• Welcome to เว็บบอร์ด ประกาศ ขายรถบรรทุก ซื้อรถบรรทุก แลกเปลี่ยนรถบรรทุก ที่นี่ฟรี!.
 

ข่าว:



    ยินดีต้อนรับสู่เว็บรถบรรทุก แหล่งรวมประกาศเช่า-ซื้อ-ขายรถบรรทุก เครื่องจักรกลหนัก เครื่องกลการเกษตร อุปกรณ์และอะไหล่ บริการขนส่ง ฯลฯ
    ถ้าพี่น้องติดต่อเข้ามาทาง contact form กรุณากรอกอีเมล์ที่สามารถติดต่อได้ด้วยนะครับ

Main Menu
Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - Danny

#661
         บริษัท ฮอนด้า มอ​เตอร์ ​โค ​ซึ่ง​เป็น​ผู้ผลิตรถราย​ใหญ่​เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น ​ได้ลดปริมาณ​การผลิตรถทั่ว​โลกลง​ใน​เดือนส.ค. 2551 ​ในขณะที่​การผลิตรถอ​เนกประสงค์​ในอ​เมริกา​เหนือ​ก็ลดลงด้วย​เช่นกัน

         บลูม​เบิร์กรายงานว่า ยอดรถของฮอนด้า​เดือนส.ค.ร่วงลง 4.8% ​แตะ 295,541 คัน ​โดยยอดรถ​ในสหรัฐตกลงมากที่สุดที่ 10.2% ​โดยฮอนด้าจะลด​การผลิตรถอ​เนกประสงค์รุ่น​ไพล็อต​และมินิ​แวนรุ่น​โอดิสซี ย์ลง 50,000 คัน​ในช่วง​เดือนส.ค.-ต.ค. ​ในขณะที่ยอดขายรถบรรทุกสหรัฐ​เดือนส.ค.ร่วง 22% ​เนื่องจากราคาบ้านที่ตกลง​และราคาน้ำมันที่สูง​เกือบ 4 ดอลลาร์ต่อ​แกลลอน​ทำ​ให้​ความต้อง​การรถลดลง
         ฮิ​โรฟูมิ ​โย​โกอิ นักวิ​เคราะห์ของบริษัท ซี​เอส​เอ็ม ​เวิลด์​ไวด์ กล่าวว่า ตอนนี้​เป็นช่วง​เวลาที่ยากลำบาก ​ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้น วิกฤตสิน​เชื่อ ​และ​การปล่อยกู้ที่​เข้มงวด ล้วน​เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อ​ความต้อง​การ​และ​การผลิตรถ ​และ​ไม่คิดว่าตลาดจะฟื้นตัว​ได้ก่อนปี 2553
         ​เจ.ดี. พาว​เวอร์ ​แอนด์ ​แอส​โซซิ​เอตส์ ระบุว่า ยอดขายรถ​ใหม่​ในสหรัฐอาจจะร่วงลง​เหลือ 14.2 ล้านคัน ​ซึ่ง​เป็นตัว​เลขที่ต่ำที่สุด​ในรอบ 15 ปี
         ซา​โตชิ อา​โอกิ ประธานฮอนด้า กล่าวว่า ​การที่​เลห์​แมน บรา​เธอร์ส ​โฮลดิ้ง อดีตวาณิชธนกิจราย​ใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐล้มละลาย ส่งผลกระทบต่อ​ความ​เชื่อมั่น​ผู้บริ​โภค ขณะที่นักลงทุน​ก็มองว่า​การขอสิน​เชื่อ​เป็น​เรื่องยาก
         ทางด้าน​โอซามุ ซูซูกิ ประธานซูซูกิ มอ​เตอร์ คอร์ป กล่าวว่า ​การ​เปลี่ยน​แปลงที่​เกิดขึ้นอย่างฉับพลันของ​เศรษฐกิจสหรัฐจะ​ทำ​ให้​ เศรษฐกิจ​โลกชะลอตัวลง​ใน​เร็วๆนี้​หรือหลังจากนั้น

http://www.ryt9.com/news/2008-09-25/43933439/
#663
สำนักข่าวบลูม​เบิร์กรายงานว่า ราคาหุ้น อีซูซุ มอ​เตอร์ส บริษัท​ผู้ผลิตรถกระบะ​และรถบรรทุกขนาด​เล็กราย​ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ร่วงลงมากที่สุด​ในรอบ​เกือบ 6 ปี ​ใน​การซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์​โต​เกียววานนี้ (5 ก.ย.) ​เนื่องจาก​ความวิตกว่าสถาน​การณ์ทาง​การ​เมือง​ใน​ไทย จะ​ทำ​ให้ยอดขายรถของอีซูซุหดตัว ​โดยราคาหุ้นร่วงลง 30 ​เยน ​หรือ 9% ​แตะระดับต่ำสุดที่ 305 ​เยน ก่อนขยับขึ้น​ไปปิดที่ระดับ 323 ​เยน ​และหากนับจากต้นสัปดาห์ ราคาหุ้นดิ่งลง​ไป​แล้ว 22% ถือ​เป็นสถิติร่วงลงมากสุดนับตั้ง​แต่​เดือนต.ค. 2545

http://www.ryt9.com/news/2008-09-06/42711402/
#664
 จะทำอย่างไรเมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถอยู่   มีประโยชน์มาก และช่วยกันส่งต่อด้วยนะ ขับรถให้ปลอดภัย
=====================
กรณีที่ 1 เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถ   มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง
2. ถอนคันเร่งออก
3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจ มองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง
4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ   อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะจะทำให้รถหมุน
5. ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัว และจะทำให้บังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น อาจเสียหลัก เพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัดแรงบิดของเครื่องยนต์ ให้ขาดจากเพลา
6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน
7. เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ
8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงและหยุดรถข้อสังเกตเมื่อยางระเบิด คือ ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิดล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม เมื่อระเบิดด้านซ้ายรถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อน แล้วก็จะสะบัดกลับ และสะบัดไปด้านซ้ายอีกที สลับกันไปมา และในทำนองตรงกันข้าม หากระเบิดด้านขวาอาการก็จะกลับเป็นตรงกันข้าม

อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็ คือ หากขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงมากๆ พอยางระเบิดขึ้นมารถก็จะกลิ้งทันที   ทำอะไรไม่ได้
ดังนั้นการขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆจึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น ในขณะขับรถ
จึงไม่ควรขับรถเร็ว ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE DRIVING คือ ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตร  ต่อชั่วโมง
=====================

กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ   ลำคลองใดๆ ก็ตามรถจะไม่ตกลงไปในน้ำแล้วจมทันที เหมือนหิน ตกน้ำ แต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึงพื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้ ควรตั้งสติให้ดีและปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน   รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ   เพิ่มขึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดัน! ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเปิด ประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้  ในกรณีนี้หากน้ำลึกมากๆอาจจะมองไม่เห็นว่าทิศใดเหนือน้ำ   ทิศใดใต้น้ำเพราะว่ามืดไปหมด ไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำเพราะอาจจะว่าย   ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ กรณีเช่นนี้ ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติหรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำนอกจากนั้น ก่อนออกจากรถ หากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบเด็กๆ นั้น ออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน   ดังนั้นหากท่านปฏิบัติ ตามวิธีการเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่าน ปลอดภัยได้  ในยามคับขัน
#665
นักวิเคราะห์ชี้หุ้นอีซูซุในตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วง เหตุวิตกปัญหาการเมืองไทยทำยอดขายหด

         บริษัท อีซูซุ มอ​เตอร์ส จำกัด ​ซึ่ง​เป็นบริษัท​ผู้ผลิตรถกระบะ​และรถบรรทุกขนาด​เล็กราย​ใหญ่ที่สุดของ ญี่ปุ่น​และจดทะ​เบียน​ในตลาดหุ้น​โต​เกียวมี​แนว​โน้มว่า หุ้นของบริษัทจะร่วงลงมากที่สุด​ในรอบ​เกือบ 6 ปี ​เนื่องจาก​ความวิตกกังวลที่ว่า สถาน​การณ์ทาง​การ​เมือง​ใน​ไทยจะ​ทำ​ให้ยอดขายรถหดตัว
         บลูม​เบิร์กรายงานว่า หุ้นอีซูซุ ร่วงลง​ถึง 30 ​เยน ​หรือ 9% ​แตะ 305 ​เยน ​และซื้อขายกันอยู่ที่ราคา 315 ​เยน​เมื่อ​เวลา 11.00 น.​ซึ่ง​เป็นช่วงพัก​การซื้อขาย​ในตลาดหุ้น​โต​เกียว สัปดาห์นี้ หุ้นของอีซูซุร่วงลง​ไป​แล้ว 24% ​ซึ่งถือ​เป็นสถิติที่ร่วงลงมากที่สุดนับตั้ง​แต่​เดือนต.ค. 2545
         ​โตชิซู​เกะ ฮายามิ นักวิ​เคราะห์ของบล.​แมคควอรี กล่าวว่า กลุ่ม​ผู้ประท้วงที่ยึด​ทำ​เนียบรัฐบาล​เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมาประกาศว่าจะอยู่​ใน​ทำ​เนียบ​ไปจนกว่านายกรัฐมนตรีจะลาออก อีซูซุมีธุรกิจที่​ทำตลาดรถกระบะ​ใน​ไทบ 40% ​ซึ่งคิด​เป็นสัดส่วน 60% ของตลาดยานยนต์​ทั้งหมด สถาน​การณ์ทาง​การ​เมืองที่​ไร้​ซึ่ง​เสถียรภาพ​ใน​ไทยกำลังส่งผลกระทบต่อ​ ความ​เชื่อมั่นของ​ผู้บริ​โภค ​และยอดขายรถบรรทุก​ก็อาจจะ​ได้รับผลกระทบ​ไปด้วย
         อีซูซุมีราย​ได้จาก​การปฏิบัติ​การ​ในภูมิภาค​เอ​เชียตะวันออก​เฉียง​ใต้ 12% ​ในปีงบประมาณ​การ​เงินที่​แล้ว ​ซึ่งราย​ได้ส่วน​ใหญ่มากจากประ​เทศ​ไทย

http://www.ryt9.com/news/2008-09-05/42665359/
#666
มีประโยชน์มั่กๆ เลยครับ
#667
ญี่ปุ่น​เผยยอดขายยานยนต์​ใหม่​เดือนส.ค.ร่วงครั้ง​แรก​ในรอบ 2 ​เดือนหลังราคาน้ำมันพุ่ง

          ยอดขายยานยนต์​ใหม่​ในญี่ปุ่น ​ซึ่งนับรวม​ถึงยอดขายรถยนต์ รถบรรทุก ​และรถบัส​ใหม่ๆ​ใน​เดือนส.ค.นั้น ร่วงลง​เป็นครั้ง​แรก​ในรอบ 2 ​เดือน ​เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น​ทำ​ให้​ความต้อง​การยานยนต์​ใหม่ๆลดลง
         ศูนย์ข้อมูลน้ำมัน​ซึ่ง​ได้จัด​ทำ​การสำรวจ​ความคิด​เห็นประชาชน​เมื่อวัน ที่ 10 ส.ค.ชี้ว่า ราคา​เชื้อ​เพลิงที่มีค่าอ็อค​เทนต่ำพุ่ง​แตะระดับสูง​เป็นประวัติ​การณ์ที่ 185 ​เยน
         สำนักข่าวธอมสัน​ไฟ​แนน​เชียลรายงานว่า สมาคมดีล​เลอร์ยานยนต์ญี่ปุ่น​เปิด​เผยว่า ยอดขายรถยนต์ รถบรรทุก ​และรถบัส​ใหม่ๆ ​ซึ่ง​ไม่นับรวมรถขนาด​เล็กนั้น ร่วงลง 14.9% ​แตะ 193,902 คัน
         ​โดยยอดขายรถยนต์ตกลง 12.8% ​แตะ 166,153 คัน ยอดขายรถบัสร่วง 23.9% ​แตะ 1,066 คัน ​และยอดขายรถบรรทุกดิ่งลง 25.6% ​แตะ 26,683 คัน

http://www.ryt9.com/news/2008-09-01/42374622/
#668
         กระทรวง​เศรษฐกิจ ​การค้า ​และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น​เปิด​เผย​ในวันนี้ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม​เดือนก.ค.พุ่งสูงขึ้น​เกินคาด 0.9% จาก​เดือนก่อนหน้านี้ ​โดย​ได้รับปัจจัยหนุนจากยอดส่งออกรถยนต์​และรถบรรทุกที่พุ่งสูงขึ้น

         สำนักข่าว​เกียว​โดรายงานว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม​ในภาคธุรกิจ​เหมือง​และ​โรงงานยืนอยู่ที่ระดับ 107.9 จุด​เมื่อ​เทียบกับระดับพื้นฐานที่ 100 จุด​ในปี 2548
          ตัว​เลขของดัชนีดังกล่าวดีดตัวขึ้นหลังจากที่ทรุดตัวลง 2.2% ​ใน​เดือนมิ.ย. ขณะที่นักวิ​เคราะห์จาก​โพลล์ของสำนักข่าว​เกียว​โดคาด​การณ์ว่าผลผลผลิต อุตสาหกรรม​เดือนก.ค.จะลดลง​เฉลี่ย 0.3%
         อย่าง​ไร​ก็ตาม ทางกระทรวงฯประมาณ​การว่า ผลผลิตจาก​ผู้ประกอบ​การภาคอุตสาหกรรมต่างๆอาจร่วงลง 2.9% ​ใน​เดือนส.ค.​แต่ขยายตัวขึ้น 3.4% ​ใน​เดือนก.ย.​ซึ่งหากตัว​เลขดังกล่าว​เป็น​ไปตามที่คาด​การณ์​ไว้ ผลผลิตอุตสาหกรรม​ไตรมาส 3 จะหดตัวต่อ​เนื่องกัน 3 ​ไตรมาส​เป็นครั้ง​แรกนับตั้ง​แต่ปี 2544 ​และหากประ​เมินสถาน​การณ์​โดยภาพรวม​แล้วพบว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงอยู่​ในระดับที่อ่อน​แอ
         ​ทั้งนี้ ​ใน​เดือนก.ค. ผลผลิตภาค​การขนส่งพุ่งขึ้น 4% จาก​เดือนก่อนหน้านี้ ขณะที่​การส่งออกด้านยานยนต์​ไปยังตลาดยุ​โรป ตะวันออกกลาง ​และประ​เทศอื่นๆ​ใน​เอ​เชียปรับตัวสูงขึ้นถ้วนหน้า

http://www.ryt9.com/news/2008-08-29/42240011/
#669
ตะลอนทัวร์ / เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก
29 สิงหาคม 2008, 11:11:27 ก่อนเที่ยง


       นิตยสาร ทราเวล แอนด์ เลเชอร์ ซึ่งเป็นนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังของอเมริกาที่วางจำหน่ายทั้งในอเมริกาและ ในหลายประเทศทั่วโลก ได้ประกาศจัดอันดับให้กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองยอดเยี่ยมที่น่าท่องเที่ยวที่สุดของโลก ประจำปี 2551 ซึ่งขยับจากอันดับที่ 3 ในปีที่แล้วขึ้นมาโค่นแชมป์เก่าอย่างเมืองฟลอเรนซ์ ของประเทศอิตาลีได้สำเร็จ การจัดอันดับของนิตยสารดังกล่าวได้จากการโหวตของผู้อ่านซึ่งส่วนใหญ่เป็นนัก ท่องเที่ยวตัวยง นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคน
       
       แต่ในความยินดีนั้นก็ยัง อุตส่าห์มีบางคนตั้งคำถามอย่างไม่เชื่อว่ากรุงเทพฯ อันสับสนวุ่นวายของเราน่ะหรือคือเมืองน่าเที่ยวมากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นคำถามของหลายคนที่เกิด เติบโตขึ้นมากับกรุงเทพฯ และจำต้องใช้ชีวิตอยู่กับเมืองแห่งนี้ทุกเมื่อเชื่อวันต้องถามย้ำด้วยความ ไม่แน่ใจ ซึ่งก็คงไม่แปลกที่หลายคนจะตั้งคำถามเช่นนั้น เพราะคนกรุงเทพฯ มิได้มองกรุงเทพฯด้วยสายตาและความรู้สึกของนักท่องเที่ยวที่พร้อมจะตื่นตา ตื่นใจไปกับสิ่งใหม่ๆที่พบเห็น แต่กลับจ่อมจมอยู่กับภาพของปัญหาอันน่าหงุดหงิดรำคาญใจ เช่นปัญหาการจราจรที่ติดขัด ความสันสนวุ่นวายไร้ระเบียบของผู้คน ของร้านค้าแผงลอย ป้ายโฆษณาที่รกรุงรังเต็มท้องถนนและบนยอดตึก มลภาวะทางอากาศ ฯลฯ บางทีเมืองน่าเที่ยวอาจจะไม่ใช่เมืองน่าอยู่ก็เป็นได้
       
       ที นี้เราลองมามองกรุงเทพฯในมุมใหม่ด้วยสายตาของนักท่องเที่ยวกันบ้าง ลองสมมุติว่าเราท่านเป็นฝรั่งจมูกโด่ง ทำงานรับเงินเดือนๆ ละ 100,000-200,000 บาทตามมาตรฐานการครองชีพของพนักงานระดับพื้นๆ แล้วลองเก็บเงินมาพักร้อนที่กรุงเทพฯ ดู เราอาจจะมองกรุงเทพฯแห่งนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป สิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวมองว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่ามาเที่ยวก็เพราะ เป็นเมืองที่มีความคุ้มค่าเงินที่จะใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว เพราะกรุงเทพฯเป็นเมืองใหญ่ทันสมัย มีบริการให้เลือกทุกระดับในอัตราค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ของโลกอื่นๆ
       
       เปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ หากเราใช้บริการแท็กซี่จากสนามบินนาริตะเข้าเมืองโตเกียว หรือจากสนามบินฮีตโทรว์เข้ากรุงลอนดอน เราต้องจ่ายค่าบริการราว 2,000-3,000 บาท ในขณะที่จากสนามบินสุวรรณภูมิเข้ากรุงเทพฯ ค่าแท็กซี่เที่ยวละไม่เกิน 500 บาท เมื่อเข้ามาถึงใจกลางเมืองแล้ว การจะเดินทางท่องเที่ยวภายในเมือง กรุงเทพฯก็มีตุ๊กๆที่เป็นเอกลักษณ์ให้นั่งเที่ยวชมเมืองกันในราคาแสนถูก เมื่อเทียบกับพาหนะท่องเที่ยวในเมืองอื่นๆ
       
       สำหรับค่า ที่พักซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักของการเดินทางท่องเที่ยว กรุงเทพฯ ก็มีโรงแรมที่พักให้เลือกมากมายหลายระดับราคา ตั้งแต่เกสเฮาส์คืนละไม่ถึงพันบาทไปจนถึงโรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาวที่ได้รับการโหวตให้เป็นโรงแรมที่ดีที่สุด 1 ใน 10 ของโลกเลยทีเดียว ซึ่งนักท่องเที่ยวทั่วๆไปนั้นสามารถจะเลือกหาที่พักที่สะอาด ปลอดภัย มีมาตรฐานได้ในราคาคืนละพันกว่าบาทขึ้นไป แต่ในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำอื่นๆ นักท่องเที่ยวอาจต้องจ่ายคืนละ 4,000-5,000 บาทขึ้นไปสำหรับที่พักระดับมาตรฐานที่พอพักได้เท่านั้น
       
       ใน เรื่องอาหารการกิน กรุงเทพฯก็มีร้านอาหารให้เลือกตั้งแต่ระดับแผงลอยข้างทางไปจนถึงภัตตาคาร ชั้นนำ มีอาหารให้เลือกทุกชาติทุกภาษา ไม่มีเวลาจำกัด เช่นอาจจะเลือกชิมอาหารไทยด้วยการล่องเรือกินอาหารค่ำในแม่น้ำเจ้าพระยาชม ความงามของมหานคร ชมวัดวาอารามยามราตรี นักท่องเที่ยวก็จะตื่นตากับพระปรางค์วัดอรุณอันยิ่งใหญ่ความสูงถึง 82 เมตร ที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ริมสายน้ำประดับไฟสาดแสงสวยงามกว่าหอไอเฟลเสียอีก หรือถ้าชอบอาหารญี่ปุ่นก็มีย่านธนิยะ อาหารเกาหลีที่ถนนสุขุมวิท ชอบแนวตะวันออกกลางก็ไปย่านซอยนานา หรือตื่นตาตื่นใจกับความอร่อยของอาหารจีนย่านเยาวราช ไชน่าทาวน์ของกรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งอาหารจีน อาหารทะเลสดๆ และผลไม้อันหลากหลายของไทยและจากทั่วทุกมุมโลก เรียกว่าเรื่องอาหารการกินนั้น กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารการกิน ไม่แพ้เมืองใดแถมราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ของโลก
       
       ใน เรื่องแหล่งท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ของเราก็ไม่เป็นสองรองใคร หากเราเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้มีโอกาสมาเห็นวัดพระแก้วและพระบรมหา ราชวังแล้วคงต้องถึงกับตื่นตะลึงในความงดงามของเจดีย์วิหารสีทอง ปราสาทราชวัง พระที่นั่งซึ่งมีศิลปะสถาปัตยกรรมอันงดงามอ่อนช้อยอร่ามเรืองรองสมกับเป็น แผ่นดินทองซึ่งยากจะหาปราสาทราชวังแห่งใดในแดนตะวันออกจะงดงามเทียบเทียมได้
       
       กรุงเทพฯ ยังมีวัดวาอารามที่สวยงามให้เที่ยวชมกันหลายสิบวัด โดยเฉพาะแค่วัดรอบๆเกาะรัตนโกสินทร์เช่นวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย เพราะเป็นแหล่งรวบรวมสรรพศาสตร์ สรรพวิชา ตำราความรู้ที่มีทั้งจารึก และรูปสลักท่าฤาษีดัดตน ซึ่งได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกแห่งความทรงจำของโลก" และยังมีพระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนองค์ใหญ่สีทองอร่ามเรือง สูง 15 เมตร ยาว 46 เมตร พุทธลักษณะงดงามยิ่งให้ชมให้สักการะ
       
       กรุงเทพฯ ยังมีพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือหลวงพ่อทองคำแห่งวัดไตรมิตรวิทยาราม พระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกหนักถึง ๕.๕ ตัน ซึ่งหากจะประมาณค่าโดยราคาทองคำในปัจจุบันนั้นราคาน้ำหนักทองของพระพุทธรูป ทองคำก็มีมูลค่ามหาศาล แต่คุณค่าแห่งแรงศรัทธราและประวัติความเป็นมาขององค์หลวงพ่อทองคำที่มีอายุ กว่า 700 ปีนั้นย่อมมีค่าสูงกว่ายิ่ง ทำให้ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวแวะไปเที่ยวชมสักการะถึง 2,500-3,000 คนเลยทีเดียว
       
       การท่องเที่ยวกับการช็อปปิงนั้นเป็นของ คู่กัน เมื่อมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวขึ้นชื่อของแต่ละประเทศ สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักให้ความสนใจแวะเวียนไปเที่ยวชมก็คือตลาดพื้น เมือง เพราะจะเป็นแหล่งรวมของสินค้าพื้นบ้านและวิถีชีวิผู้คนในถิ่นนั้นๆ ซึ่งกรุงเทพฯก็มีตลาดชื่อดังระดับโลกที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องจัด โปรแกรมแวะเวียนไปเที่ยวชม นั่นคือตลาดนัดสวนจตุจักรที่มีทุกสิ่งให้เดินเลือกซื้อเลือกชมกันได้ทั้งวัน เพราะมีร้านค้ากว่า 8,000 ร้าน มีสินค้าหลากหลายตั้งแต่เครื่องประดับจากอัญมณี เครื่องหนัง เครื่องจักรสาน ของแต่งบ้าน เสื้อผ้า ซึ่งเสื้อยืดที่ระลึกตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ นักท่องเที่ยวอาจต้องจ่ายตัวละ 300-500 บาทเป็นอย่างต่ำ แต่เสื้อยืดสวยๆ คุณภาพดีพอจะซื้อไปเป็นของฝากจากตลาดนัดสวนจตุจักรสามารถจะหาซื้อได้ในราคา 2 ตัว 100 บาท กรุงเทพฯ ยังมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำนวนมากที่สุดในโลกก็ว่าได้มารวมไว้ให้ช็อปปิง กันอย่างจุใจ และยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมายที่จาระไนกันไม่หมด แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เมืองอื่นๆ ไม่อาจจะมีเหมือนกรุงเทพฯได้ก็คือ รอยยิ้ม ความมีน้ำใจ และความมีอัธยาศัยไมตรีอันดีงามของคนกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีบ้านใด เมืองใดจะเทียบเท่าหรือเอาอย่างได้นั่นเอง
       
       ถึง ตอนนี้ผมชักเริ่มจะอิจฉานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียแล้ว นี่ถ้าในโลกยังมีเมืองท่องเที่ยวดีๆ อย่างกรุงเทพฯ ที่แสนจะประหยัดคุ้มค่าน่าเดินทางท่องเที่ยวอย่างนี้อีก ผมคงต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชา ลาพักร้อนไปเที่ยวสักเดือนเป็นแน่.

ที่มา http://www.offroaderthailand.com/story/aspboard_Question.asp?GID=7
#670
ถามช่าง / NGV ในเครื่องยนต์ดีเซล
29 สิงหาคม 2008, 11:08:18 ก่อนเที่ยง
    ได้มีการค้นคว้าและทดลองทำกันมานานโข เท่าที่ผมได้รับข้อมูลจากกลุ่มบริษัทค้นคว้าในเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนยุคของ อินเตอร์เน็ตเสียอีก เป็นข้อมูลทางวิศวกรรม พร้อมผลทดสอบกันอย่างละเอียดยิบและบรรยายสรรพคุณอันอย่างเลอเลิศ กาลเวลาผ่านพ้นไปอีก 30 กว่าปี ก็ยังไม่เห็นความแพร่หลายในอุปกรณ์ตัวนี้

     การใช้ก๊าซ NGV ในเครื่องยนต์ดีเซล มันค่อนข้างจะเป็นความฝันของนักประดิษฐ์ คือ ทำให้การใช้งานของเครื่องยนต์กว้างขวางขึ้น สามารถใช้ดีเซลล้วน ๆ ก็ได้ หรือใช้ NGV เป็นพลังงานหลัก ใช้ดีเซล เพื่อการจุดระเบิด ทำหน้าที่ เช่น การสปาร์คจากหัวเทียน เพราะก๊าซนี้มีจุดติดไฟสูงอยู่ในระดับ 1000 C จึงจะติดไฟได้ อีกทั้งส่วนผสมจะต้องพอดีระหว่างอากาศกับก๊าซ คืออยู่ในเกณฑ์ 10:1 ว่ากันง่าย ๆ คือ 10% ก๊าซ ต่ออัตราส่วนของอากาศ ส่วนดีเซลนี้จุดติดไฟค่อนข้างต่ำ อยู่ในเกณฑ์ 200-300 C ดังนี้ เครื่องยนต์ที่มีกำลังอัดตั้งแต่ 15: 1 ขึ้นไป สามารถทำอากาศให้ร้อนเกินจุดติดไฟของดีเซล ดังนี้ เมื่อมีการพ่นน้ำมันดีเซลเข้าไป น้ำมันก็จะลุกไหม้ในทันที เกิดการขยายตัวของอากาศอย่างรุนแรง สามารถขับดันเครื่องยนต์ให้มีพลังได้มาก ความหวังของวิศวกรก็คือ ใช้ดีเซลเพื่อจุดก๊าซผสมขึ้น พลังงานหลักก็คือ NGV เพราะคาดการณ์ไว้ว่า สามารถคุมการใช้ดีเซลอยู่ในระดับ 10-20% ของพลังงานทั้งหมด

     แต่ ในโลกแห่งความเป็นจริง เครื่องยนต์ดีเซลถูกสร้างขึ้นมาตรงข้ามกับเครื่องยนต์ที่ใช้หัวเทียนจุด ระเบิดโดยสิ้นเชิง การทำงานของเครื่องยนต์จะมีลักษณะตรงข้ามในส่วนของระบบการเผาไหม้ของเชื้อ เพลิง เพราะเครื่องยนต์นี้ไม่ต้องอาศัยการจุดจากประกายไฟ เพราะตัวอากาศก็มีความร้อนจากการอัดอากาศเพียงพอที่จะทำให้เชื้อเพลิงติดไฟ ได้เองอยู่แล้ว เชื้อเพลิงที่ดีของดีเซลคือ จะต้องติดไฟและเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว คือจะต้องติดไฟในทันทีที่ถูกฉีดเข้าห้องเผาไหม้ ในส่วนนี้มันก็ตรงข้ามกับเครื่องยนต์ที่ใช้หัวเทียนจุดระเบิด เพราะเชื้อเพลิงที่ผสมอากาศเรียบร้อยในเครื่องยนต์เบนซินจะต้องเผาไหม้ช้า ยิ่งมีออกเทนสูง นั่นก็คือการเผาไหม้จะช้ากว่าพวกออกเทนต่ำ การเผาไหม้ช้าลงทำให้ลดแรงกระแทกในลูกสูบได้ นั่นก็คือการลดอาการน็อกของเครื่องยนต์ อีกทั้งรูปลักษณ์ของห้องเผาไหม้ก็มีส่วนสำคัญที่จะลดอาการน็อก เพราะเมื่อก๊าซเริ่มติดไฟ ส่วนที่ติดไฟแล้วเริ่มขยายตัวออกไปเบียดส่วนผสมที่เหลือ ถ้าไม่ได้มีการออกแบบห้องเผาไหม้เพื่อลดความร้อนของก๊าซผสมไม่ให้เกิดการ ระเบิดขึ้นมาในส่วนที่เหลืออยู่ เครื่องยนต์ก็จะมีอาการน็อกได้อีก อาการเครื่องน็อกในเบนซินก็มีอันตรายไม่น้อย เพราะจะทำให้ปะเก็นฝาสูบหรือแหวนลูกสูบหัก หรือลูกสูบแตกได้

     ส่วน อาการน็อกของเครื่องยนต์ดีเซล มันจะเกิดในช่วงเครื่องยนต์ยังร้อนไม่พอ เพราะอากาศในห้องเผาไหม้ยังมีอุณหภูมิต่ำ ทำให้เกิดการล่าช้าของการติดไฟของดีเซล ทำให้เกิดมีเชื้อเพลิงสะสมตกค้างในห้องเผาไหม้ เมื่อส่วนหนึ่งติดไฟไปเบียดเอาส่วนผสมที่เหลือ ทีนี้ก็ระเบิดไปทีเดียวเลย ทำให้เกิดการกระแทกรุนแรง ก็อาจมีแหวนลูกสูบแตกได้เช่นกัน ในเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ๆ เขาจึงไม่นิยมดับเครื่องในช่วงพักการใช้งาน คงปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาเอาไว้ คือยอมจ่ายค่าเชื้อเพลิง ดีกว่าไปจ่ายค่าซ่อม อีกทั้งการสึกหรอของเครื่องยนต์ก็จะน้อยกว่า ทำให้มีอายุการใช้งานได้ยาวนานกว่า




     เมื่อ แรก ๆ ที่ไปอยู่ที่สหรัฐก็ยังข้องใจอยู่เหมือนกัน ก็ตามจุดพักรถหัวลากที่เดินทางไกล ๆ เวลาที่คนขับไปพักผ่อน เขาก็ทิ้งให้เครื่องยนต์เดินเครื่องยนต์ไว้ เป็นอย่างนี้ทุกคัน จนต้องได้ถามด้วยความสงสัย ก็ได้รับคำตอบว่า ถ้าไปดับเครื่องยนต์ ความร้อนในตัวเครื่องก็จะค่อย ๆ ลดลง ทำให้โลหะในตัวเครื่องเกิดความเครียด อันเป็นสาเหตุให้มีโอกาสเสื้อเครื่องแตกได้เร็วขึ้น การยอมเสียเชื้อเพลิงเพื่อรักษาระดับความร้อนเอาไว้ ทำให้ยืดอายุการใช้งานได้มาก แต่ละเครื่องสามารถใช้งานได้นับสิบปี และสามารถเดินทางได้เป็นล้านไมล์ขึ้นไป โดยรวมแล้ว คุ้มค่ากว่าแยะ

     การ ใช้ NGV ในดีเซลที่เคยมีการโฆษณาว่าสามารถใช้ได้ทั้งดีเซลและเบนซินนั้น บัดนี้ก็มีการลดป้ายโฆษณาเรื่อง NGV ดีเซลกันไปเป็นที่เรียบร้อย เพราะเมื่อทำไปแล้ว มันได้ผลน้อย อีกทั้งยังล่อแหลมต่อการทำลายเครื่องยนต์ เพราะการจัดการระหว่างเชื้อเพลิงทั้งสองที่ไม่เหมาะสม ก็สามารถทำลายเครื่องยนต์ให้ชำรุดได้ในพริบตา ผมเองก็ได้เคยทำการทดลองด้วยตนเองมาแล้ว ก็ทำตามอย่างที่ต่างประเทศได้ทำการวิจัยว่าได้ผลดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เอาเข้าจริง ๆ พบว่ามีความเสี่ยงต่อการทำลายเครื่องยนต์มากยิ่งกว่า ในที่สุดก็ต้องล้มเลิกโครงการนี้ เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่จะมีการคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีการโปรแกรมการใช้เชื้อเพลิงทั้งสองโดยละเอียด ในทุก ๆ รอบและทุก ๆ โหลดของการใช้งาน ดังนี้ อุปกรณ์เหล่านี้จะต้องมีราคาสูง และก็ยังมีความเสี่ยงต่การชำรุดเสียหายอยู่ดี

     การใช้ NGV ที่ได้ผล จะต้องมีการพัฒนาเครื่องยนต์ขึ้นมาจำเพาะ เพราะเชื้อเพลิงตัวนี้มีค่าออกเทนสูงมาก คือถึง 120 เทียบกับเบนซิน ที่ใช้อยู่ในประเทศไทย มีค่าออกเทนอยู่ 2 แบบ คือ 91 และ 95 แม้ว่าค่าของออกเทนที่ต่างกันดูเหมือนจะเล็กน้อย แต่ก็ยังต้องใช้กับเครื่องยนต์จำเพาะ เช่น เครื่องยนต์ที่ออกแบบมาใช้ 91 แต่ไปเติม 95 แม้จะดูเหมือนว่าไม่มีผลเสียหาย นอกจากว่าจะต้องอ่านแพงกว่าเท่ากัน และการเผาไหม้เริมมีอุณหภูมิที่ต่างกันออกไป คือเชื้อเพลิงออกเทนสูง จะมีการเผาไหม้ช้า ผลเสียก็คือ มีการลนไฟในหัวลูกสูบและฝาสูบนานกว่า ยิ่งพวกที่เคยเอาน้ำมันเครื่องบินชนิดลูกสูบที่มีออกเทนสูงขนาด 115 มาเติมรถ พวกนี้จะรู้ดีว่าในไม่ช้าไม่นาน เครื่องพัง

     การจัด กำลังอัดให้เหมาะสมกับเชื้อเพลิง จึงมีความสำคัญยิ่ง นอกจากจะต้องคำนวณหาค่าใกล้เคียงแล้ว ยังต้องมีการลองถูกลองผิดกันอีกตั้งหนึ่ง โดยเฉพาะรถที่เครื่องยนต์เดิมเป็นดีเซล แล้วมาลดกำลังอัดลงด้วยการติดหัวลูกสูบ ถ้าลดต่ำเกินไป การเผาไหม้ก็จะช้า ทำให้เกิดความร้อนสะสมจำนวนมาก จนหัวลูกสูบละลายได้ ถ้าลดน้อย คือ กำลังอัดยังสูงอยู่ ก็จะเกิดสภาวะเครื่องน็อก ลูกสูบแตกได้ ดังนี้ ก่อนตัดสินใจแปลงเครื่องยนต์ ต้องติดตามหาข้อมูลให้ละเอียดและดูให้ดีว่า ที่ไหนทำแล้วมีผลสำเร็จประการใด มิฉะนั้นแล้วการประหยัดทางเชื้อเพลิง ก็อาจจะต้องหมดสิ้นไปกับการซ่อมเครื่องยนต์และเสียเวลาในการทำมาหากิน

ที่มา http://www.offroaderthailand.com/story/aspboard_Question.asp?Gid=5
#671
       ข่าวในประเทศ - 'โคมัตสุ' นำเข้ารถยกไฟฟ้า"ไฮบริด ฟอล์คลิฟท์"เตรียมเปิดตัวครั้งแรกในไทย 5 กันยายนนี้ พร้อมเดินเครื่องโรงงานใหม่เต็มสูบ เพิ่มกำลังการผลิตจาก 6,000 คันเป็น 9,000 ในปีหน้า ดันไทยเป็นศูนย์กลางส่งออกรถขุดตักไฮดรอลิกของอาเซียน
       
       ดร. พรเทพ พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท บางกอกโคมัตสุ จำกัด ผู้ผลิตและประกอบเครื่องจักรกลหนักประเภทรถขุดตักตีนตะขาบ ภายใต้แบรนด์ "โคมัตสุ" ในประเทศไทย เปิดเผยว่า เตรียมเปิดนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการนำรถยกไฟฟ้า "โคมัตสุ ไฮบริด ฟอล์คลิฟท์" เข้ามาทำตลาด โดยมาพร้อมแนวคิด "รังสรรค์โลกให้พัฒนา...ห่วงใยรักษาเพื่อชุมชน"

   
       "โคมัตสุ ไฮบริด ฟอล์คลิฟท์ รถยกไฟฟ้ารุ่นล่าสุด เป็นรถนำเข้าทั้งคันจากประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นเป็นรถรักสิ่งแวดล้อม ปราศจากมลพิษ ซึ่งไทยถือเป็นประเทศแรกในเอเชีย(ไม่นับญี่ปุ่น)ที่นำรถรุ่นนี้มาเปิดตัวอีกด้วย ส่วนรายละเอียดต่างๆจะแจ้งให้ทราบในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 5 กันยายนนี้ ณ อาคารสยามกลการ"
       
       สำหรับแผนงานอื่นๆของบริษัท หลังเปิดดำเนินการโรงงานประกอบรถขุดแห่งที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ซึ่งใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท และเริ่มดำเนินการผลิตไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ล่าสุดได้ทำพิธีเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการวันนี้(26 ส.ค.) โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิด
       
       ดร. พรเทพ กล่าวว่า โรงแห่งที่ 1 และ 2 ปัจจุบันมีการผลิตรถขุดไฮดรอลิคจำนวน 5 โมเดล กำลังการผลิตต่อปี 6,000 คัน ทั้งนี้ในปีหน้า จะเพิ่มไลน์โปรดักส์อีก 4 โมเดล กำลังผลิตเป็น 9,000 คันต่อปี โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการส่งออก 90% ที่เหลือ 10% จะทำตลาดในประเทศ
       
       "เรามีสินค้าหลักคือรถขุดตักไฮดรอริคตีนตะขาบขนาด 13 ตัน 16 ตัน 20 ตัน และ 30 ตัน รวมถึงรถตักหน้าขุดหลังรุ่น WB93R ส่วนในปีหน้าจะเพิ่มการผลิตในรุ่นขนาด 22 ตัน และ 40 ตัน นอกจากนี้ยังเตรียมประกอบรถขุดตักล้อยาง Wheel Loader รุ่น WA200 WA380 เพื่อส่งออกไปตลาดอเมริกาอีกด้วย"
       
       สำหรับการส่งออกไปทั่วโลก 26 ประเทศ อาทิ อเมริกา บราซิล เม็กซิโก อังกฤษ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน พม่า กัมพูชา เวียดนาม ลาว ฟิลิปปินส์ อินเดีย ซึ่งตลาดการส่งออกนั้นมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และบริษัทเตรียมขยายตลาดสู่ประเทศอื่น ๆ ต่อไป
       
       ดร.พรเทพ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของผลประกอบการว่า ในปี 2550 บริษัทฯ ทำยอดจำหน่ายได้มูลค่ารวม 7.7 พันล้านบาท โดยเป้าหมายในปีนี้คาดว่าจะมียอดจำหน่ายสูงถึง 1-1.2 หมื่นล้านบาท ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมนั้นยังคงอยู่ในภาวะ ที่ไม่คงที่ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ และการเมือง รวมถึงราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต วัตถุดิบที่มีราคาสูงขึ้น แต่ทางบริษัทยังคงมั่นใจ ในเรื่องยอดขายที่จะสูงขึ้น โดยเฉพาะตลาดการส่งออกที่มียอดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง

http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000100982
#672
ถามช่าง / ทำ Eeepc + GPS ติดรถ แบบ DIY
24 สิงหาคม 2008, 02:32:59 ก่อนเที่ยง
 วันนี้ขอนำเสนอ

ทำ Eeepc+GPS ติดรถแบบ DIY

พูดไปแล้วจริงๆ ผมก็ได้ใช้ GPS ไม่บ่อยนักหรอกครับ
แล้วเวลาใช้จริงๆ ก็แค่เอา GPS Bluetooth เชื่อมกับ Pda Phone มันก็ใช้ได้แล้ว

ปัญหาก็มีบ้าง เล็กๆน้อยๆ
( แต่เรื่องพาออกนอกเส้นทางนี่ไม่นับ เพราะ GPS เกือบทุกยี่ห้อ มันก็ มี พาหลงได้ทั้งนั้น )

เช่น
ค้นหาสถานที่ช้า

คำนวณเส้นทางช้า

จอเล็ก

Hang บ้างเป็นบางที


โดยเฉพาะเวลามทีสายเข้า บางที่ pda phone ก็มีเอ๋อๆ ไปบ้างเหมือนกัน

อยากจะซื้อใหม่ก็ม่ายยยมีตังค์ เพราะ GPS เจ๋งๆ แบบ ติดรถนี่แพงทีเดียว


วันนี้ผมก็เลย เอาของที่มีอยู่แล้ว มาทำ GPS ติดรถแบบ DIY ซะเลย

อุปกรณ์

1. Subnotebook   Asus  Eeepc    12,000 บาท (มีอยู่แล้ว)

2. DC -> AC 220  300W   650 บาท (ซื้อที่พันทิพย์)

3. GPS Receiver      2,000 บาท (มีอยู่แล้ว)

3. ไม้อัด  เดินหาๆเอา  แถวๆโรงงาน ทีแรกจะใช้แผ่น อะคลีลิก 
แต่ดันไม่มีปัญญาตัด เพราะไม่มีเลื่อย 
เลยใช้ไม้อัดแทน มันตัดด้วยเลื่อยไฟฟ้าได้

4. กาวติดไม้ ขอแผนกช่างมา

5. หนัง 100 บาท

แบบว่า ทีแรก ไม่ได้คิดจะเอามาเขียนลง blog เลยไม่ได้ถ่ายรูปขั้นตอนอย่างละเอียด
(จริงๆมันก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากเลื่อยไม้ แหะๆ) 




หน้าตาของตัวแปลงไฟครับ





ตัว GPS Receiver   ปกติผมจะเชื่อมผ่าน Bluetooth
แต่คราวนี้จะใช้ USB เลยต้อง Downdload driver   จากเวปของ Wintec




ลองตัดไม้มาวางทาบกะระดับ  หลังจากที่ต่อระบบไฟเสร็จแล้ว
ทํามุมไว้สามอัน กันเครื่องร่วง






จัดการหุ้มหนังซะ




เป๊ะเลยไม่น่าเชื่อ ปกติวัดอะไรไม่เคยแม่น




Download โปรแกรมนําทาง  แล้ว ลองเชื่อมต่อ

เหอะๆๆๆ   ได้อย่างใจ
หมดตังค์ไป ร้อยเดียว

แต่ถ้าจะนับราคาของทั้งหมด กัน จริงๆ ก็ยังคุ้มกว่า GPS ติดรถแบบแพงๆ มากมาย
ถ้าเทียบกับ คุณภาพ   ประมวล เร็วสุดๆ ครับ 


อีกหน่อยคงมีกฏหมาย ห้ามเล่นคอมในรถ 
(ขออภัยภาพเบลอมากๆ เนื่องจากใช้กล้องมือถือ)

* คําเตือน  notebook  ทั่วไป อาจ harddisk พังได้ เพราะ แรงสะเทือน นะครับ

http://riddler.exteen.com/20080510/eeepc-gps-diy
#673


สหการประมูลเผยความต้องการซื้อในรอบ 12 เดือน ตัวเลขยอดขายระบุโตโยต้าและอีซูซุคือรถที่อยู่ในความต้องการสูงสุดของรถยนต์มือสองประเภทกระบะ ฮอนด้าและโตโยต้าเได้รับความนิยมสูงสุดประเภทรถเก๋ง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นางสาวเสาวลักษณ์ ชัยเดชสุริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหการประมูล จำกัด เปิดเผยว่า จากการเก็บข้อมูลด้านความต้องการซื้อรถยนต์มือสองของลูกค้า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 จนเดือนมิถุนายน 2551 พบว่าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขยอดขายรถยนต์มือสองผ่านการประมูลทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดระบุว่า ยี่ห้อโตโยต้าและอีซูซุเป็นรถยนต์ที่อยู่ในความต้องการของลูกค้าสูงสุด เนื่องจากรถยนต์ประเภทกระบะนั้นโตโยต้ามีสัดส่วนความต้องการซื้อร้อยละ 24 และอีซูซุร้อยละ  22 ส่วนร้อยละ  54 เป็นรถยนต์ยี่ห้ออื่น ๆ  นอกจากนี้แล้วตัวเลขดังกล่าวยังชี้ชัดว่ารถยนต์มือสองประเภทรถเก๋งนั้น ยี่ห้อโตโยต้ามีสัดส่วนความต้องการร้อยละ 25 ฮอนด้าร้อยละ 20 ส่วนร้อยละ  55  เป็นรถยนต์ยี่ห้ออื่น ๆ

"จากประสบการณ์ในธุรกิจประมูลรถยนต์มือสองกว่า 20 ปี ทำให้เข้าใจถึงพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการซื้อเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เช่น จากการสำรวจทำให้ทราบว่ารถยนต์มือสองที่อยู่ในความสนใจส่วนใหญ่เป็นรถที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2000 ขึ้นไป ก็ต้องมุ่งนำเสนอสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดให้มากที่สุด" นางสาวเสาวลักษณ์ให้ความเห็นและกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมายอดขายรถยนต์มือสองประเภทกระบะได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยี่ห้อโตโยต้าและอีซูซุก็ยังอยู่ในความต้องการซื้อสูงสุด เนื่องจากเป็นรถตลาดที่สามารถซื้อ-ขายเปลี่ยนมือได้ง่ายกว่ายี่ห้ออื่น ๆ และราคาไม่ตกมากนัก

ทั้งนี้ บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลทั้งตัวเลขยอดขายและสำรวจความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อจะได้นำเอายี่ห้อรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดไปใช้เป็นดัชนีชี้วัดความต้องการซื้อและความสำเร็จในการประมูลขายแต่ละครั้ง และยังสามารถระบุถึงความเป็นไปได้ในการขาย และการประเมินราคารถยนต์สำหรับกำหนดราคาเริ่มต้นประมูลขาย เพื่อให้เจ้าของรถมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น 

http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/08/news_282565.php
#674
       ธ.ก.ส. ร่วมสนับสนุนโครงการสินเชื่อเพื่อติดตั้งระบบ NGV ให้กับผู้ประกอบการรถบรรทุกในสังกัดสหพันธ์การขนส่งแห่งประเทศไทย รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ดอกเบี้ย 5%ต่อปี โดย ธ.ก.ส.นำร่องปล่อยกู้ 100 ล้านบาท จนถึง 31 ธ.ค.นี้
       
       วานนี้ (18 สิงหาคม 2551) ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการสินเชื่อเพื่อติดตั้งระบบ NGV ให้กับรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพื่อลดภาระค่าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ด้วยการหันมาใช้พลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำกว่า
       
       นายธีรพงษ์กล่าวว่า จากปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจภาคการขนส่งอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งรายเล็กที่ต้องปิดกิจการเนื่องจากแบกภาระต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ไหว จากปัญหาดังกล่าวสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยจึงได้ร้องขอให้รัฐสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการรถบรรทุก ซึ่งเป็นสมาชิกในเครือสหพันธ์ฯ เพื่อนำไปดัดแปลงเครื่องยนต์จากการใช้น้ำมันดีเซลมาใช้ NGV เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจ่ายเงินกู้ผ่าน ธ.ก.ส.และธนาคารออมสิน นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระที่รัฐบาลต้องจัดสรรราคาน้ำมันต่ำกว่าตลาด 3 บาท/ลิตร สำหรับรถบรรทุก 20,000 คัน จากทั้งหมด 740,000 คัน วันละประมาณ 3 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 270 ล้านบาทต่อเดือนอีกด้วย
       
       สำหรับเงื่อนไขการกู้เงินตามโครงการ ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การดูแลของสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดยบุคคล กู้ได้ไม่เกินคันละ 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี และนิติบุคคล กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 3 เท่าของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว และไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ในด้านหลักประกัน กรณีบุคคลใช้อสังหาริมทรัพย์จำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ กรณีนิติบุคคล ใช้นิติบุคคลอย่างน้อย 5 ราย ทำหนังสือรับรองรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท และต้องให้บุคคลที่มี ความน่าเชื่อถืออย่างน้อย 3 คน ทำสัญญารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย ส่วนในด้านการชำระหนี้ กำหนดชำระหนี้เงินกู้เป็นรายเดือนไม่เกิน 36 งวด และปลอดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยใน 2 งวดแรก
       
       ทั้งนี้ วงเงินกู้ดังกล่าวมาจากเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานของปตท.จำนวนทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท โดยในเบื้องต้น ธ.ก.ส.กำหนดวงเงินสำหรับโครงการนำร่องจำนวน 100 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2551 และ หากพบว่ายังมีผู้สนใจการติดตั้งระบบ NGV ก็จะพิจารณาขยายเงินกู้ไปยังกลุ่มลูกค้ารายอื่น ๆ ต่อไป

http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000097651
#675
ห้องพูดคุย / เอารูป IZUSU DECA SUPER TRUCK มาฝาก
15 สิงหาคม 2008, 05:33:57 หลังเที่ยง
คลิ๊กดูรูปใหญ่นะครับ


























#676
ห้องพูดคุย / Re: หกล้อ มิตซูไม่ดียังไง?
06 สิงหาคม 2008, 02:15:12 หลังเที่ยง
ลองติดต่อสอบถามกับผู้ที่ขายดูนะครับ
http://www.thaionlinemarket.com/question.asp?QID=93193
#677


นิสสันดีเซล ยอดพุ่งหลังผู้ประกอบการขนส่งหนีน้ำมันหันใช้เอ็นจีวี ขณะที่เตือนภัยอุตสาหกรรมประกอบรถบรรทุก เผชิญหน้าต้นทุนสูง หากรัฐไม่เร่งทบทวนภาษีวัตถุดิบ หวั่นรถบรรทุกใหญ่ทิ้งไทยซบมาเลเซีย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายพิชิต ราชวงศ์ รองประธานกรรมการอาวุโส บริษัท นิสสันดีเซล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์ นิสสันยูดี (Nissan UD) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า จากภาวะน้ำมันราคาสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่งและผู้ประกอบการที่ใช้รถดีเซล ทำให้ผู้ประกอบการต่างหันมาใช้พลังงานทดแทน โดยรถยนต์บรรทุกได้มีการปรับเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงมาใช้เอ็นจีวีเป็นจำนวนมาก

สำหรับนิสสันได้รับผลดีจากทิศทางตลาดดังกล่าว เนื่องจากนิสสันดีเซลได้พัฒนาแพ็คเกจรถเอ็นจีวีมารองรับ โดยเปิดจำหน่ายรถที่มีการติดตั้งเอ็นจีวี แบบ DDF หรือรถที่ใช้พลังงานน้ำมัน ?และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานพาหนะ (Natural Gas for Vehicles : NGV) ผสมกัน ซึ่งมีลูกค้าต้องการจำนวนมาก

"เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ตลาดจะมีความต้องการใช้เอ็นจีวีสูงมาก แต่สำหรับผู้แทนจำหน่ายรถยนต์บรรทุกยังไม่มีค่ายไหนทำตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์แบบเชื้อเพลิงก๊าซเดี่ยว ทั้งนี้ เนื่องจากตลาดพบว่าเชื้อเพลิงมีข้อจำกัดทางด้านคุณภาพ"

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องของสถานีบริการเติมก๊าซ และปริมาณก๊าซไม่เพียงพอ ซึ่งหากเป็นรถเชื้อเพลิงเดี่ยว จะเสียเวลาในการรอกรณีที่ซัพพลายก๊าซหมด เนื่องจากรถระบบนี้ ไม่มีระบบน้ำมันสำรอง" นายพิชิต กล่าวและว่า นโยบายทางด้านพลังงานรัฐบาลควรให้ความสำคัญหลายด้าน และมีความชัดเจน โดยเฉพาะภาคขนส่งซึ่งใช้น้ำมันดีเซลนั้นยังไม่มีความเด่นชัด ปัจจุบันผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งก็ยังไม่มีใครรับรอง ทั้งที่ผู้ใช้ดีเซลซึ่งถือว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของรถในถนน

นายพิชิต กล่าวอีกว่า สำหรับจุดแข็งของนิสสันดีเซล ที่ทำให้ลูกค้าให้การยอมรับรถที่ใช้ก๊าซ คือ การออกแบบระบบภายในเครื่องยนต์ อาทิเช่น ลูกสูบ กระบอกสูบ ระบบจ่ายน้ำมัน มาเพื่อให้เหมาะกับงานบรรทุกหนัก และใช้งานได้ดี เมื่อมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ก๊าซร่วม ซึ่งยังคงจุดเด่นในด้านแรงม้าสูง ให้แรงบิดสูง ในรอบต่ำ ช่วยประหยัดน้ำมัน และมีมลพิษต่ำ

นายพิชิต กล่าวอีกว่า ในปี 2553 เมื่อมีการเปิดเสรีอาฟตาอย่างเต็มรูปแบบ ภาษีลดเหลือ 0% ทำให้เกิดการค้าขายและขนส่งในรูปแบบตลาดเดียว ซึ่งต่อไปรถจากประเทศอาเซียนจะสามารถเข้ามาจำหน่ายในไทยได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจะต้องรีบทบทวนมาตรการทางด้านภาษีวัตถุดิบที่ไทยยังคงมีการจัดเก็บในอัตราที่สูงอยู่ มิฉะนั้น อาจจะสูญเสียอุตสาหกรรมการประกอบรถบรรทุกไปให้มาเลเซียได้

"เวลานี้ หากภาษีวัตถุดิบยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ อุตสาหกรรมการประกอบรถบรรทุก ถือว่าแพ้มาเลเซียตั้งแต่ในบ้านเนื่องจากมาเลเซียลดภาษีวัตถุดิบเป็น 0% ทำให้ต้นทุนการประกอบรถทำได้ต่ำกว่ารถที่ประกอบในไทย การที่ผู้ผลิตไทยซึ่งมีภาษีสูงอยู่ ต่อตัวรถออกไปขายในตลาดจึงไม่สามารถทำกำไรได้ และหากขีดความสามารถในการแข่งขันต้องเสียไปเช่นนี้ คาดว่าอุตสาหกรรมการประกอบ ก็พร้อมที่จะย้ายไปหาที่ที่ต้นทุนต่ำกว่าแล้วส่งเข้ามาขายในไทย" นายพิชิตระบุ

สำหรับนิสสัน ยูดี ประเทศไทย เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มตันจง โดยกลุ่มตันจงมีเครือข่าย จัดจำหน่ายรถบรรทุกนิสสันเกือบทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน และมีสาขาที่เวียดนาม

http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/04/news_282041.php
#678
 เจ้าของร้านค้าแปดริ้วโวย หลังปั้ม NGV ผุด ทำธุรกิจใกล้เจ๊ง รายได้หด เหตุจากมีรถเข้ามาต่อคิวบังหน้าร้านทุกวัน

นายสุธาวุฒิ สั้นศรี อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100/2 ม.3 ต.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าของร้านค้ายางรถยนต์ และตั้งศูนย์ถ่วงล้อรถยนต์ (ร้านสิมิลัน กิจการยาง) กล่าวว่า ตนได้ย้ายกิจการร้านตั้งศูนย์ถ่วงล้อ และจำหน่ายยางรถยนต์ ออกมาจากในกรุงเทพฯ และมาเปิดกิจการอยู่ที่นี่ได้กว่า 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผลการประกอบกิจการค่อนข้างดีมาก มีรายได้เข้าร้านวันละนับแสนบาท

แต่เมื่อหลังจากทาง ปตท.ได้เข้ามาตั้งปั้ม NGV และเปิดจำหน่ายก๊าซรถยนต์ ได้เป็นเวลากว่า 6-8 เดือน ทำให้กิจการร้านค้ายางของตนทรุดหนัก ย่ำแย่มีรายได้เหลือเพียงวันละ 3-4 หมื่นบาทเท่านั้น เนื่องจากมีรถเข้ามาต่อคิวรอใช้บริการเติมก๊าซเป็นจำนวนมาก และจอดขวางบังหน้าร้านกันตลอดทั้งกลางวัน ทั้งคืน จนไม่มีลูกค้าจะเข้าร้าน เนื่องจากมีรถต่อกันเป็นแถวยาวมาก โดยเฉพาะรถพ่วง 18 ล้อ และรถหัวลาก ที่เข้ามารอเติมก๊าซ ซึ่งแต่ละคันจะใช้เวลานานนับชั่วโมง

จนบางครั้งทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะชาวบ้านที่ใช้รถจักรยานยนต์ ขับมาในเวลากลางคืน และชนท้ายรถบรรทุกที่ถอดหางพ่วงจอดทิ้งไว้ ก่อนนำหัวลากไปเติมก๊าซ โดยไม่มีสัญญาณไฟเตือน ตายไปแล้วกว่า 3-4 ราย
ที่ผ่านมาตนได้เคยพยายามเข้าไปเจรจาพูดคุยกับทางเจ้าของปั้ม แต่ทางเจ้าของปั้มได้ปัดความรับผิดชอบให้ไปคุยกับทาง ปตท.เอง และเมื่อตนได้โทรศัพท์เข้าไปยังที่สำนักงานใหญ่ของ ปตท.กลับได้รับคำตอบว่า มันเป็นอย่างนี้เหมือนกันทั่วทั้งประเทศแล้วจะให้ทำอย่างไร ที่ผ่านมาไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบเลย โดยต่างพากันบอกปัดความรับผิดชอบ นายสุธาวุฒิ กล่าว

http://www.innnews.co.th/local.php?nid=124972
#679
       ซีตรอง จับเอาเอสยูวีรุ่นซี-ครอสเซอร์มาแปลงร่างเป็นรถบรรทุกและขายในชื่อ ซี-ครอสเซอร์ คอมเมอร์เชียล ซึ่งรถยนต์สไตล์นี้ไม่ได้มีแค่เอสยูวีเท่านั้น หลายค่ายจัดการดัดแปลงรถยนต์แฮทช์แบ็กตั้งแต่ระดับ A-Segment ไปจนถึง C-Segment ให้กลายเป็นรถสำหรับบรรทุกสัมภาระ



       ดูภายนอกอาจไม่รู้สึกว่าแตกต่างกับเวอร์ชันสำหรับใช้งานส่วนตัว แต่ถ้ามองจากข้างในจะพบว่ามีการถอดเบาะหลังออก พร้อมกับถอดกระจกบนเสาหลังออกก่อนตีตัวถังทึบ และใช้พื้นที่ด้านหลังในการบรรทุก ซึ่งแม้ว่าจะบรรทุกได้ไม่เยอะเท่าปิกอัพ แต่ด้วยความคล่องตัวและการที่กฎหมายกำหนดให้การบรรทุกต้องอยู่ในพื้นที่มิดชิดต่างกับการบรรทุกของปิกอัพในบ้านเราที่จะบรรทุกเท่าไรก็ได้ ทำให้รถเก๋งที่ถูกดัดแปลงสำหรับการใช้งานในลักษณะนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรป



       ซี-ครอสเซอร์ คอมมอร์เชียล มากับเบาะนั่งเพียงคู่หน้าเท่านั้น พร้อมกับมีการกั้นส่วนระหว่างพื้นที่สำหรับห้องโดยสารและส่วนสำหรับการบรรทุกสัมภาระ โดยที่ยังให้ความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสัมภาระเพราะว่าประตูบานหลังไม่ได้ปิดตายเพียงแค่ตีทึบในส่วนที่เป็นกระจกหน้าต่างด้านข้างเท่านั้น และสามารถรองรับการบรรทุกได้ 743 กิโลกรัมบนพื้นที่ขนาดความจุ 2.3 ลูกบาศก์เมตร



       สำหรับเครื่องยนต์ที่ขายมีเพียงแบบเดียวกับเทอร์โบดีเซล 4 สูบ 2,200 ซีซี HDi มีกำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 38.7 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาทีส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 9.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง
       


       ค่าตัวของซี-ครอสเซอร์ คอมเมอร์เชียลอยู่ที่ 16,999 ปอนด์ หรือ 1.2 ล้านบาท ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับปิกอัพอย่างนาวาราที่ในอังกฤษเพิ่งเปิดตัวรุ่นเอ็กซ์-แบ็กจับเอารุ่น 4 ประตูมาติดหลังคาไฟเบอร์ ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 23,795 ปอนด์ 1.66 ล้านบาท

http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000086673
#680
ขออนุญาติลบกระทู้เดียวกันนี้ ที่อยู่ในหมวดอื่นนะครับ
ถ้าจะเน้นขายสินค้า ผมแนะนำให้โพสต์ใน classicfied ที่เว็บหลักดีกว่า
(ซึ่งผมก็เห็นแล้ว อิอิ)

ขอบคุณคร้าบบบ
#681
เค้ามาแรง เห็นหลายเว็บเหมือนกันนะครับ
#683
ห้องพูดคุย / Re: หกล้อ มิตซูไม่ดียังไง?
27 กรกฎาคม 2008, 08:00:29 ก่อนเที่ยง
เฉพาะช่วงนี้มั้งครับ เพราะรถอื่นๆ ก็ขายได้น้อยลง
แต่เมื่อวานซืน น้ำมันลดไป 4-5 บาท รถติดสนั่นกันเลยเชียว
#684
ห้องพูดคุย / Re: น้องใหม่ชาวรถบรรทุกครับ
27 กรกฎาคม 2008, 07:58:46 ก่อนเที่ยง
ไม่ได้เข้ามาหลายวัน ก็ดูเงียบเหงาเลยเชียว
#685
ห้องพูดคุย / Re: น้องใหม่ชาวรถบรรทุกครับ
24 กรกฎาคม 2008, 02:14:37 ก่อนเที่ยง
^^
เกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ ครับ
ยินดีที่ได้รู้จักคร้าบบบบ
Danny
#686


ติด"จีพีอาร์เอส"สั่งดาวเทียมดับเครื่องยนต์
แก๊งโจรเหิมบุกปล้นรถบรรทุกข้าวเหนียวมูลค่ามหาศาลช่วงเช้ามืด เจอเจ้าของหัวใสเช็กจีพีอาร์เอสสั่งดับเครื่องยนต์อัตโนมัติผ่านดาวเทียม  ไปไม่รอดจอดรถทิ้งข้ามจังหวัดเผ่นแนบ ตำรวจตามยึดรถพร้อมข้าวทั้งหมดขณะจอดอยู่หน้าวัดดังเมืองกระทุมแบน

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 22 ก.ค.  ขณะที่ พ.ต.ท.อานนท์ รุจิญาปะนนท์ สารวัตรเวร สภ.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้รับแจ้งจาก นายณรงค์ ถั่วประโคน อยู่บ้านเลขที่ 113/1 หมู่ 8 อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ว่าขณะขับรถบรรทุก  สีขาว ทะเบียน 81-8205 จ.สุรินทร์ และ ลูกพ่วงทะเบียน 81-4283 สุรินทร์ บรรทุกข้าวเหนียว จำนวน 150 กระสอบ และมีพ่วงท้ายที่บรรทุกข้าวเหนียวอีก 150 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 15 ตัน มาจาก จ.สุรินทร์เพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าที่จ.นครปฐม เมื่อมาถึงทางเข้าศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ต.โพแตง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดง่วงนอนจึงจอดรถริมถนนสายวงแหวนฝั่งตะวันตก นอนพักผ่อน ระหว่างนอนหลับในรถได้ตกใจตื่นเพราะมีคนร้ายเป็นชาย 3 คน มาทุบกระจกรถและใช้ปืนขู่ไม่ให้ขัดขืน แล้วบังคับให้ตนลงจากรถ ก่อนทั้ง 3 คนให้ปลดล็อกรถสิบล้อและพ่วงท้ายออกจากกัน แล้วคนร้ายก็ขับไปเฉพาะส่วนรถบรรทุกสิบล้อที่บรรทุกข้าวเหนียวจำนวน 150 กระสอบวิ่งไปตามถนนวงแหวนเข้าเขต จ.ปทุมธานี

ต่อมา นายอนันต์ วังอมรมิตร อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ 10 ต.เฉลียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เจ้าของรถบรรทุกและนายจ้างคนขับรถที่ถูกปล้น แจ้งว่ารถบรรทุกได้ติดจีพีอาร์เอสไว้เพื่อป้องกันโจรกรรมและระบบได้สั่งผ่านดาวเทียมให้รถดับเครื่องยนต์เอง ในเวลา 10.00 น. โดยระบบตรวจเช็กพบว่ารถอยู่บนถนนแห่งหนึ่งในเขต ต.ท่าเสา อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เจ้าหน้าที่จึงประสานไปยังตำรวจ สภ.กระทุ่มเบน ร่วมตรวจสอบ

หลังได้รับการประสาน พ.ต.อ.ไชยา สุนทรกิจ ผกก.สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร พ.ต.ท.ชูชีพ ตะโฉ สว.สป. นำกำลังเข้าตรวจสอบ พบรถบรรทุกคันดังกล่าว จอดอยู่หน้าวัดนางสาว หมู่ 7 ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน ในสภาพกระจกประตูด้านซ้ายมือคนขับถูกทุบแตก หัวเก๋งถูกยกขึ้น เนื่องมาจากเครื่องยนต์ดับ เพราะถูกตัดสัญญาณ เมื่อเปิดผ้าใบคลุมท้ายรถออกพบว่า ภายในท้ายรถได้บรรทุกกระสอบข้าวเหนียว จำนวน 150 กระสอบ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ต้องรอให้ทางเจ้าของรถนำหลักฐานมาแสดงรับข้าวเหนียวทั้งหมดกลับไป ส่วนคนร้ายเจ้าหน้าที่ได้เฝ้าอยู่ใกล้กับรถนานหลายชั่วโมงแต่ไม่พบผู้ต้องสงสัยมาเอารถไปหรือขนข้าวไป จึงอายัดไว้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=171100&NewsType=1&Template=1
#687
ที่โรงแรมเฮอร์มิเทจ รีสอร์ต ถ.ราชสีมา-โชคชัย อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายปิยะพันธ์ จำปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา เรื่อง "การลดต้นทุนการขนส่งด้วยก๊าซธรรมชาติ" โดยมีผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่งสินค้า และรถโดยสารประจำทางในจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน ทั้งนี้ เพื่อชี้แจงแนวทางการส่งเสริมให้มีการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ในภาคการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายปิยะพันธ์ จำปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้เสนอเรื่องตั้งกองทุนเงินกู้ช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคการขนส่งไปให้รัฐบาลแล้ว เพื่อให้เร่งเข้ามาดูแลและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีเงินทุนในการเปลี่ยนเครื่องยนต์ หรือซื้อรถใหม่มาทดแทนรถเก่าที่ใช้น้ำมันดีเซล "ต้องยอมรับว่า ทางหนีตายทางเดียวของผู้ประกอบการภาคการขนส่งตอนนี้ คือ การหันไปใช้ก๊าซ NGV เพราะน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เรื่องการจัดตั้งกองทุนอยู่ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว ในวันพฤหัสบดี (24 ก.ค.) นี้ ตนจะเข้าไปหารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อนำเสนอเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาต่อไป" นายปิยะพันธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรัฐบาลเองพยายามผลักดันทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการ เช่น กองทุนของ ปตท.ซึ่งมีกองทุนให้กู้ยืมในการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้พลังงานทดแทนจำนวนกว่า 4 ,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา ปตท.ปล่อยเงินกู้ในกองทุนดังกล่าวผ่านธนาคาร แต่ทางธนาคารมีกฎเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ยุ่งยากและหลายขั้นตอน ปตท.จึงมีแนวคิดที่จะบริหารเงินกองทุนดังกล่าวเอง โดยจะเป็นผู้ปล่อยเงินกู้เองแต่อัตราดอกเบี้ยน่าจะสูงกว่าธนาคาร หรือประมาณร้อยละ 9 และขั้นตอนต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น แต่เงินกองทุนดังกล่าวนี้ยังถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับปริมาณรถยนต์ในภาคการขนส่งที่ต้องปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน

http://www.rd1677.com/branch.php?id=38921
#688
พม่า พัฒนาระบบขนส่งและการท่องเที่ยวในประเทศ สั่งซื้อรถทัวร์-โดยสาร จากญี่ปุ่นนำเข้าผ่านไทย ด่านแม่สอด-เมียวดี



ที่บริเวณด่านการค้าชายแดนไทย-พม่า เชิงสะพานมิตรภาพ บ้านริมเมย ตำบลท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก กับจังหวัดเมียวดี ประเทศพม่า พ่อค้านักธุรกิจและผู้ประกอบการขนส่งชาวพม่าได้สั่งซื้อรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่รวมทั้งรถทัวร์ บริการนักท่องเที่ยว ขนาด 8 ล้อ 10 ล้อ และ 12 ล้อ จากประเทศญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยไปส่งยังประเทศพม่า ผ่านด่านศุลกากรแม่สอด-เมียวดี จำนวนมาก ทั้งนี้รถยนต์นำเข้าดังกล่าวนั้นเป็นที่พม่าสั่งซื้อเพื่อนำเข้าจากญี่ปุ่น ลงเรือที่ท่าเรือไทย และผ่านมายังชายแดนเพื่อส่งต่อไปยังกรุงร่างกุ้ง-กรุงเนปิตอ-และเมืองสำคัญ ต่างๆ เพื่อนำไปใช้เพื่อการขนส่งสินค้าชายแดนและในประเทศและบริการประชาชนที่ต้องการใช้รถโดยสารหรือรถทัวร์ เพื่อการเดินทางในประเทศและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลพม่ากำลังมีการพัฒนาระบบขนส่งและการท่องเที่ยวในประเทศ

แหล่งข่าวจากพ่อค้าชาวพม่าที่เดินทางมาซื้อสินค้าที่ อ.แม่สอด จ.ตาก กล่าวว่า รัฐบาลพม่าได้เตรียมจัดระบบโลจิสติกส์และพัฒนาศักยภาพทางการท่องเที่ยว จากเมืองชั้นในไปยังเมืองท่องเที่ยวชายทะเลและเมืองทางประวัติศาสตร์ เช่นพะโค-ตองอู-มัณฑะเลย์- กรุงร่างกุ้ง-เนปิตอ-และปิมานา ฯลฯ โดยนำรถทัวร์ที่มีสภาพค่อนข้างดีมาปรับใช้ในประเทศในการบริการสาธารณะ ประกอบในช่วงเวลานี้กรมการขนส่งของพม่า ได้เปิดโอกาสให้พ่อค้า-ผู้ประกอบ-ภาคเอกชน-และราชการส่วนอื่นๆได้จดทะเบียนรถทุกชนิด โดยเปิดกว้างในการยื่นขอจดทะเบียนรถทุกชนิด เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวจนถึงการพัฒนาประเทศด้านคมนาคม การสั่งซื้อรถโดยสารและรถบรรทกขนาดใหญ่นำเข้าพม่าในช่วงนี้มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านจ๊าตบาทหรือประมาณ 30-40 ล้านบาท

http://www.innnews.co.th/local.php?nid=122541
#689
ถามช่าง / Re: เข้าเกียร์ยาก
20 กรกฎาคม 2008, 10:19:16 หลังเที่ยง
ตรวจเช็คกับอู่ แน่นอนกว่านะครับ เพราะถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับเกียร์แบบนี้ มันอันตรายอ่ะครับ
#690
ถามช่าง / Re: เข้าเกียร์ยาก
18 กรกฎาคม 2008, 10:33:06 หลังเที่ยง
ใช้เอ้าแลนเดอร์ป่าวคับ สงสัย??
ไม่แน่ใจว่าเป็นที่อัตราทดของเกียร์ 4 กับ 3 มากเกินไปหรือป่าวอ่ะครับ