยางเรเดียยล ท่านควรตรวจเช็คลมโดยให้เกจ์วัดลมที่ได้มาตราฐาน ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า หรือตามร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตราฐาน

4. ทำไมถึงต้องมีการสลับยาง

วัตถุ ประสงค์หลักของการสลับยาง ก็เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกที่เท่ากัน ดังนั้นท่านควรศึกษาคู่มือการใช้รถเกี่ยวกับคำแนะนำในการสลับยาง ซึ่งโดยปกติแล้ว ท่านควรสลับยางทุกๆ 9,000 – 13,000 กิโลเมตร หากรถของท่านเป็นรถใหม่ ท่านควรจะสลับยางในทันทีที่ท่านใช้รถครบ 10,000 กิโลเมตรแรก หากยางเกิดการสึกที่ไม่สม่ำเสมอ ท่านควรรีบปรึกษากับร้านผู้ชำนาญงาน เพื่อตรวจเช็คศูนย์ล้อ ถ่วงล้อ ตลอดจนระบบช่วงล่างโดยทันที โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ มักจะแนะนำให้เติมลมยางล้อหน้า และล้อหลังต่างกัน ดังนั้นเมื่อสลับยางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ต้องปรับระดับความดันลมของยางล้อหน้า และล้อหลังให้ถูกต้อง

5. ทำไมต้องมีการถ่วงล้อ

หาก เกิดการกระจายน้ำหนักไม่ถูกต้องของยาง และกะทะล้อ จะก่อให้เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นขณะที่รถวิ่ง อันจะมีผลเสียต่ออายุการใช้งานของยาง ระบบช่วงล่างของรถ ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่ การถ่วงล้อจะช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้องของยาง และกะทะล้อ ซึ่งการถ่วงล้อก็สามารถกระทำได้ โดยเพิ่มน้ำหนักลงไป ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ขอบกะทะล้อ

6. เมื่อไรจึงควรจะถ่วงล้อ

ยาง และกะทะล้อควรส่งเข้ารับการบริการถ่วงล้อในทันทีที่ เมื่อมีการเปลี่ยนยางใหม่ เมื่อมีการสลับยาง สลับกะทะล้อ เมื่อนำยางที่ใช้แล้วมาใส่กะทะล้อที่ใช้อยู่ เมื่อยางแตก และได้รับการปะยางเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมีการถอดยางออกจากกะทะล้อ หรือใส่ยางกลับเข้ากะทะล้อ เมื่อเกิดการสั่นสะท้านขณะที่รถวิ่ง เมื่อเกิดการสึกไม่สม่ำเสมอ ท่านควรส่งรถเข้ารับบริการถ่วงล้อจากร้านยางที่ได้มาตราฐานเท่านั้น

7. การตั้งศูนย์ล้อคืออะไร

การ ตั้งศูนย์ล้อ คือการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยว ระบบช่วงล่างล้อ และยาง ทำงานสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ตรง ไม่ดึงไปทางซ้ายหรือขวา ระบบช่วงล่าง และระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้น มีชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ที่มีการเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมจะมีการสึกหรอเกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเป็คที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ใน สเป็คของรถ นอกจากนั้น ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย กล่าวคือ เมื่อรถถูกใช้งานนานขึ้น คอยส์สปริง บุช ลูกยางต่างๆก็เริ่มหมดอายุ ความสูง และการกระจายน้ำหนักของรถก็ผิดไปจากมาตราฐานเดิม อันจะส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดพลาดไปจากสเป็ค เมื่อใดก็ตามที่ศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเป็ค ล้อรถกับตัวถัง หรือล้อข้างซ้ายกับล้อข้างขวาก็จะไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน อันจะเป็นผลให้รถวิ่งไม่ตรง หรือเกิดอาการแฉลบ หรือพวงมาลัยดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ยางสึกผิดปกติ

8. ทำไมต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อ

เพราะ การที่รถมีศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้ยางเกิดการสึกที่ผิดปกติแล้ว ยังมีผลต่อระบบควบคุมบังคับทิศทางของรถด้วย ดังนั้น หากรถของท่านที่มีอาการผิดปกติในการควบคุมบังคับทิศทางของรถ หรือท่านสังเกตุเห็นว่ายางที่ใช้อยู่มีลักษณะสึกที่ไม่สม่ำเสมอ หรือผิดปกติ ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าศูนย์ล้อรถของท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็ค และปรับตั้งศูนย์ล้อแล้ว และแม้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ท่านจะต้องใช้ในการซื้อยางชุดใหม่ ซ่อมแซมช่วงล่าง และที่สำคัญคืออันตราย อันอาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สิน และชีวิตของท่าน

9. มีคำแนะนำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนยางชุดใหม่

ใน การเลือกยางรถยนต์สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ประเภทรถยนต์ รถยนต์หนัก รถยนต์เบา สมรรถนะความเร็วรถ ความเร็วปกติ ความเร็วสูง ลักษณะการขับขี่ ขับช้า ขับเร็ว หรือขับเร็วมาก สภาพพื้นผิวถนน ถนนเรียบ ถนนขรุขระ ถนนทราย สภาพภูมิอากาศ ร้อน หนาว ฝนตกชุก ใช้ยางกับกะทะล้อให้ถูกต้องตามที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ และกะทะที่ใช้จะต้องไม่บิดเบี้ยว หรือเป็นสนิม

10. จะทำอย่างไรเมื่อรถเกิดอาการสั่นสะท้าน

อาการ สั่นสะท้านย่อมแสดงว่า มีสิ่งผิดปกติกับรถที่ใช้อยู่ และควรได้รับการแก้ไขโดยทันที มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อยางที่ใช้ระบบช่วงล่าง ตลอดจนระบบพวงมาลัย เมื่อเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้น ท่านควรตรวจเช็คการสึกของยาง เพราะลักษณะการสึกจะทำให้ท่านพอทราบถึงสาเหตุของการสั่นสะท้าน และวิธีการป้องกัน

11. นิสัยการขับรถมีผลต่อการสึกของยางหรือไม่

นิสัย การขับรถของแต่ละท่าน จะมีผลต่อการสึกของยางก่อนกำหนด ฉะนั้นเพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถ ท่านควรหลีกเลี่ยงนิสัยการขับต่อไปนี้ ออกรถ และหยุดรถอย่างรุนแรง การหักเลี้ยวอย่างรุนแรง การขับรถปีนขอบถนน ขับเบียดฟุตบาท การขับโดยไม่หลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง

ที่มา: http://www.goodyear.co.th/
#608
      ครม.อนุมัติปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยใช้ทศนิยม 3 ตำแหน่ง โดยน้ำมันเบนซินและดีเซล ปรับขึ้นเฉลี่ย 1.50-2.00 บาท/ลิตร หลังหมดโครงการ 6 มาตรการ 6 เดือน โดยให้มีผล 1 ก.พ.นี้
       
       นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (28 มกราคม 2552 ) เห็นชอบปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หลังสิ้นสุด 6 มาตรการ 6 เดือน และปรับลดตำแหน่งทศนิยมของอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดังกล่าวให้เป็นทศนิยม 3 ตำแหน่ง เพื่อให้สอดคล้องกับระบบ e-paperless ของกรมศุลกากร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2552เป็นต้นไป
       
       ทั้งนี้น น้ำมันเบนซินทุกประเภท จากอัตราปกติเดิม เบนซิน 91 อยู่ที่ 3.685 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 5 บาทต่อลิตร เบนซิน 95 อยู่ที่ 4.685 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 5 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E 10 และ E 20 ปรับขึ้นจาก 0.0165 บาทต่อลิตร เป็น 3.317 บาทต่อลิตร (อัตราปกติเดิมอยู่ที่ 3.3165 บาทต่อลิตร) ส่วนแก๊สโซฮอล์ E 85 ปรับจาก 0.0165 บาทต่อลิตร มาเป็น 0.750 บาทต่อลิตร (อัตราปกติเดิมที่ 2.5795 บาทต่อลิตร)
       
       น้ำมันดีเซล กำมะถัน น้อยกว่า หรือเท่ากับ 0.035 ปรับขึ้นภาษี จาก 0.005 บาทต่อลิตร เป็น 3.305 บาทต่อลิตร (อัตราปกติเดิม 2.305 บาทต่อลิตร) ดีเซล กำมะถัน มากกว่า 0.035 ปรับจาก 2.405 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 4 บาทตอลิตร (อัตราปกติที่ 2.405 บาทต่อลิตร) ไบโอดีเซล B5 จาก 0.0898 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 2.190 บาทต่อลิตร (อัตราปกติเดิม 2.1898 บาทต่อลิตร)
       
       ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 1,572 ล้านบาท นอกจากนี้ ครม.ยังได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด และให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลป้องกันไม่ให้เกิดการกักตุนน้ำมันเพื่อ จำหน่ายในราคาที่สูงขึ้น

http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000010403
#609
         บริษัท ฮีโน่ มอเตอร์ส ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถบรรทุกรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขาดทุนตลอดทั้งปีงบประมาณ 2551 เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทำให้ความต้องการรถหดตัวลง และเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นทำให้มูลค่ายอดขายในต่างประเทศลดลงไปด้วย
         ฮีโน่ คาดว่า จะขาดทุน 3.3 หมื่นล้านเยน หรือ 370 ล้านดอลลาร์ เมื่อเปรียบเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 2.0 หมื่นล้านเยน
         เมื่อเดือนที่แล้ว ฮีโน่คาดว่าจะขาดทุนจากการปฏิบัติเป็นครั้งแรก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยลงเรื่อยๆและภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวจนทำให้ดี มานด์ลดลง
         โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ถือหุ้นในบริษัท ฮีโน่ ในสัดส่วน 50% โดยบริษัทผลิตรถเอฟเจ ครุยเซอร์ และรถอเนกประสงค์ป้อนให้กับบริษัทผู้ผลิตรถรายใหญ่กว่า
         บลูมเบิร์กรายงานว่า ชิกาชิ โอกาเบะ นักวิเคราะห์เครดิต สวิส เจแปน ซิเคียวริตีส์ กล่าวว่า ธุรกิจรถบรรทุกของญี่ปุ่นร่วงลงทั้งในและต่างประเทศ และเรายังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ธุรกิจรถที่เกี่ยวข้องกับบริษัท โตโยต้านั้น จะร่วงลงไปอีกมากน้อยเพียงใด
         ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นมา 19% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา และซื้อขายกันที่ระดับ 89.20 เยนต่อดอลลาร์ในตลาดวันนี้
         เมื่อเดือนที่แล้ว โยชิโอะ ชิราอิ ประธานโตโยต้า เปิดเผยว่า ฮีโน่ได้ลดพนักงานชั่วคราวลงไปแล้ว 700 คนเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. และระบุว่า จะไม่จ่ายเงินโบนัสให้กับผู้บริหารในเดือนมิ.ย.

http://www.ryt9.com/s/iq03/512116/
#610
       กทพ.เตรียมเปิดใช้ทางพิเศษ รามอินทรา-วงแหวนรอบนอก ระยะทาง 9.5 กม. คาด เปิดใช้ มี.ค.นี้ เก๋ง-กระบะ 40 บาท รถบรรทุก 60-80 บาท
       
       การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) แจ้งข่าวว่า เตรียมเปิดใช้ทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ระยะทาง 9.5 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับทางพิเศษฉลองรัช หรือทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือสิ้นสุดบริเวณทางแยกต่างระดับลำลูกกา ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ (ถนนจตุโชติ) โดยคาดว่า จะสามารถเปิดใช้ได้ในเดือนมีนาคม 2552 นี้
       
       ทางพิเศษสายนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของทางพิเศษฉลองรัช กำหนดอัตราค่าผ่านทาง 40/60/80 บาทตลอดสาย (รวมทางพิเศษฉลองรัช) สำหรับรถ 4 ล้อ/6-10 ล้อ/ 10 ล้อ ยกเว้นด่านเก็บค่าผ่านทางขาออกเมือง คือ ด่านสุขาภิบาล 5-2 และด่านรามอินทรา 1 จัดเก็บอัตรา 20/30/40 บาท สำหรับรถทั้ง 3 ประเภทตามลำดับ

http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000009581
#611
      บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ โดยกลุ่มดีเซลจะปรับลดลงอีก 60 สตางค์ต่อลิตร ขณะเดียวกัน จะปรับขึ้นราคาขายปลีกกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 60 สตางค์ต่อลิตร (ยกเว้นแก๊สโซฮอล์ E85) โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.วันพรุ่งนี้ (22 ม.ค. 52)
#612
          บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ปี 51 มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 615,269 คัน ลดลงจากปี 50 ประมาณ 2.53% โดยตลาดหลักคือ ตลาดรถปิกอัพหดตัวลงถึง 17.02% ขณะที่ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 33.32%
         ทั้งนี้ รถปิกอัพ มียอดจำหน่าย 323,872 คัน ลดลง 17.02%, รถบรรทุก(ขนาด 2 ตันขึ้นไป) มียอดจำหน่าย 17,909 คัน ลดลง 21.34%, รถยนต์นั่งส่วนบุคคล มียอดจำหน่าย 226,805 คัน เพิ่มขึ้น 33.32%, รถ SUV มียอดจำหน่าย 23,559 คัน ลดลง 16.48% และอื่นๆ อีก 23,124 คัน เพิ่มขึ้น 16.49%         
         โดยในปี 51 โตโยต้าจำหน่ายได้สูงสุด 262,209 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 42.62% ตามมาด้วยอีซูซุซึ่งมียอดจำหน่าย 133,390 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 21.68% และฮอนด้าเป็นเป็นอันดับ 3 มียอดจำหน่าย 90,807 คัน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 14.76%
         สำหรับตลาดรถยนต์รวมทุกประเภทในเดือน ธ.ค.51 มียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 59,002 คัน เพิ่มขึ้น 28.08% จากเดือน พ.ย.51 โดยโตโยต้ามาเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดการจำหน่าย 25,982 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 44.04% ตามด้วยอีซูซุเป็นอันดับ 2 จำหน่ายได้ 11,390 คัน ส่วนแบ่งตลาด 19.30%  และฮอนด้ามาเป็นอันดับ 3 ด้วยยอดจำหน่าย 10,807 คัน ส่วนแบ่งตลาด 18.32%

http://www.ryt9.com/news/2009-01-14/50389191/
#613

      เวลา 15.00 น. (14 ม.ค. 52) คุณชัยรัตน์ สงวนซื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ทางกรมการขนส่งทางบกได้รับนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดย นายโสภณ ซารัมย์ ในการจัดเตรียมโครงการเพื่อรองรับปัญหาการว่างงานเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ และฝึกฝนการเป็นนักขับรถที่ดี เพื่อสร้างนักขับรถมืออาชีพออกสู่ตลาดแรงงาน โดยผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ อีกทั้งมีที่พักและอาหาร รวมทั้งเบี้ยเลี้ยงและเบี้ยยังชีพให้ด้วย คาดว่าจะเปิดสอนในเดือนมีนาคม 2552 นี้

      โดยทางกรมการขนส่งอยู่ระหว่างการจัดโครงการเพื่อนขอรับการสนับสนุนงบจาก รัฐบาล ในการเปิดสอนขับรถบรรทุกและรถโดยสารแก่ผู้ว่างงาน โดยจะเปิดสอน 2 หลักสูตรคือ หลักสูตรคือ หลักสูตรระยะสั้น 1 เดือน สอนผู้ที่ขับรถยนต์ขนาดเล็กแล้วต้องการเรียนขับรถขนส่งขนาดใหญ่เพื่อประกอบ อาชีพ และหลักสูตรระยะยาว 2 เดือน จะเริมสอนตั้งแต่ผู้ที่ยังขับรถไม่เป็นจนสามารถขับรถได้
#614
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  เป็นผู้ค้าน้ำมัน 2 รายแรกที่ประกาศปรับลดราคาน้ำมันดีเซล 40 สตางค์ต่อลิตร ส่งผลให้ราคาดีเซลลดต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปีอีกครั้งหนึ่ง โดยวันพรุ่งนี้ (31 ธ.ค.) ราคาไบโอดีเซลบี 2 เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะอยู่ที่ 18.34 บาทต่อลิตร และบี 5 จะอยู่ที่ 16.84 บาท ส่วนน้ำมันกลุ่มเบนซินไม่มีข่าวดี ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกเริ่มปรับขึ้นอีกแล้ว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า  ราคาน้ำมันดิบปีหน้าจะเฉลี่ยที่ประมาณ 40-50  ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันของไทยหลังปรับขึ้นภาษี สรรพสามิตเมื่อครบกำหนด 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคน จะอยู่ที่ระดับประมาณ  20 -30  บาท/ลิตร

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=117159
#615
         ผู้ค้าน้ำมันทุกราย ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเฉพาะดีเซล ลงลิตรละ 40 สตางค์ โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันพรุ่งนี้ (31 ธ.ค.) ตามราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ส่วนน้ำมัน เบนซิน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
           ทั้งนี้ ราคาน้ำมันในเขตกรุงเทพและปริมณฑลวันพรุ่งนี้จะเป็นดังนั้น ราคาน้ำมันดีเซลลดลงเหลือลิตรละ 18.34 บาท, น้ำมันไบโอดีเซล บี 5 ลิตรละ 16.84 บาท
         ขณะที่ ราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินยังคงเท่าเดิม โดยน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ราคาลิตรละ 20.79 บาท, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 16.29 บาท และราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 15.49 บาท

http://www.ryt9.com/news/2008-12-30/49670622/
#616
ข่าวดี!ส่งท้ายปีเก่า ผู้ค้าน้ำมันประกาศลดราคาดีเซล 40 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (31 ธ.ค.) ส่งผลราคาน้ำมันดีเซลต่ำสุดในรอบ 4 ปี

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : รายงานข่าวระบุว่า ผู้ค้าน้ำมันเตรียมประกาศลดราคาน้ำมันกลุ่มดีเซล 40  สตางค์ต่อลิตร  วันพรุ่งนี้ (31  ธ.ค.)

ปตท.และบางจากปิโตรเลียม เป็นผู้ค้าน้ำมันที่ประกาศปรับลดเป็น 2 รายแรก  ส่งผลให้ราคาดีเซลลดต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี อีกครั้งหนึ่ง

โดยวันพรุ่งนี้ ราคาไบโอดีเซลบี 2 เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะอยู่ที่  18.34 บาทต่อลิตร และบี 5 จะอยู่ที่ 16.84  บาท  ส่วนน้ำมันกลุ่มเบนซินนั้น ไม่มีข่าวดี  ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกเริ่มปรับขึ้นอีกแล้ว

ล่าสุดวานนี้ (29 ธ.ค.) ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสต์สหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้น 2.31 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาอยู่ที่ 40.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  เหตุผลหลักเพราะสงครามที่ฉนวนกาซาส่งผลให้ตลาดกังวลว่าอาจจะมีผลกระทบต่อการ ขนส่งน้ำมันดิบในตะวันออกลาง

อย่างไรก็ตาม  ราคาน้ำมันดิบขณะนี้นับว่าเป็นการลดต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ  เมื่อเทียบกับช่วงสูงสุดที่ 147 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า  ราคาน้ำมันดิบปีหน้าจะเฉลี่ยที่ประมาณ 40-50  ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันของไทยหลังปรับขึ้นภาษี สรรพสามิตเมื่อครบกำหนด 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคน จะอยู่ที่ระดับประมาณ  20 -30  บาท/ลิตร

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  รายงานว่า  ปัจจัยของการปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบ ยังมาจากจีนวางแผนนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น เพื่อมาเก็บเป็นน้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์เผื่อกรณีฉุกเฉิน หรือขาดแคลน  ซึ่งปริมาณน้ำมันสำรองที่จีนสามารถมีได้มากถึง 270 ล้านบาร์เรล  และลิเบีย ได้แจ้งลูกค้าว่าจะลดการผลิตน้ำมันดิบลง 270,000 บาร์เรลต่อวัน  นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป  ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าที่ได้ตกลงไว้ในการประชุมกลุ่มโอเปก  เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม  ที่ 250,000 บาร์เรลต่อวัน

สำหรับราคาน้ำมันดิบตลาดเบรนท์ ของอังกฤษ เพิ่มขึ้น  2.18 ดอลลาร์สหรัฐ  ปิดที่  40.55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  ราคาดูไบ ลดลง 0.15 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 36.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ ราคาเบนซิน ลดลง 0.07 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 38.73 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  ดีเซลลดลง 0.92 ดอลลาร์สหรัฐ  ปิดที่ 54.56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/30/news_324740.php
#617
     รายงานข่าวจากจ.สงขลา แจ้งว่า ขณะนี้ประชาชนยังคงทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างต่อ เนื่อง โดยในส่วนของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นอกเหนือจากรถโดยสารภายในประเทศซึ่ง มีผู้ใช้บริการอย่างหนาแน่นแล้ว ในส่วนของรถโดยสารระหว่างประเทศ เส้นทางหาดใหญ่ - มาเลเซีย - และสิงคโปร์ ก็มีจำนวนผู้ใช้บริการคับคั่งเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยที่เข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับเพื่อมาร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ในประเทศไทย ส่งผลให้บริษัททัวร์ที่จำหน่ายตั๋วรถโดยสารระหว่างประเทศมีจำนวนผู้ใช้ บริการเพิ่มขึ้น และรถบัสโดยสารระหว่างประเทศซึ่งมีอยู่ 4 เที่ยวต่อวันมีผู้โดยสารเต็มทุกเที่ยว
    อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการจำหน่ายตั๋วรถโดยสารระหว่างประเทศเผยว่า จำเป็นต้องสำรองรถตู้ไว้รองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะหลังปีใหม่ซึ่งแรงงานไทยจะเดินทางกลับเข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=355970
#618
นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมกำหนดพิกัดน้ำหนักรถบรรทุก 22 ล้อ 6 เพลา วานนี้    (29ธ.ค.) ว่า ที่ประชุมมีมติขยายเวลาผ่อนผันให้รถบรรทุก 22 ล้อ สามารถบรรทุก 53 ตัน ต่อไปอีก 6 เดือน จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 52 เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปว่าน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมของรถบรรทุกควรเป็น เท่าใด โดยที่ประชุมได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบกและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาน้ำหนัก บรรทุกที่เหมาะสม หาข้อสรุปภายใน 3 เดือน

ทั้งนี้เบื้องต้นเห็นว่าการที่รถ 22 ล้อ บรรทุกน้ำหนัก 53 ตันถือว่าเต็มที่แล้ว หากบรรทุกน้ำหนักเกินกว่านี้จะมีผลกระทบต่อสภาพพื้นผิวถนน และที่สำคัญกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท เป็นห่วงโครงสร้างสะพาน ซึ่งอาจได้รับความเสียหายจากน้ำหนักบรรทุกที่มากเกินไป

"การบรรทุกน้ำหนักมาก ๆ จะทำลายโครงสร้างสะพาน เห็นได้จากสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงซึ่งปัจจุบันเกิดปัญหาโครงสร้างร้าว กรมทางหลวงเป็นห่วงว่าถ้าอนุญาตให้บรรทุกน้ำหนักมากเกินไป จะทำให้โครงสร้างสะพานทรุดตัวได้ และการแก้ไขปัญหาสะพาน จะยากกว่าการซ่อมแซมผิวถนนและต้องใช้เวลามากกว่า"

นายชาญชัย สุวิทธะกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า รถบรรทุก 22 ล้อ เริ่มเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะผู้ประกอบการจะประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง แต่กฎหมายยังไม่ได้กำหนดน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมสำหรับรถประเภทนี้ ซึ่งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท มีความเห็นว่าน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 48-50 ตัน.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=186624&NewsType=1&Template=1
#619
         บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.บางจากปิโตรเลียม (BCP) และบริษัท เชลล์(แห่งประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลลงลิตรละ 60 สตางค์ ยกเว้น E85 โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันพรุ่งนี้ (26 ธ.ค.)
         ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกตามสถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลวันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ เบนซิน 91 ลิตรละ 20.79 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 16.29 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 15.49 บาท และดีเซล ลิตรละ 18.74 บาท แต่เบนซิน 95 ราคายังคงเดิม

http://www.ryt9.com/news/2008-12-25/49448204/
#620
ยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งสินค้าทางถนนส่วนใหญ่นิยมใช้รถบรรทุกขนาดตั้งแต่ 6 ล้อ 10 ล้อ และมากกว่า 10 ล้อขึ้นไป เนื่องจากสามารถบรรทุกสินค้าได้จำนวนมากพอที่จะทำการรวบรวมและกระจายสินค้า นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศมากนัก ใช้บุคลากรในการดำเนินงานจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น สามารถปรับเปลี่ยนภาชนะที่ใช้บรรทุกได้ตามลักษณะของสินค้าได้หลากหลาย ซึ่งประเภทของรถบรรทุกตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มีสาระสำคัญดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 : ประเภทของรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์และสิ่งของ (รถบรรทุก)



ตารางที่ 1 : ประเภทของรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์และสิ่งของ (รถบรรทุก) (ต่อ)



หมายเหตุ:  * รถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของลักษณะ 5  ลักษณะ 6  ลักษณะ 7 และลักษณะ 8 ซึ่งเป็นรถบรรทุกเฉพาะกิจ จะมีความกว้าง ความสูง ความยาว ส่วนยื่นหน้าและส่วนยื่นท้ายเกินกว่าที่กำหนดไว้ก็ได้ หากมีความจำเป็นตามลักษณะของการใช้งานเฉพาะกิจ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบก

ในเรื่องน้ำหนักบรรทุกอนุญาตได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับวิวัฒนาการขน ส่ง และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในอดีตกฎหมายกำหนดพิกัดน้ำหนักบรรทุกไว้ที่ 16 ตัน แล้วจึงเพิ่มเป็น 18 ตัน และในปี พ.ศ. 2518 จึงเพิ่มเป็น 21 ตัน ต่อจากนั้นปัจจุบันรัฐบาลได้ออกบทเฉพาะกาลผ่อนผันให้รถบรรทุก  10 ล้อ สามารถบรรทุกสินค้าได้เพิ่มขึ้นเป็นน้ำหนักรวมรถ 26 ตัน จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548 โดยล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2549 ได้ประกาศน้ำหนักรถบรรทุกใหม่ รายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 1



ตารางที่ 2 : มาตรการห้ามเดินรถบรรทุก



       
           
           
           
           
           
           
เส้นทาง/พื้นที่มาตรการ
เขตกรุงเทพมหานครชั้นใน (รัศมี 113 ตารางกิโลเมตร)
           
ห้ามเดินรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป) ช่วงเวลา 06.21-21.00 น. ยกเว้นรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ที่บรรทุกคอนกรีตผสมเสร็จ รถเครน และรถที่ได้รับการผ่อนผัน ซึ่งมีข้อบังคับไว้เฉพาะคือ เดินรถได้ภายในเวลา 10.00-15.00 น.
           
ทางด่วนทุกขั้น
           
ห้ามเดินรถ 6 ล้อ เวลา 06.00-09.00 น. และ 16.00-20.00 น. และห้ามเดินรถ ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เวลา 05.00-09.00 น. และ 15.00-21.00 น.
           
วงแหวนตะวันตก
           
ห้ามเดินรถ 6 ล้อขึ้นไป เวลา 06.00-09.00 น. และ 16.00-20.00 น.
           
ถนนสุขสวัสดิ์-พระราม 2
           
ห้ามเดินรถ 6 ล้อขึ้นไป เวลา 06.00-09.00 น. และ 16.00-20.00 น.
           
สมุทรปราการ
           
ห้ามเดินรถ 10 ล้อขึ้นไป เวลา 05.00-08.00 น. และ 15.00-19.00 น.
           




      การใช้มาตรการจำกัดเวลาเดินรถบรรทุกทำให้เกิดการจราจรของรถบรรทุกหนาแน่นบน เส้นทางในช่วงเวลาที่อนุญาตให้วิ่ง นอกจากนี้ ยังเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากประชาชนที่อาศัยบนถนนในเส้นทางที่รถบรรทุกขนาด ใหญ่เปลี่ยนมาใช้เส้นทาง และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งสินค้าโดยตรงทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนิน งานขนส่งสินค้าสูงขึ้นเนื่องจากต้องเพิ่มจำนวนเที่ยวในการขนส่งสินค้า และเสียค่าจ้างแรงงานล่วงเวลา คนขับเกิดความเหนื่อยล้าเกิดความเจ็บป่วย ลดความแน่นอนของการให้บริการและความปลอดภัย และเพื่อเป็นการเพื่อลดต้นทุนการขนส่งจึงมีการเพิ่มน้ำหนักบรรทุกในแต่ละ เที่ยวเกินกว่ากฎหมายกำหนด ทำให้สภาพของทางหลวงแผ่นดินเกิดความชำรุดอย่างหนักก่อนถึงเวลาอันควร ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านการจราจรและอุบัติเหตุ

      กรมทางหลวงในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุงทาง หลวงจำนวนมากเพื่อเป็นการควบคุมมาตรฐานน้ำหนักรถบรรทุกให้เกิดประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงผิวทาง กรมทางหลวงจึงได้จัดให้มีด่านชั่งน้ำหนักเพื่อควบคุมรถบรรทุกตามทางหลวงหลัก ของประเทศ ประกอบด้วย ด่านชั่งน้ำหนักถาวร และด่านชั่งน้ำหนักขณะรถวิ่ง (Weight in motion; WIM) มีรายละเอียดดังนี้



   
  • ด่านชั่งน้ำหนักถาวร หมายถึง ด่านที่ตั้งประจำบนทางหลวง โดยจะติดตั้งเครื่องชั่งน้ำหนักแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสามารถชั่งรถบรรทุกได้ ทั้งคัน โดยจะติดตั้งในทางสายหลักและในเส้นทางที่มีปริมาณการจราจรสูงโดยรอบกรุงเทพ มหานครและปริมณฑล จำนวน 14 แห่ง ดังแสดงในรูป 3  และมีแผนการติดตั้งเพิ่มอีก 81 แห่ง ภายใน 3 ปี
   
   
   
    ที่มา: กรมทางหลวง
    รูปที่ 3 : ด่านชั่งน้ำหนักถาวร 14 ด่าน
   

   
  • ด่านชั่งน้ำหนักขณะรถวิ่ง (Weight in motion; WIM) หมายถึง ด่านชั่งน้ำหนักที่ติดตั้งอุปกรณ์ชั่งน้ำหนักไว้บนพื้นถนนแบบ High Speed WIM ที่สามารถชั่งน้ำหนักขณะที่รถเคลื่อนที่ได้ (เมื่อวิ่งด้วยความเร็ว 16-36 กม./ชม.) ซึ่งด่านชั่งน้ำหนักนี้จะติดตั้งก่อนถึงด่านชั่งน้ำหนักถาวรประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อใช้ในการออกแบบปรับปรุงทาง และเพื่อใช้คัดแยกรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกินเข้าด่านชั่งน้ำหนักถาวร (Pre-screening) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 จะทำการก่อสร้างจำนวน 10 แห่ง โดยตำแหน่งที่ติดตั้งมีดังแสดงในตารางที่ 3
       
    ตารางที่ 3 : ตำแหน่งที่ตั้งด่านชั่งน้ำหนักขณะรถวิ่ง (Weight in motion; WIM)

       
               











       
    ลำดับ ทางหลวงหมายเลข ตำแหน่งที่ตั้ง กม.+ม.
    11 กม.80+000(ต่อเขตแขวงฯ อยุธยา) - สระบุรี  97+855
    232 ทางแยกต่างระดับบางปะอิน-กม.68+000  55+659
    32 กม.166+000(ต่อเขตแขวงฯสระบุรี)-ทางแยกไปชัยภูมิ  (ขาเข้าและขาออก) 201+993
    435 ธนบุรี-ปากท่อ  (ขาเข้าและขาออก) 53+432
    54 กม.41+067 - จุดเริ่มทางเลี่ยงเมืองนครปฐม   41+538
    63 แยกทางหลวงหมายเลข 34 - ชลบุรี 84+620
    7340บางบัวทอง - สุพรรณบุรี     52+200
    89 บางบัวทอง-ต่อเขตแขวงฯธนบุรี-ลาดหลุมแก้ว 38+896
    94 จุดสุดทางเลี่ยงเมืองอีจาง-จุดเริ่มทางเลี่ยงเมืองอีจาง 89+275
    10304 มีนบุรี-ฉะเชิงเทรา 50+400
         
    ที่มา : รายงานฉบับสมบูรณ์ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งเละจราจร

          การขนส่งสินค้าทางถนนสามารถเชื่อมโยงกับการขนส่งสินค้าภายในรูปแบบเดียวกัน และเชื่อมโยงกับการขนส่งสินค้ารูปแบบอื่น (Multi-Modal) ได้โดยอาศัยจุดเชื่อมโยง โครงสร้างพื้นฐานทางถนนที่ดีจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในเรื่องของเวลา (Transit time) และความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบและสินค้า (Accessibility) องค์ประกอบที่สำคัญของถนนที่จะช่วยให้ขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ คือ สภาพถนน ขนาดช่องจราจร และความสามารถในการรับน้ำหนักบรรทุกของถนน จากสภาพของถนนที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันมีการบรรทุกเกินน้ำหนักอยู่ เป็นประจำทำให้สภาพถนนเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมาคือ ผู้ส่งสินค้าต้องใช้เวลาในการขนส่งนานเกินความจำเป็น ในอนาคตคาดว่าการขนส่งทางถนนจะได้รับความสะดวกมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีแผนที่จะก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ทั่วประเทศความยาวรวม 4,150 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเส้นทางสายหลัก (Corridor) ที่เชื่อมในแกนตะวันออก-ตะวันตก และแกนเหนือ-ใต้ ซึ่งจะทำให้สามารถเชื่อมโยงการขนส่งได้ทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงจากแหล่งผลิตต่าง ๆ ไปสู่ประตูการค้าของประเทศตามจุดพรมแดนที่กำหนดไว้

          การขนส่งสินค้าทางถนนสามารถเชื่อมต่อกับการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ ได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นกับลักษณะของสินค้าที่ทำการการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานที่จะมาเชื่อม ต่อกับการขนส่งสินค้าทางถนนเพื่อนำไปสู่การขนส่งรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งใช้รองรับและสนับสนุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล และทางอากาศ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดเชื่อมโยงระบบขนส่งสินค้าหลัก ดังนี้


    • สถานีขนส่งสินค้า (Truck Terminal) มีหน้าที่รวบรวมสินค้าจากแหล่งผลิตต่าง ๆ เพื่อส่งต่อไปยังประตูการค้า หรือทำหน้าที่กระจายสินค้าที่มากจากประตูการค้าไปยังแหล่งบริโภคตามภูมิภาค ต่าง ๆ ปัจจุบันสถานีขนส่งสินค้าของประเทศไทยภายใต้การดูแลของส่วนกิจการขนส่ง กรมการขนส่งทางบก ได้เปิดให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนส่งสินค้าทางถนนรวมทั้งสิ้น 3 แห่ง ซึ่งกระจายตัวตามชานเมืองของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า สถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง และสถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑล
    • สถานีตรวจและบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการส่งออก หรือ สตส. (Off-Dock Container Freight Station, CFS) จัดตั้งขึ้นเพื่อย้ายกิจกรรมในเรื่องของการบรรจุเข้าตู้ในส่วนของการส่งออก ที่บริเวณท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ออกมาให้บริการด้านนอกและจากนั้นจึงนำสินค้าที่บรรจุเข้าตู้แล้วบรรทุกขึ้น รถหัวลากไปยังท่าเรือ ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานในบริเวณท่าเรือสามารถทำได้รวดเร็วมากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สำหรับพักตู้สินค้าภายนอกเขตท่าเรือด้วย
    • โรงพักสินค้าเพื่อตรวจปล่อยของขาเข้าและบรรจุของขาออกที่ขนส่งโดยระบบ คอนเทนเนอร์นอกเขตทำเนียบท่าเรือ หรือ รพท. (Inland Container Depot, ICD) ให้บริการใกล้เคียงกับท่าเรือ แต่ไม่มีกิจกรรมทางเรือมาเกี่ยวข้อง ได้แก่ การให้บริการบรรจุสินค้าเข้าตู้ประเภท LCL การให้บริการชั่วคราวสำหรับจัดเก็บสินค้าและตู้สินค้าประเภท FCL การเก็บรักษาและทำความสะอาดตู้เปล่า ตลอดจนการทำพิธีการศุลกากร
    • ย่านกองเก็บตู้สินค้า (Container Yard, CY) เป็นสถานที่ใช้พักตู้คอนเทนเนอร์ ในปัจจุบัน มีทั้งหมด 18 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีที่ตั้งบริเวณถนนบางนา-บางประกง อำเภอเมืองและอำเภอบางพลีในจังหวัดสมุทรปราการ และบริเวณท่าเรือกรุงเทพ ผู้ให้บริการย่านกองเก็บตู้สินค้าบางรายมีพัฒนาการให้บริการแบบครบวงจร และมีบริการจัดทำพิธีการศุลกากรโดยผ่านทางระบบ EDI
    • สถานที่เก็บพักสินค้า เป็นสถานที่ใช้เก็บรักษาสินค้าประกอบด้วยคลังสินค้า (Warehouse) ไซโล (Silo) และห้องเย็น (Chill room) โดยในส่วนคลังสินค้าสาธารณะ (Public warehouse) ที่ให้บริการมีทั้งหมด 89 แห่ง แบ่งเป็นคลังสินค้าขององค์กรคลังสินค้า กระทรวงพาณิชย์ 7 แห่ง และคลังสินค้าที่เอกชนเป็นเจ้าของจำนวน 82 แห่ง คลังสินค้าสาธารณะส่วนมากมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา


    รูปที่ 1 : ที่ตั้งสถานีขนส่งสินค้า สตส. และ รพท.

    ที่มา : รายงานฉบับสมบูรณ์ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งเละจราจร
#621
 เลขาธิการ สหพันธ์ขนส่งทางบก เผย มติสหพันธ์เตรียมยื่นหนังสือให้แก่นายกรัฐมนตรี ในวันจันทร์นี้ เพื่อขอให้ ปตท. ชะลอการปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ออกไปอีก 3 ปี

นาย ทองอยู่ คงขันธ์ เลขาธิการสหพันธ์ขนส่งทางบก เปิดเผยว่า มติสหพันธ์ ขอให้ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) ชะลอการปรับขึ้นค่าก๊าซ NGV ออกไปเป็นเวลา 3 ปี ทั้งนี้ ปตท. ต้องออกมาชี้แจงการปรับขึ้นเพราะอะไร รวมถึงการตั้งสถานี NGV ว่า ปัจจุบันมีจำนวนเท่าไหร่ และใช้จริงจำนวนเท่าใด และรูปแบบโครงสร้างการขยายท่อ NGV รวมถึงการตั้งสภาการขนส่งทางถนนแห่งประเทศไทย โดยจะยื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคมนี้ ทั้งนี้ ในส่วนของทางสมาคมรถบรรทุกภาคอีสาน จะมีการรวมตัวกับ รถบรรทุกวิ่งเข้ามา
ในกรุงเทพฯ ในวันที่ 2 มกราคม เพื่อปิดกระทรวงพลังงาน และ คลังก๊าซ NGV ของ ปตท. หากวันที่ 1 มกราคมมีการปรับขึ้นราคา NGV อย่างไรก็ตาม หาก ปตท. ขาดทุนในการดำเนินการ NGV ที่เคยออกมาให้ข่าว เป็นจำนวนเงิน3 พันล้านบาท นั้น ก็ควรให้รัฐบาลตั้งกองทุนมาแบกรับในส่วนนี้ มากกว่าให้ผู้บริโภคแบกรับภาระแทน

http://www.innnews.co.th/biz.php?nid=148581
#622


บริษัท ทาทา แดวู ในเครือทาทา มอเตอร์ส ผู้ผลิตรถบรรทุกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเกาหลีใต้ ประสบความสำเร็จในการพัฒนารถบรรทุกต้นแบบขนาดกลางที่ขับเคลื่อนด้วยก๊าซหุง ต้ม (แอลพีจี) เป็นรุ่นแรกของประเทศ

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : รถบรรทุกรุ่น 'โนวัส' (Novus) ขนาดบรรทุก 4.5 ตัน ใช้เครื่องยนต์แอลพีจีขนาด 5.9 ลิตร 240 แรงม้า เทคโนโลยีหัวฉีด Liquid Phase Injection (LPLi) ทำให้เกิดมลพิษลดลงตามมาตรฐานยูโร-4 ลบข้อจำกัดของรถที่ใช้เครื่องยนต์แอลพีจีและดีเซลที่มักมีปัญหากำลังเครื่อง ยนต์ต่ำและปัญหาในการสตาร์ทเมื่ออากาศหนาว นอกจากนี้ รถรุ่นโนวัสยังปล่อยไอเสียน้อยกว่า เสียงเครื่องยนต์เบากว่า และเครื่องยนต์มีอายุยืนยาวกว่าเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปอีกด้วย

รถ ต้นแบบรุ่นดังกล่าวถูกนำออกแสดงในงานเวิลด์ แอลพีจี ฟอรัม ครั้งที่ 21 ที่กรุงโซล และงานกุนซาน อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้ เอ็กซ์โป ทั้งนี้ งานเวิลด์ แอลพีจี ฟอรัม มุ่งส่งเสริมการใช้ก๊าซแอลพีจีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนและช่วย บรรเทาปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกร้อน

การพัฒนารถบรรทุกขนาดกลางที่ใช้ก๊าซ แอลพีจี เป็นตัวอย่างหนึ่งของความมุ่งมั่นของทาทา แดวู ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานสะอาด ที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังได้พัฒนารถบรรทุกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ซีเอ็นจี และแอลเอ็นจี ซึ่งมีอัตราการปล่อยไอเสียต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนา และการผลิต

http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/21/news_322089.php
#624
ญี่ปุ่นคาดยอดขายรถยนต์ในประเทศปีหน้าทรุดหนักสุดในรอบ 31 ปี เหตุคนว่างงานสูงขึ้น-ศก.ชะลอตัว

         สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานคาดการณ์ในวันนี้ว่า ยอดขายรถยนต์ในญี่ปุ่นปีหน้ามีแนวโน้มร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 31 ปี เนื่องจากตัวเลขว่างงานที่พุ่งสูงขึ้นและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงส่งผลให้ ประชาชนลังเลที่จะซื้อรถยนต์ใหม่ๆ
         สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า สมาคมฯได้คาดการณ์ยอดขายรถบรรทุก รถบัส รถยนต์ส่วนบุคคล และรถยนต์ขนาดเล็ก ว่าจะร่วงลง 4.6% เหลือเพียง 4.86 ล้านคันในปีหน้า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 31 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 5.11 ล้านคัน
         ฮอนด้า มอเตอร์ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น ได้ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทประจำปีงบการเงิน 2551 ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมี.ค.ปีหน้า ลงเหลือ 1.85 แสนล้านเยน ซึ่งลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อนถึง 61.9% โดยนับเป็นครั้งที่สามแล้ว ที่ฮอนด้าปรับลดคาดการณ์ผลกำไรปีงบการเงินปัจจุบัน หลังจากที่บริษัทลดคาดการณ์มาแล้วสองครั้งในเดือนก.ค.และต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากยอดขายในอเมริกาเหนือทรุดฮวบลง
         เอียน เฟลทเชอร์ นักวิเคราะห์จากไอเอชเอส โกลบอล อินไซท์ กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ฮอนด้าซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นกลังเผชิญปัญหาหนักไม่ต่างกัน ค่ายรถยนต์รายอื่นๆภายในประเทศ ยอดขายรถยนต์ในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงไม่เพียงเพราะถูกกระทบจากเศรษฐกิจที่ ชะลอตัวลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจำนวนประชากรสูงอายุในญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นด้วย
         ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ภายในประเทศ (ทังกัน) ในวันนี้ โดยระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ผลิตรายใหญ่ รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์และสินค้าอิเล็กทรอนิก ร่วงลงแตะระดับ -24 จุดในไตรมาสสี่ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี จากไตรมาสสามระดับ -3 จุด ซึ่งเป็นสถิติที่ร่วงลงติดต่อกันยาวนานถึง 6 ไตรมาส และร่วงลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ -23 จุด โดยปัจจัยที่ทำให้ดัชนีทังกันร่วงลงอย่างรุนแรงในไตรมาส 4 มาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงและวิกฤตการณ์การเงินที่ลุกลามไปทั่วโลก

http://www.ryt9.com/news/2008-12-18/49043057/
#625

คณะกรรมการขนส่งให้ของขวัญปีใหม่ประชาชน ลดค่าโดยสารลง 3 สตางค์ถึง 1 บาท เริ่ม 22 ธ.ค. เผยปรับลดได้มากกว่านี้แต่ต้องคิดเผื่อไว้ก่อน กรณีรัฐบาลไม่ต่ออายุลดภาษีสรรพสามิต 2.70 บาทต่อลิตร ผู้โดยสาร บ.ข.ส.ที่จองตั๋วล่วงหน้า หากมารับตั๋วจะได้รับส่วนลดทันทีก.ม.ละ 3 สตางค์ ขณะที่สมาคมรถร่วมไม่พอใจมติแต่ต้องยอมตาม ระบุหากจะลดอีกคงไม่ทำตามแล้ว เพราะตอนนี้เปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีแล้ว ทำให้มีต้นทุนค่าถ่ายน้ำมันเครื่อง ค่าสึกหรอ อยากให้รัฐพิจารณาส่วนอื่นนอกจากราคาน้ำมันด้วย

เมื่อวัน ที่ 16 ธ.ค. นายชัยศักดิ์ องค์สุวรรณ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรม การขนส่งทางบกกลาง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ที่ประชุมมีมติให้ปรับลดค่าโดยสารรถเมล์บริการสาธารณะลงอีก 3 สตางค์ ถึง 1 บาท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.เป็นต้นไป ซึ่งการปรับลดครั้งนี้ถือเป็นการให้ของขวัญกับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี 2552

สำหรับรายละเอียดของการปรับลด ประกอบด้วยรถหมวด 1 หรือรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถร่วมบริการ ซึ่งมีอัตราค่าโดยสาร สำหรับรถโดยสารธรรมดา ขาว-น้ำเงิน ลดลง 0.50 บาท จากเดิม 8.50 บาท เหลือ 8 บาท รถโดยสารธรรมดา ครีมแดง ลดลง 50 สตางค์ เหลือ 7 บาท จากเดิม 7.50 บาท รถมินิบัสจาก 6.50 บาท เหลือ 6 บาท รถโดยสารปรับอากาศครีมน้ำเงิน ราคาเดิม 12-20 บาทเหลือ 11-19 บาท ส่วนรถโดยสารปรับอากาศยูโรทู ราคาเดิม 13-25 บาท เหลือ 12-24 บาท

ส่วน รถหมวด 4 ประกอบด้วย รถโดยสารธรรมดาและหรือรถสองแถวราคาเดิม 6 บาท เหลือ 5.50 บาท รถโดยสารธรรมดา ขาว-น้ำเงิน ราคาเดิม 8.50 บาท เหลือ 8 บาท รถโดยสารปรับอากาศราคาเดิม 10-18 บาท เหลือ 9-17 บาท และรถโดยสารปรับอากาศยูโรและยูโรทูราคาเดิม 13-25 บาท เหลือ 12-24 บาท ส่วนรถโดยสารระหว่างจังหวัดนั้น มีมติให้ปรับลดราคาลง 3 สตางค์ต่อกิโลเมตร

รายงาน ข่าวจากที่ประชุมเปิดเผยว่า ราคาค่าโดยสารที่ปรับลดลงนั้น เป็นการปรับลดโดยคิดอัตราการขนส่งที่ขั้น 12 ซึ่งมีการคิดราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 21-22 บาทต่อลิตร และราคาที่ปรับลดดังกล่าวเป็นการคิดเผื่อ กรณีรัฐบาลจะไม่ต่ออายุการลดภาษีสรรพสามิตลง 2.70 บาทต่อลิตร ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 31 ม.ค.2552 เพราะหากไม่คิดภาษีเข้าไปจะทำให้ค่าโดยสารปรับลดลงมากกว่านี้

นาย วุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บ.ข.ส. กล่าวว่า บ.ข.ส.จะปรับลดราคาค่าโดยสารลง 3 สตางค์ต่อกิโลเมตร หลังคณะกรรมการฯ มีมติ เพื่อให้ค่าโดยสารสอดคล้องกับต้นทุน และผ่อนคลายภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้รถโดยสาร หลังจากราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนค่าน้ำมันของบ.ข.ส.ลดลง ส่วนกรณีที่ผู้โดยสารที่จะเดินทางในเทศกาลปีใหม่ ที่จองตั๋วโดยสารล่วงหน้า 60 วัน จนเต็มแล้วนั้น ในทางปฏิบัติหลังคณะกรรมการฯ ได้อนุมัติปรับลดค่าโดยสาร ผู้โดยสารที่จองตั๋วเมื่อมาออกตั๋วโดยสารก่อนเดินทาง ก็จะได้รับส่วนลดตามสัดส่วน 3 สตางค์ต่อกิโลเมตรด้วย

ด้านนายฉัตรชัย ชัยวิเศษ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน กล่าวว่า การที่ภาครัฐมีมติลดค่าโดยสารลงตามราคาน้ำมันนั้น แม้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องยอมรับ แต่การที่จะลดราคาลงอีกหากราคาน้ำมันลดลงอีกในอนาคตนั้น กลุ่มผู้ประกอบการไม่เห็นด้วย เพราะแม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลง แต่ผู้ประกอบการที่มีรถร่วมกว่า 3,493 คันกว่า 90% เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เอ็นจีวีซึ่งต้องสั่งนำเข้ารถมาจากต่างประเทศและ ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินรวมแล้ว 2,000 ล้านบาท ระยะเวลาการกู้ประมาณ 2-3 ปีต่อราย และรายจ่ายที่เป็นต้นทุนก็ไม่ใช่เฉพาะราคาน้ำมันแต่ยังมีค่าสึกหรอ ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ต้องเปลี่ยนทุก 45 วัน แต่เมื่อใช้เครื่องยนต์เอ็นจีวีก็ต้องเปลี่ยนทุก 30 วัน เนื่องจากเครื่องยนต์เอ็นจีวีจะต้องเสียค่าบำรุงรักษามากกว่าเครื่องยนต์ ดีเซล จึงต้องการให้ภาครัฐเห็นใจผู้ประกอบการและนำเรื่องต้นทุนที่นอกเหนือจากราคา น้ำมันมาพิจารณาด้วย

"ตอนที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเราก็ต้องการ ประหยัดต้นทุน และรัฐบาลก็สนับสนุนให้เราเปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีเราก็ใช้ เพราะต้องการประหยัดต้นทุน และขณะเดียวกันก็เป็นการเปลี่ยนรถเพื่อให้ผู้โดยสารได้ใช้รถใหม่ มีความปลอดภัย แต่เมื่อราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการก็พอจะลืมตาอ้าปากได้ และยังมีหนี้ที่ต้องชำระกับสถาบันการเงินเนื่องจากกู้เงินมาซื้อรถใหม่ แต่หากภาครัฐจะให้เอกชนลดราคาค่าโดยสารลงอีก ก็จะเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการมากขึ้น" นายฉัตรชัยกล่าว

นายบุญชัย รุ่งเรืองไพศาลสุข ประธานเครือข่ายคัดค้านการขึ้นค่าโดยสารสาธารณะ กล่าวว่า เตรียมเข้าหารือรมว.คมนาคมคนใหม่ เกี่ยวกับการปรับลดค่าโดยสาร เนื่องจากเห็นว่าคณะกรรมการฯ ปรับลดค่าโดยสารต่ำน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยค่ารถเมล์ขาว-น้ำเงิน ต้องปรับเหลือ 6 บาท จากปัจจุบัน 8 บาท ส่วนรถเมล์ครีม-แดง ต้องปรับลดลงเหลือ 5 บาท จากปัจจุบัน 7.50 บาท และรถโดยสารประจำทาง ควรปรับลด 6-9 สตางค์ ขณะเดียวกันคณะกรรมการฯ ควรเปลี่ยนวิธีการคำนวณค่าโดยสารจากใช้ราคาน้ำมันดีเซล มาเป็นราคาก๊าซเอ็นจีวี เนื่องจากขณะนี้รถโดยสารต่างๆ ได้เปลี่ยนการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง มาใช้ก๊าซเอ็นจีวีแล้วเป็นจำนวนมาก

#626
         บมจ.บางจากปิโตรเลียม(BCP), บมจ.ปตท.(PTT) และบริษัท เชลล์(แห่งประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลงอีกลิตรละ 50 สตางค์ โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.วันพรุ่งนี้(16 ธ.ค.) เป็นต้นไป ส่วนน้ำมันเบนซินยังตรึงราคาไว้ในระดับเดิม
         ทั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกตามสถานีบริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลวันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ ดีเซลลิตรละ 19.34 บาท นอกนั้นยังคงเดิม โดยเบนซิน 91 ลิตรละ 21.39 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 16.89 บาท และ แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 16.09 บาท

http://www.ryt9.com/news/2008-12-15/48832088/
#628
 พรุ่งนี้(9 ธ.ค.)ทุกปั๊มลดน้ำมันเบนซิน 80 สต./ลิตร แก๊สโซฮอล์และดีเซล ลง 60 สต./ลิตร


ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ อาทิ ปตท. บางจาก และ เชลล์ ได้ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินลง 80 สตางค์/ลิตร
ขณะที่กลุ่มแก๊สโซฮอล์ และ ดีเซล ปรับลดลง 60 สตางค์/ลิตร ยกเว้นน้ำมัน E 85 โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.
วันพรุ่งนี้ ทั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 21.39 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95
อยู่ที่ 16.89 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 16.09 บาท/ลิตร ส่วนน้ำมันดีเซล B 2 อยู่ที่ 19.84 บาท/ลิตร และ
ดีเซล B 5 อยู่ที่ 28.39 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุของการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันลงในครั้งนี้ เป็นผลมาจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

http://www.innnews.co.th/biz.php?nid=146543
#629


ปตท.นำร่องประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอลล์ 40 สต./ดีเซล 60 สต.มีผลในวันพรุ่งนี้ (5 ธ.ค.)

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : รายงานข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซล โดยเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลดลง 40 สตางค์/ลิตร ส่วนดีเซลลดลง 60 สตางค์/ลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (5 ธ.ค.)  ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลของ ปตท.เป็นดังนี้

น้ำมันเบนซิน ออกเทน 91 อยู่ที่ 22.19 บาท/ลิตร

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 17.49 บาท/ลิตร

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 16.69 บาท/ลิตร

น้ำมันE20 อยู่ที่ 16.19 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันดีเซล อยู่ที่ 20.44 บาท/ลิตร และไบโอดีเซล B5 อยู่ที่

18.94 บาท/ลิตร

น้ำมันโลก ลดลงต่ำสุดตั้งแต่ก.พ.2548

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบไลท์ สวีท ของสหรัฐ งวดส่งมอบเดือนมกราคม ปรับลดลงไปอีก 17 เซ็นต์ปิดที่ 46.79 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และระหว่างการซื้อขาย ราคาดิ่งลงไปถึง 46.26 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ของอังกฤษ งวดส่งมอบเดือนมกราคม ลดลงไปอยู่ที่ 44.87 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะดีดขึ้นมาปิดที่ 45.44 ดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ยังดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง มาจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งล่าสุดมีการเปิดเผยตัวเลขว่าภาคเอกชนเลิกจ้างงานถึง 250,000 คน ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดในรอบ 6 ปี ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะยิ่งทรุดลงไปอีก โดยในปีนี้และปีหน้าความต้องการใช้น้ำมันจะยังอยู่ในระดับต่ำ

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/04/news_317541.php
#630
ห้องพูดคุย / Re: ภาพรถบางส่วนจากงาน Motor Expo 2008
04 ธันวาคม 2008, 02:00:47 ก่อนเที่ยง








































สามารถชมเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th