• Welcome to เว็บบอร์ด ประกาศ ขายรถบรรทุก ซื้อรถบรรทุก แลกเปลี่ยนรถบรรทุก ที่นี่ฟรี!.
 

ข่าว:



    ยินดีต้อนรับสู่เว็บรถบรรทุก แหล่งรวมประกาศเช่า-ซื้อ-ขายรถบรรทุก เครื่องจักรกลหนัก เครื่องกลการเกษตร อุปกรณ์และอะไหล่ บริการขนส่ง ฯลฯ
    ถ้าพี่น้องติดต่อเข้ามาทาง contact form กรุณากรอกอีเมล์ที่สามารถติดต่อได้ด้วยนะครับ

Main Menu
Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Messages - Danny

#691
 SME แบงก์ภาคเหนือ แนะ ผู้ประกอบการโรงสีและโอท็อป เปลี่ยนมาใช้พลังงาน NGV ให้มากขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต พร้อมสนับสนุนสินเชื่อไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท


นายจรินทร์ เฮียงสกุล ผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME BANK เขต 2 ภาคเหนือ ได้เปิดภายหลังจากจัดการประชุมผู้ประกอบการโรงสี และกลุ่มผู้ประกอบการ โอทอป ของ จ.พิจิตร กว่า 50 ราย ที่เข้าโครงการขยายฐานสินเชื่อว่า ขณะนี้ได้มีการแนะนำให้โรงสีต่าง ๆ หันมาใช้พลังงาน NGV ให้มากขึ้น ทั้งในรถบรรทุกและเครื่องจักรกล โดยธนาคารจะสนับสนุนสินเชื่อให้สูงสุดถึง 100 ล้านบาท ในกิจการที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนต่าง ๆ อาทิ พลังงานแกลบ ให้ใช้ในกิจการของตนเองอีกด้วย นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย อย่างกลุ่มโอทอปของ จ.พิจิตร ที่เคยซบเซา และปิดกิจการไปหลายแห่ง ก็มีโครงการให้กู้ยืมและขยายฐานสินเชื่อให้มากขึ้น เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจการลงทุนใน จ.พิจิตร และภาคเหนือ ให้กลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

http://www.innnews.co.th/local.php?nid=121742
#692
น้ำมันจากรัสเซีย ดูข่าวเมื่อเย็น จะเอามา 300 ล้านลิตรต่อเดือนกันเลยทีเดียว
รู้สึกจะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะกัน เหอๆ ก็เพิ่งเห็นว่า น้ำมันดีเซลแพงกว่าเบนซิลก็วันนี้แหละ
#693

   
โรงกลั่นฯ ชี้ไอเดียนำเข้าดีเซล "รัสเซีย" เพ้อเจ้อหนัก! ส่วนต่างราคาไม่น่าถึง 8 บาท รัฐบาลควรหันมาส่งเสริมให้ประชาชนหันมาประหยัดดีกว่า ปธ.กลุ่มโรงกลั่นฯ ปตท. ผวาอำนาจการเมืองบีบทำผิดกฎหมาย ชี้กระทบสิ่งแวดล้อม เพราะมีค่ากำมะถันสูงถึงร้อยละ 0.5 มากกว่าที่กฎหมายไทยกำหนดไว้
       
       วันนี้ (14 ก.ค.) นายชายน้อย เผื่อนโกสุม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น ในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร โดยเตรียมนำเข้าน้ำมันดีเซลราคาถูกจากรัสเซียว่า อาจเป็นการนำเข้าน้ำมันในลักษณะของน้ำมันดีเซลสำเร็จรูป เพราะที่ผ่านมาโรงกลั่นน้ำมันในประเทศได้ใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาทปรับมาตรฐานการกลั่นน้ำมันให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คือ มีค่ากำมะถันต่ำเพียงร้อยละ 0.035
       
       ขณะที่น้ำมันดีเซลรัสเซียมีค่ากำมะถันสูงถึงร้อยละ 0.5 ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เกิดมลภาวะสูงขึ้นและเหมือนกับไทยก้าวถอยหลังไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้กลุ่มโรงกลั่นยังต้องลงทุนอีกกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อปรับระบบการกลั่นให้สามารถกลั่นน้ำมันคุณภาพสูง เนื่องจากในปี 2555 กฎหมายไทยกำหนดให้มีค่ากำมะถันต่ำอยู่ที่ร้อยละ 0.005
       
       โดยเบื้องต้นเชื่อว่า การนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซียน่าจะเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น แต่หากมีการนำเข้าอย่างจริงจังกลุ่มโรงกลั่นต้องส่งออกน้ำมันมากขึ้น ซึ่งเท่ากับว่า ไทยจะต้องส่งออกน้ำมันมาตรฐานสูงขายต่างชาติมากขึ้น
       
       นายชายนิด ยังระบุอีกว่า ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลระหว่างราคาในประเทศไทยกับราคาน้ำมันในประเทศรัสเซียที่ต่างกันถึง 8 บาทต่อลิตรนั้น จากการคำนวณเชื่อว่าไม่น่าจะมีราคาต่างกันถึงขนาดนั้น เนื่องจากส่วนต่างดีเซลที่ราคา 8 บาทต่อลิตร เมื่อคำนวณแล้วจะเท่ากับราคาดีเซลที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าต่างกันมากจนเกินไป ทั้งนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าราคาที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงนั้น เป็นราคาที่มีการพิจารณารวมด้านภาษีต่าง ๆ ด้วยหรือไม่ และหากมีการนำเข้าน้ำมันดังกล่าวเข้ามาในรูปของน้ำมันดิบก็จะมีค่าการขนส่งน้ำมันที่ต่ำกว่าการนำเข้าในรูปของน้ำมันสำเร็จรูป
       
       ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม กล่าวอีกว่า อยากให้รัฐบาลและประชาชนยอมรับความจริงว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเหมือนกันทั่วโลก ดังนั้น วิธีการสนับสนุนให้เกิดการประหยัดอย่างจริงจังน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดกว่าการอุดหนุนราคาน้ำมัน

http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082781
#694
เห็นน้องวุ้นเส้นหน่อยเดียว เสียดายยยย ^^

http://www.youtube.com/v/djj3kDDgG18&hl=en&fs=1
#695
"พีเรลลี" ยางสัญชาติอิตาลี เป็นที่รู้จักกันดีในบ้านเรา ในฐานะยางเกรดบน และแน่นอนว่าราคาก็สูงกว่ายางทั่วๆ ไป ซึ่งในต่างประเทศนั้น พีเรลลีมียางหลากหลายรูปแบบ ทั้งรถยนต์นั่ง รถบรรทุก เอสยูวี หรือว่า จักรยานยนต์ แต่ในบ้านเราที่คุ้นเคยกันก็คือ ยางรถยนต์นั่งเป็นหลัก

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : พีเรลลีจัดว่าเป็นผู้ผลิตยางอันดับ 5 ของโลก มีเครือข่ายทั่วโลก ปัจจุบันมีโรงงานผลิตทั้งสิ้น 26 แห่ง มีพนักงานรวม 3 หมื่นคน ยอดขายยางรถยนต์ 80% คือตลาดทดแทน (REM)

ทั้งนี้ในด้านการตลาดนั้น พีเรลลี มีส่วนแบ่งอันดับ 1 ในตลาดรถจักรยานยนต์ มียอดขายอันดับ 1 ใน ยุโรป มียอดขายอันดับ 1 ในตลาดรถบรรทุกใหญ่ในยุโรปใต้ และในเดือนต.ค.2550 พีเรลลีเดินหน้าบุกตลาดเอเชีย โดยเลือกตลาดใหญ่อย่างจีนเป็นที่ตั้งโรงงานผลิต 2 แห่ง คือ ยางรถยนต์เล็ก และยางรถบรรทุก พร้อมกับตั้งสำนักงานอีก 2 แห่ง ในปักกิ่ง กับเซี่ยงไฮ้

ทั้งนี้ที่ผ่านมา พีเรลลีประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดยุโรป และกลุ่มละตินอเมริกา แต่กับตลาดเอเชีย อาจจะไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่ด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่โดดเด่น ประกอบฐานลูกค้ามีจำนวนมาก ลำพังแค่จีนประเทศเดียวก็มากกว่ายุโรป ทำให้พีเรลลีตัดสินใจเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจีนจะเป็นตลาดใหญ่ และมีแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สูง แต่เป้าหมายของพีเรลลีไม่ได้มีเป้าหมายผลิตเพื่อรองรับตลาดจีนเพียงแห่งเดียว แต่ต้องการใช้จีนเป็นฐานส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในแถบเอเชียซึ่งรวมถึงไทยด้วย เป็นการทำตลาดแบบคู่ขนาน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็ช่วยให้โครงสร้างราคาต่ำลง ทำให้ง่ายต่อการทำงานยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม พีเรลลีอาจจะต้องตอบคำถามกับผู้บริโภคว่ามาตรฐานของสินค้าที่ผลิตจากยุโรป กับจีนนั้น ต่างกันหรือว่าเหมือนกัน เพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าเมื่อพูดถึงเมืองจีน มักจะมีคำถามตามมาอยู่เสมอว่า เป็นแหล่งผลิตสินค้า ราคาถูก ขณะเดียวกันคุณภาพก็ด้อยลงตามไปด้วย

เรื่องนี้ สเตฟาโน รางกีเอรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และขายปลีก พีเรลลี เซี่ยงไฮ้ บอกว่าแม้จะผลิตคนละภูมิภาค แต่ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน ดังนั้นคุณภาพของยางจะไม่แตกต่างกันอย่างใด ไม่ว่าจะเป็นยางจากโรงงานยุโรป หรือว่าโรงงานที่เหยียนโจ - ชางตง ก็ตาม

และเพื่อเป็นการยืนยันในเรื่องนี้ ล่าสุด พีเรลลีจัดให้มีการทดสอบยางที่ผลิตจากในจีนเป็นครั้งแรกหลังจากโรงงานเริ่มเดินสายการผลิต ที่สนามช่างไห่ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต หนึ่งในสนามที่ใช้ในการแข่งขันรถสูตร 1 เพราะเชื่อว่าเรื่องของสิ่งที่มองเห็นยากด้วยตาเปล่า วิธีการที่ดีสุดก็คือ ให้ทดลองกัน เป็นประสบการณ์ตรง โดยพีเรลลีเชิญตัวแทนสื่อจาก 8 ประเทศ ไม่รวมจีน ประเทศละ 1 คน ไปร่วมงานครั้งนี้

สำหรับพีเรลลีที่ผลิตในจีน และนำมาทดสอบครั้งนี้มี 2 รุ่น คือ พี 6 และพี 7 ซึ่งเป็นชื่อที่นำมาจากยางในอดีตที่เคยสร้างความสำเร็จให้กัลพีเรลลีมาแล้ว รวมถึงความสำเร็จจากรายการแข่งขันแรลลี่ ชิงแชมป์โลก เมื่อปี 2517  ซึ่งทั้ง 2 ตัวเป็นยางที่มีหลายขนาด และมีเป้าหมายการตลาดหลายรูปแบบ ตั้งแต่รถยนต์นั่งระดับบน ไปจนถึงเอ็มพีวี และสปอร์ต ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักๆ เช่น ออดี้ บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากัวร์ วอลโว่ เฟียต โอเปิล เปอโยต์ ฟอร์ด โฟล์คสวาเก้น เป็นต้น

ซึ่งพี 6 นั้น โรงงานในจีนผลิตออกมา 11 ขนาด เริ่มตั้งแต่ 175/65 R 14 ไปจนถึง 215/60 R16 XL (รองรับน้ำหนักมากเป็นพิเศษ)

ส่วนพี 7 มีทั้งสิ้น 22 ขนาด เริ่มจาก 195/65 R15 ไปจนถึง 225/60 R18

พี 6 ออกแบบมาให้เน้นความสะดวกสบายเป็นพิเศษ ส่วนพี 7 เน้นอารมณ์สปอร์ต โครงสร้างยางจึงแตกต่างกันเล็กน้อย โดยเฉพาะเรื่องของเนื้อยางและดอกยาง ซึ่งพีเรลลีบอกว่า พี 6 นั้นมีจุดเด่นคือ นุ่ม เงียบ แต่พี 7 นั้น รองรับการขับขี่ที่ความเร็ว และจัดการกับเส้นทางโค้ง การหักเลี้ยวกะทันหัน และเปียกลื่นได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นลูกค้าเป้าหมายหลักของพี 6 ก็คือ รถเอ็มพีวี รถสเตชั่น แวกอน และซาลูนระดับบน ประมาณว่ารถผู้บริหาร ส่วนพี 7 ก็คือ รถสปอร์ต หรือรถที่ผู้ขับขี่มีอารมณ์สปอร์ตอยู่ในหัวใจ

ทั้งนี้พีเรลลีบอกว่ายางทั้ง 2 ตัว เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมแล้ว ได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่สัมผัสกับผิวถนนเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งในการช่วยให้การยึดเกาะถนนดีขึ้น

การรุกคืบของยางพีเรลลี ที่เป็นก้าวสำคัญและแน่นอน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเห็นว่าเกิดขึ้นในเมืองไทยด้วยเช่นกัน

http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/14/news_275773.php
#696
อ้างจาก: Trucker เมื่อ 13 กรกฎาคม 2008, 07:07:11 หลังเที่ยง
คำว่า "ขาย เม็ดประหยัดน้ำมัน" ตอนนี้อยู่อันดับที่ 1 ในGoogle แล้วครับ
   ส่วน คำว่า "ขายเม็ดประหยัดน้ำมัน" ตอนนี้อยู่อันดับ 2 ครับ
คำว่า "เม็ดประหยัดน้ำมัน" อยู่หน้าสองของ Google ครับ

แนะนำว่าการใช้ Title และเนื้อหา ไม่ควรจะ Copy จาก Blog มาโพสในนี้นะครับ มันจะส่งผลต่ออันดับการค้นหา อยู่หมือนกัน ควรดัดแปลงหรือคิดใหม่เลย ดีกว่า

จิงด้วยย ลองคลิ๊กดูซิครับ

ขาย เม็ดประหยัดน้ำมัน

ขายเม็ดประหยัดน้ำมัน

เม็ดประหยัดน้ำมัน

แสดงว่า ได้ผลเร็วเกินคาด หุหุ
#697
11:35 น.

    นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ว่า เรื่องปัญหาราคาน้ำมัน รัฐมนตรีไปดูงานที่บราซิล เขาใช้เอธานอล 100 % ซึ่งถ้ารถใช้อี 20 จะลดภาษี 25 % ส่วน อี 85 จะต้องได้ 25 % เราก็ต้องสนับสนุน และเรื่องเอธานอลจะต้องเป็นวาระแห่งชาติ เอาแน่เรื่องนี้ เราก็คิดได้ คิดเป็น แต่ไม่พรวดพราด มีการเจรจาขอซื้อดีเซลจาก รัสเซีย ขณะนี้เหลือเพียงตรวจสเปก ซึ่งมีข้อติงเล็กน้อย เพราะสเปกน้ำมันรัสเซีย เหมือนน้ำมันดีเซลเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็ไม่เป็นไร ซึ่งอันนี้จะเอาเงินสหกรณ์ซื้อ และให้ใช้เฉพาะสหกรณ์เท่านั้น ที่ทั่วประเทศจะมี 200 แห่ง ราคาจะถูกกว่าดีเซลปกติ 8 บาท ล็อตแรกจะนำเข้ามาภายใน 60 วัน โดยจะเอาเข้ามาเดือนละ 3 แสนตัน พวกรถบรรทุกก็มีสหกรณ์ก็จพะได้ใช้น้ำมันนี้
    นายสมัคร กล่าวอีกว่า ตนนำเรื่องนี้มาดำเนินการให้ถูกกฎหมาย และไม่มีส่วนได้ ส่วนเสีย คนที่คิดอ่านอย่างนี้สมควรที่จะพ้นจากตำแหน่งโดยเร็วหรือ นายกรัฐมนตรีมือใหม่หัดขับ ง่อก ๆ แง่ก ๆ ก็เจรจาเรียบร้อย กรมการพลังงานก็ตรวจสอบแล้ว ไม่ได้เอาเรื่องนี้มาขาย แต่จังหวะมันเข้ามาพอดี

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=328932
#698
 นายกรัฐมนตรี ระบุ เตรียมนำเข้าน้ำมันดีเซลราคาถูกจากประเทศรัสเซีย พร้อมนำเข้ารอบแรกภายใน 60 วัน


นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังติดต่อขอซื้อน้ำมันดีเซลจากประเทศรัสเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาและตรวจสอบรายละเอียด รวมถึงคุณภาพของน้ำมัน โดยยอมรับว่า แม้คุณภาพน้ำมันของประเทศรัสเซีย จะมีความแตกต่างจากประเทศไทย เพราะเป็นคุณภาพเทียบเท่าน้ำมันดีเซลที่ใช้ในประเทศไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ราคาถูกกว่าที่ใช้ในปัจจุบันถึงลิตรละ 8 บาท ทั้งนี้เชื่อว่า จะสามารถนำเข้ารอบแรกได้ภายใน 60 วัน และจะส่งเสริมให้มีการนำเข้าต่อเนื่อง เดือนละ 300,000 ตัน หรือร้อยละ 25 ของการใช้ในประเทศ โดยผู้ที่จะใช้น้ำมันในส่วนดังกล่าวต้องเป็นสมาชิกของสหกรณ์เท่านั้น เพราะจะใช้งบประมาณของสหกรณ์ในการนำไปซื้อน้ำมัน คาดว่า จะสามารถรองรับการใช้ในส่วนของผู้ประกอบการรถบรรทุกได้

นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวอีกว่า การนำเข้าดังกล่าวจะไม่กระทบธุรกิจน้ำมันในภาพรวม และยืนยัน ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการนำเข้าน้ำมันดีเซลในครั้งนี้ เพราะให้บริษัทเอกชนดำเนินการ ทำสัญญาแบบปีต่อปี

http://www.innnews.co.th/biz.php?nid=121298
#700
เรื่องค้นหา google ต้องใช้เวลาหน่อยน่ะครับ แต่ถ้าเว็บอื่นมี keyword อยู่ก่อน และนานแล้ว ก็อาจจะขึ้นช้าหน่อย

แต่ FFi (Fuel Freedom International อิอิ เข้าไปดูมา) ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดีในยุคน้ำมันแพง เศรษฐกิจก็เคือง การเมืองก็แย่ คิดถึงแม่อยากกลับบ้านนนน T_T
#701

เครื่องยนต์ไฮบริดของโตโยต้า


จีเอ็มเตรียมเดิมพันว่าจะอยู่หรือไป กับการเปิดตัวรถที่ขับเคลื่อนด้วยระบบใหม่อย่าง E-REV ซึ่งจะเตรียมขายในปี 2010 โดยใช้ตัวถังของเชฟโรเลต โวลต์ ต้นแบบในปี 2006


บีเอ็มดับเบิลยู Hydrogen7 ใช้เชื้อเพลิงพลัง ไฮโดเจน วิ่งได้ไม่ง้อน้ำมันอีกต่อไป


ซีตรอง ซี3 Stop/Start ถือเป็นรถในสายการผลิตรุ่นแรก ที่นำแนวคิดเครื่องยนต์ดับ ขณะจอดเหมือนกับรถไฮบริดมาใช้


หัวใจของการทำงานแบบstart/stop ในซีตรอง ซี3


เรโนลต์เป็นอีกค่ายที่หันมาสนใจ การพัฒนารถเซลล์เชื้อเพลิง โดยล่าสุดเปิดตัวต้นแบบที่ชื่อว่า ZEV H2 ซึ่งใช้พื้นฐานของมินิแวนรุ่นเมกาน ซีนิก


รถแบบปลั๊กอิน เสียบไฟฟ้า ชาร์จไฟใช้งาน หนึ่งในแนวทางลด&เลิกใช้น้ำมัน


ฟอร์ดปรับแต่งระบบไฮบริดของเอสเคป ไฮบริดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการที่สามารถเสียบปลั๊กกับไฟบ้าน เพื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ได้


เมอร์เซเดส-เบนซ์กับเวอร์ชัน BlueEFFICIENCY ของเอ-คลาส หนึ่งในทางเลือกลดการใช้น้ำมัน
ด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงกลายเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับคนใช้รถใช้ถนนทั่วโลก ไม่เฉพาะเมืองไทยเท่านั้น การคิดค้นเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่สามารถใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่น มาใช้ในการเผาไหม้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงขุมพลังรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือพึ่งพาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อมาใช้ในการผลิตกำลังสำหรับขับเคลื่อน จึงถือเป็นทางออกเร่งด่วนที่บรรดาผู้ผลิตรถต่างทำงานเพื่อผลักดันให้ผลผลิตเหล่านี้สามารถออกสู่ตลาดในลักษณะการขายเชิงพาณิชย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

       ในตอนนี้ เมืองไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า รถพลังไฟฟ้า, เครื่องยนต์ไฮบริด, รถเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) หรือ การใช้ไฮโดรเจนแทนน้ำมันเบนซินสำหรับใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่ ณ วินาทีที่นโยบายด้านพลังงานของเมืองไทยยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะเดินไปทางไหนบวกกับราคาน้ำมันที่ทะยานแบบติดจรวด หากไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับรถหรือใช้รถ เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานเกินรอ เราคงจะได้รู้จักกับรถพลังงานทางเลือกอื่น หรือ Alternative Fuel Car เหล่านี้กับการใช้งานจริงบนถนนในบ้านเราอย่างแน่นอน
       
       Hybrid : เต็งหนึ่งสู่ความนิยมในอนาคต
       
       นับจากโตโยต้าผลิตรถไฮบริดเพื่อขายในเชิงพาณิชย์อย่างพริอุสออกสู่ตลาดญี่ปุ่นเมื่อปี 1997 รถประเภทนี้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนมามียอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกาแบบก้าวกระโดดเอาเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อแนว โน้มของราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจนคนอเมริกันหลายคนเริ่มเมินเอสยูวีซึ่งเป็นรถยอดฮิตในยุค 1990 แล้วหันมาคบกับรถไฮบริดกันมากขึ้น แถมเมื่อไม่นานมานี้ โตโยต้าก็เพิ่งฉลองยอดขายของรถไฮบริดทุกรุ่นครบ 1 ล้านคันเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2007 และ 1 ล้านคันเฉพาะรุ่นพริอุสเมื่อเดือนเมษายนปี 2008
       
       ไฮบริดเป็นชื่อของขุมพลังลูกผสมซึ่งเป็นการจับคู่ระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยส่วนแรกจะเป็นเบนซินหรือดีเซลก็ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละผู้ผลิต แต่จากการที่โตโยต้าเป็นผู้เปิดตลาดรายแรกโดยใช้เครื่องยนต์เบนซินก็เลยยึดถือรูปแบบนี้มาโดยตลอด
       
       สิ่งที่ทำให้รถไฮบริดมีความประหยัดน้ำมันคือ การได้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยในการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ซึ่งหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้าจะมีแตกต่างกันไปตามแนวทางการพัฒนาของผู้ผลิต คือ เป็นได้ทั้งขับเคลื่อนเดี่ยวๆ เช่น การออกตัว เพื่อลดภาระของเครื่องยนต์ และช่วยขับเคลื่อนด้วยในบางจังหวะ เช่น การเร่งแซง หรือช่วยขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว หรือในบางรุ่นเช่น โตโยต้า คราวน์ ไฮบริดใหม่ที่เพิ่งขายเมื่อต้นปี จะมีปุ่มกดเลือกให้ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวก็ได้ หรือ EV Mode และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมดก็ค่อยเปลี่ยนหน้าที่กลับมายังเครื่องยนต์

       
       แต่สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 2 แบบ คือ เวลาที่มีการเบรกหรือถอนคันเร่ง มอเตอร์ไฟฟ้าจะมีอีกหน้าที่ในการปั่นกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ ซึ่งกระแสไฟฟ้าเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ป้อนสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายในรถ เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องเสียง ในกรณีที่ตัวรถดับเครื่องเมื่อจอดนิ่งอยู่กับที่
       
       ไฮบริดเป็นแนวทางที่ผู้ผลิตรถญี่ปุ่นให้ความสนใจและมองว่าเป็นทางออกแบบเร่งด่วนที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และเป็นทางผ่านก่อนที่จะไปถึงยอดปิรามิดในการพัฒนารถแบบที่ไม่ต้องพึ่งน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ในตอนนี้ก็คือ รถเซลล์เชื้อเพลิง
       
       ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสันต่างมีการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อการพัฒนารถไฮบริดรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดในช่วงปี 201-2012 ซึ่งฮอนด้าวางแผนเปิดตัวทั้งรถไฮบริดขนาดเล็กรุ่นใหม่และเวอร์ชันไฮบริดของฟิตรุ่นปัจจุบัน รวมถึงการสร้างโรงงานสำหรับผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะเปลี่ยนจากแบบนิเกลเมทัล ไฮดรายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาเป็นแบบลิเธียม-ไออนเหมือนกับแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือและโน๊ตบุ๊ค โดยแบตเตอรี่ประเภทนี้จะได้รับการผลิตขึ้นมาเพื่อใช้กับรถไฮบริดและรถพลังไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ
       
       ขณะที่ผู้ผลิตรถฝั่งอเมริกาบางราย เช่น ฟอร์ดก็ได้พัฒนาระบบไฮบริดของรุ่นเอสเคป และฝาแฝดอย่างเมอร์คิวรี่ มาริเนอร์ให้เครื่องยนต์สันดาปภายในสามารถใช้เชื้อเพลิงแบบ E85 ได้ เพื่อเป็นการลดภาระในด้านการเติมน้ำมันอีกทาง
       
       อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับรถไฮบริด คือ ปัญหาเรื่องขยะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ ซึ่งต้องมีการจัดการระบบที่ดีในการขจัดแบตเตอรี่เหล่านี้เพื่อไม่ให้ก่อปัญหาทางด้านมลพิษ รวมถึงราคาของแบตเตอรี่ซึ่งในตอนนี้ยังถือว่าสูงมาก และเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรถไฮบริดเท่านั้น แต่รถที่ต้องใช้แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบหลัก เช่น เซลล์เชื้อเพลิง หรือรถไฟฟ้าต่างก็เจอกับอุปสรรคชิ้นนี้และทำให้กลายเป็นเรื่องยากที่จะผลิตออกขายในเชิงพาณิชย์ โดยที่มีราคาสำหรับคนทั่วไป

       ดึงข้อดีของไฮบริดมาสู่การใช้งานทั่วไป
       
       รถไฮบริดถือว่าเป็นแรงบันดาลใจที่จุดประกายให้ผู้ผลิตรถบางรายนำข้อดีของบางระบบมาใช้ในการติดตั้งกับรถที่ขายอยู่ในตลาด เช่น การใช้ระบบ Stop/Start เพื่อลดความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงหรือการปลดปล่อยก๊าซพิษ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศ ในขณะจอดติดไฟแดง
       
       ระบบนี้แพร่หลายอยู่ในรถบางรุ่นของผู้ผลิตยุโรป เช่น ซีตรอง ซี3 ซึ่งถือว่าเป็นรถในสายการผลิตรุ่นแรกของโลกที่นำระบบนี้มาใช้เมื่อปี 2003 ซึ่งว่ากันว่าสามารถลดความสิ้นเปลืองน้ำมันเวลาขับในเมืองที่เจอกับการจราจรติดขัดได้ถึง 15% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นธรรมดา และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาสรุ่นปัจจุบันก็มีระบบนี้ติดตั้งมาด้วย
       
       ส่วนบีเอ็มดับเบิลยูยังมีการนำแนวคิดของการนำพลังงานที่สูญเปล่าในระหว่างที่ถอนคันเร่งหรือเบรกมาใช้ในการปั่นกระแสไฟฟ้าผ่านทาง Alternator แบบพิเศษเพื่อเก็บในแบตเตอรี่ และเรียกระบบนี้ว่า Brake Energy Regeneration ซึ่งมีลักษณะการทำงานหลักๆ คล้ายกับระบบไฮบริด แต่ไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยในการขับเคลื่อน และบีเอ็มดับเบิลยูเรียกระบบนี้ว่า Micro Hybrid ซึ่งระบบนี้มีใช้ทั้งในซีรีส์ 5 และซีรีส์ 1
       
       นอกจากนั้น การออกแบบตัวถังให้มีความเพรียวลม การเพิ่มอัตราทดของเกียร์ในแต่ละตำแหน่ง ลดความสูงของตัวถัง รวมถึงการติดตั้งชิ้นส่วนต่างๆ บนตัวรถเพื่อลดแรงต้านของอากาศในขณะแล่นก็ยังเป็นอีกวิธีในการช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบง่ายๆ เช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์กับเวอร์ชัน BlueEFFICIENCY ของเอ-คลาสหรืออย่างฟอร์ดที่เปิดตัวเวอร์ชัน ECONetic ในรุ่นเทอร์โบดีเซล 1,600 ซีซี ทำให้มีความประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการลดระดับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งแนวคิดนี้จะถูกนำมาใช้กับรถรุ่นอื่นๆ ของฟอร์ดอีก เช่น เฟียสตา และมอนเดโอ
       
       ทางเลือกกับเชื้อเพลิงประเภทอื่น
       
       นอกจากเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ซึ่งมีคำว่า E นำหน้าทั้งหลาย รวมถึงการใช้แอลกอฮอล์แบบเพียวๆ 100% เหมือนกับที่ใช้ในบราซิลแล้ว ในตอนนี้หลายประเทศได้สัมผัสกับเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มาจากการสะสมของซากฟอสซิล ทั้งก๊าซธรรมชาติ หรือ CNG ซึ่งในเยอรมนีมีขายกันมานานแล้ว รวมถึง LPG แต่ที่หลายคนสนใจและมีการนำมาใช้อยู่ในตอนนี้ คือ การนำไฮโดรเจนมาจับคู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน
       บีเอ็มดับเบิลยู และมาสด้าถือเป็นผู้ผลิตรถ 2 รายที่สนใจกับเทคโนโลยีนี้ ซึ่งค่ายใบพัดสีฟ้าเปิดตัว Hydrogen 7 ซึ่งนำเครื่องยนต์วี12 มาปรับแต่งให้สามารถใช้กับไฮโดรเจน เช่นเดียวกับมาสด้าที่ปรับแต่งเครื่องยนต์โรตารี่และวางอยู่ในตัวถังของรถสปอร์ตรุ่น RX-8 รวมถึงการประยุกต์และนำมาวางในมินิแวนรุ่นพรีมาซี
       อย่างไรก็ตาม รถไฮโดรเจนในลักษณะนี้ก็เจอปัญหาแบบเดียวกับที่รถเซลล์เชื้อเพลิงเจอ คือ ความยากลำบากในการเติมไฮโดรเจน ซึ่งในปัจจุบันแทบจะไม่มีสถานีบริการทั่วไปเลย และทำให้การให้บริการรถเหล่านี้มักจะมาในรูปแบบของการเช่าใช้กับหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนที่ง่ายต่อการบำรุงรักษาและการให้บริการหลังการขายมากกว่าการใช้งานส่วนบุคคล
       
       E-REV – ทางเลือกใหม่ที่มาแรง

       อาจจะไม่คุ้นหูสำหรับคนทั่วไป เพราะว่ารถประเภทนี้ยังไม่มีขายในตอนนี้ แต่ถูกเปิดตัวออกมาเป็นต้นแบบให้เห็นกันกหลายปีแล้ว โดยเฉพาะมอเตอร์โชว์บนฝั่งอเมริกา ซึ่ง E-REV เป็นตัวย่อมาจากคำว่า Extended-Range Electric Vehicle หรือหมายถึงพวกรถ Plug-in แบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าทั้งหลาย

       รถประเภทนี้มีแม้จะมีส่วนประกอบคล้ายกับรถไฮบริด แต่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในแง่ของการทำงาน เพราะเป็นการสลับหน้าที่ของ 2 ส่วนประกอบหลัก ซึ่งตามปกติแล้ว เครื่องยนต์จะต้องทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อน ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าชาร์จไฟหรือไม่ก็ช่วยขับเคลื่อนในบางครั้ง แต่คราวนี้มอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อน และเครื่องยนต์ทำหน้าที่ชาร์จไฟฟ้า เรียกง่ายๆ ว่าเป็นเหมือนกับรถไฟฟ้าที่มีตัวชาร์จไฟติดตั้งอยู่ในรถ
       
       ข้อดีของรถ E-REV คือ ลบข้อจำกัดของรถไฟฟ้าในอดีต โดยเฉพาะในเรื่องระยะทางในการเดินทางต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง ซึ่งแต่เดิมรถไฟฟ้าต้องพึ่งกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว หมดแล้วหมดเลย ต้องหาปลั๊กตามบ้านเสียบ และต้องรอกันนาน 6-8 ชั่วโมงกว่าจะแบตจะเต็มลูก
       
       แต่จากการที่มีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ชาร์จกระแสไฟฟ้า ถ้าน้ำมันหมดก็หาปั๊มเติม เพื่อให้สามารถชาร์จไฟเข้ามาทดแทนได้ตลอดเวลา และจากการที่เปลี่ยนหน้าที่มาเป็นการชาร์จไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ทำให้สามารถเลือกใช้เครื่องยนต์ที่มีความจุเล็กเพื่อลดความสิ้นเปลืองน้ำมัน หรือบางค่ายยังออกแบบให้เครื่องยนต์เป็นแบบ FFV หรือใช้ E85 ได้ด้วย
       
       นอกจากนั้น อีกจุดที่ถือว่าน่าสนใจสำหรับคนที่ใช้ระยะทางต่อวันไม่มาก เพราะในช่วงระยะ 48-60 กิโลเมตรแรก (ขึ้นอยู่กับระบบที่ถูกออกแบบของแต่ละบริษัท) ของการเดินทาง ระบบนี้จะพึ่งกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว ถ้าขับระยะทางไม่เกินจากนี้เรียกว่าเครื่องยนต์ก็แทบไม่ต้องทำงานเลย พอถึงบ้านหรือที่ทำงานก็เสียบปลั๊กชาร์จไฟเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ แต่ถ้าเกินจากนี้ เครื่องยนต์ก็ถึงเริ่มทำงานเพื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่เพื่อชดเชยกระแสไฟฟ้าที่เสียไป
       
       รถที่อยู่ในกลุ่มนี้และเตรียมวางขายในสหรัฐอเมริกาต้นปี 2010 คือ เชฟโรเลต โวลต์ ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจากต้นแบบที่เปิดตัวในปี 2006 ส่วนราคาขายคาดว่าอาจจะสูงถึง 30,000-40,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 990,000-1,320,000 บาท และถือว่าเป็นความเสี่ยงที่จีเอ็มต้องแบกเอาไว้ เพราะถือเป็นรถประเภทใหม่ที่เปิดตัวออกสู่ตลาด ถ้าใช้งานดีไม่มีปัญหา ก็คงไปรุ่ง แต่ถ้าไม่เวิร์คก็มีสิทธิร่วง
       
       นอกจากนั้น ผู้ผลิตบางรายยังออกแบบให้ระบบไฮบริดของตัวเองมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากขึ้น และมีการนำคำว่า Plug-in เข้ามาใช้เช่นกัน เช่น ฟอร์ด เอสเคป ไฮบริด Plug-in ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นรถไฮบริดขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2,300 ซีซี 133 แรงม้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ออกแบบให้ระบบมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ซึ่งถูกเปลี่ยนจากนิเกลเมทัล ไฮดรายมาเป็นแบบลิเธียม ไอออน
       
       รถประเภทนี้มีเงื่อนไขในการทำงานคล้ายกับรถ E-REV โดยในช่วง 48 กิโลเมตรแรกและขับด้วยความเร็วไม่เกิน 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะใช้ไฟฟ้าในแบตเตอรี่สำหรับส่งให้แบตเตอรี่ใช้ขับเคลื่อน และเมื่อเกินจากนี้ก็จะเปลี่ยนหน้าที่มายังเครื่องยนต์ ส่วนการทำตลาด ก็มีความไปได้เช่นกัน เพราะดูเหมือนว่าฟอร์ดกำลังผลักดันให้แนวคิดนี้กลายเป็นจริงสำหรับคนทั่วไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า


       Fuel Cell : การขับเคลื่อนที่ไม่ต้องพึ่งน้ำมัน
       
       ไม่เรื่องขั้นตอนการผลิตรถหรือการผลิตไฮโดรเจนจะมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหรือไม่คงไม่เกี่ยวข้อในกระบวนการหรือไม่นั้น ไม่มีใครพูดถึง แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะในการขับเคลื่อนอย่างเดียวแล้ว รถเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ไม่ต้องง้อน้ำมันเชื้อเพลิง และอาศัยกระแสไฟฟ้าที่มาจากการแปรรูปในกระบวนการทางเคมีในแผงเซลล์เชื้อเพลิง
       
       หลังจากมีการพัฒนามานานในที่สุดเซลล์เชื้อเพลิงกลายเป็นจริงเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2002 โดยโตโยต้า และฮอนด้าถือเป็น 2 ค่ายแรกที่มีการผลิตรถเซลล์เชื้อเพลิงสำหรับให้บริการในสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งจากข้อจำกัดในเรื่องของการเติมไฮโดรเจนและการดูแลรักษา การให้บริการจึงถูกจำกัดวงแค่บริษัทและหน่วยงานภาครัฐ ก่อนที่ฮอนด้าจะกลายเป็นค่ายแรกที่มีรถเซลล์เชื้อเพลิงให้บริการกับลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล
       
       หลักการทำงานของระบบ คือ การใช้ไฮโดรเจนเหลวที่ถูกเก็บอยู่ในถังแรงดันสูงเข้ามาทำปฏิกิริยาทางเคมีกับออกซิเจนในอากาศในแผงเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าส่งเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ และจากนั้นก็ส่งต่อไปให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ในการขับเคลื่อน ซึ่งระยะทางที่ได้ในการขับเคลื่อนก็ขึ้นอยู่กับปริมาณไฮโดรเจนที่อยู่ในถัง ถ้าเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนกับรถที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ปั๊มน้ำมันหาง่ายกว่าปั๊มไฮโดรเจน

       ในตอนแรกแนวคิดนี้ดูเหมือนว่าจะได้รับความสนใจอย่างมากจากหลายบริษัท แต่ไปๆ มาๆ ดูเหมือนว่าจะเหลือแค่ฮอนด้าเท่านั้นที่เดินหน้าในการพัฒนา เพราะอย่างโปรเจ็กต์ FCHV ของโตโยต้าก็เงียบหายไปแล้ว ล่าสุดฮอนด้าได้เปิดตัว FCX รุ่นที่ 2 ในชื่อ Clarity บนตัวถังซีดานระดับหรูออกสู่ตลาด และมีให้บริการเช่าใช้ โดยในญี่ปุ่นจะเริ่มเดือนพฤศจิกายน 2008
       
       รถรุ่นนี้จะมีการผลิตออกมาเพียง 200 คันตลอด 3 ปีของการทำตลาด และจะให้บริการทั้งในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นประมาณ 70 คันต่อปี โดยค่าเช่าใช้ต่อเดือนในเมืองลุงแซมอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 19,800 บาท

ที่มาจาก ผู้จัดการออนไลน์
#702
อ๋อ ผมเข้าใจแล้ว มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
#703
ธุรกิจแบบ MLM เมื่อก่อนผมก็ต่อต้านนะ แต่พอตัวเองโตขึ้น ก็รู้ว่า "อคติ เป็นตัวถ่วงความรู้ตัวเอง" ก็เลยได้ศึกษามาบ้าง
แม้จะไม่ชอบการทำธุรกิจ MLM เลยยยย แต่ก็ได้นำแนวความคิด มาพัฒนากับงานที่ตัวเองทำอยู่ ได้เหมือนกัน (ได้เรื่อง ความซื่อสัตย์ต่องานตัวเอง เป็นต้น)

แต่ส่วนใหญ่ที่พบเจอคนทำธุรกิจแนวนี้ น้อยคนนักที่จะจริงใจกับธุรกิจที่ทำ แต่หวังผลใน "ตัวเงิน" มากจนเรียกได้ว่า "เห็นแก่ตัว" เกินไป (ก็เพื่อนที่ไม่เคยติดต่อมาเป็นปีๆ ไม่ได้สนิทกันเลยย.. กลับติดต่อมาหา มาพูดคุยบ่อยๆ แถมชวนไปไหนต่อไปตลอด สุดท้าย รู้ว่ามันขายอาหารเสริม - -')

ผมก็ชอบจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นะครับ อย่าง FFi เนี้ย ผมก็ไม่เคยได้ยินหรือรู้จัก (ว่าวซื่อๆ) ก็น่าลองศึกษานะครับ ถ้ามันไม่ดีจริง ก็คงไม่มีใครประสบความสำเร็จหรือ Success เหอๆ เหมือนช่วยขาย..

ว่าแต่ ลูกค้าจากลำปาง รู้จักคุณวิชจากเว็บ Truck นี้ป่าวครับ จะได้ขอเปอร์เซ็นด้วย อิอิ ^^
#704
 อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ขอให้ผู้ประกอบการศึกษากฎระเบียบรถยนต์ใหม่ในอียู เพื่อปรับตัวในด้านการผลิต


นางอภิรดี ตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการยุโรป หรือ อียู ได้ปรับปรุงกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของรถยนต์ในอียูเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนและส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงโดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไปฉะนั้นผู้ประกอบการสินค้ายางยนต์โดยเฉพาะในรถบรรทุกปิกอัพซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยในอียูควรติดตามและศึกษาข้อมูลการปรับปรุงกฎระเบียบดังกล่าวให้รอบคอบเพื่อปรับตัวในด้านการผลิตและนำเข้าในอียูต่อไป โดยสถิติการส่งออกสินค้าประเภทรถยนต์และรถบรรทุกปิกอัพของไทยไปยังอียูเฉลี่ยมีมูลค่าการส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละ 3.8 หมื่นล้านบาท และมีสถิติเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี

http://www.innnews.co.th/biz.php?nid=121092
#705
ถามช่าง / ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยาง
10 กรกฎาคม 2008, 05:16:47 หลังเที่ยง
การตรวจเช็คลมยางช่วยประหยัดน้ำมัน
น้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็ออกมารณรงค์เรื่องประหยัดน้ำมันด้วยวิธีต่าง ๆ อาจจะคุ้นตากันบ้างกับโฆษณา "น้องลมยาง" เราก็ขอพูดถึงการประหยัดน้ำมันด้วยการตรวจเช็กลมยาง เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลกันสักหน่อย

การตรวจเช็กลมยาง เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ใช้รถยนต์ควรตรวจเช็กว่ายางสึกหรอถึงระดับต้องเปล ี่ยนหรือยัง และควรเติมลมยางให้เหมาะสมตามที่กำหนด เพราะหากยางรถยนต์สึกหรอหรือลมยางอ่อน จะทำให้การทรงตัวของรถไม่ดี และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากหากความดันลมยางต่ำกว่ามาตรฐานทุก 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 2 % เช่น ยางขนาด 195 มม. ควรเติมลมยางขณะไม่บรรทุก 26 ปอนด์ และยางขนาด 205-235 มม. ควรเติมลมยางขณะไม่บรรทุก 26-29 ปอนด์ เป็นต้น

เห็นความสำคัญของลมยางกันแล้ว ก็อย่าลืมตรวจเช็กลมยาง เพื่อความปลอดภัยและประหยัดน้ำมันนะครับ

ความดันลมยางสำคัญนะ

คุณทราบไหมว่า ความดันลมของยางรถยนต์ มีผลกับส่วนอื่นๆ ของตัวรถมากกว่าที่คุณคิดไว้เสียอีก

นอกจากความดันลมยาง จะมีผลอย่างมากต่อการเกาะถนน การทรงตัวของรถยนต์แล้วยังเกี่ยวข้องไปถึงอายุใช้งาน ของยางรถยนต์ และความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ยิ่งในภาวะน้ำมันแพงอย่างทุกวันนี้แล้ว ควรตรวจและเติมลมยางทุก 2 สัปดาห์ หรือ อย่างน้อยที่สุดเดือนละครั้ง และเช็กความดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ ส่วนยางอะไหล่ควรเติมลมให้มากกว่าค่าลมยางของล้อที่ค ่ามากประมาณ 6 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว และควรเช็กความดันลมยางอะไหล่ทุกๆ 4 เดือน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณและของเพื่อนร่วมท างบนท้องถนน และแถมยังประหยัดเงินในกระเ***คุณได้อีกด้วย


รู้ไว้ก่อนการเปลี่ยนขนาดยาง
การเปลี่ยนขนาดยาง และกระทะล้อของผู้ขับขี่แต่ละคนนั้น อาจจะมีเหตุผลหลายประการด้วยกัน บางคนชอบขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็วสูง บางคนชอบใช้
ยางซีรีส์ต่ำๆ เพื่อความสวยงาม หรือบางคนอาจจะชอบยางที่ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ แต่การเปลี่ยนยางที่แตกต่างไปจากขนาดเดิมนั้น จะต้องคำนึงถึง
สิ่งต่อไปนี้ คือ

1. ความสามารถในการรับน้ำหนัก ที่จำเป็นจะต้องใกล้เคียงกับขนาดเดิม

2. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง จะต้องใกล้เคียงขนาดเดิมด้วยเช่นกัน


การเปลี่ยนแปลงขนาดยางที่ไม่ถูกต้อง
จะเกิดผลเสียดังนี้ ถ้าขนาดยางเล็กเกินไป
– ความสามารถในการรับน้ำหนักจะลดลง
– สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ถ้าขนาดยางใหญ่เกินไป
– ยางจะเสียดสีกับส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ
– พวงมาลัยรถหนักขณะจอดหรือที่ความเร็วต่ำ
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง (อัตราความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดจากความเป็นจริง คำนวณได้จากความแตกต่างจากเส้นผ่าศูนย์กลางของยางเดิ มเปรียบเทียบกับยางใหม่)

หากจะเปลี่ยนขนาดยางใหม่ ก็อย่าลืมข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยนะครับ


Tips เกี่ยวกับดอกยาง

ดอกยางของรถยนต์นั้น มีใว้เพื่อยึดเกาะถนน และรีดน้ำขณะขับรถบนถนนเปียกเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกั บผิวถนนและเกาะพื้นถนนได้ดี หน้ายางที่ถ่ายทอดแรง
ทิศทางต่างๆ สู่ ผิวถนนได้ดีนั้น ดอกยางควรลึกไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำบนผิวถนน และความเร็วของรถด้วย สำหรับ
อายุของยางรถยนต์ที่ให้ความปลอดภัยเพียงพอ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่ผลิต หากยางรถยนต์อายุครบ 5 ปีแล้ว ก็ควรรีบเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยใน
การขับขี่ของคุณ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนครับ



สัญญาณเตื่อนเมื่อรถยางแตก

ปกติยางแบบเรเดียลจะแตกเองได้น้อยมาก หรือในกรณีที่ยางรถยนต์ถูกของมีคมขนาดไม่ใหญ่ทิ่มแทง ยางอาจจะมีการรั่วช้า แต่หากรู้สึกว่ามีเศษวัสดุทิ่มตำที่หน้ายาง ก็ไม่ควรดึงออกในทันที เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้ลมยางรั่วออกมาอย่างรวด เร็ว หรือในรถที่มีการขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง หากยางล้อหน้าแตกใช้การลดเกียร์ต่ำช่วยลดความเร็วได้ บ้าง แต่หากเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้านั้น ให้เตะเบรกเพียงเบาๆ เท่านั้น เพราะถ้าหากใช้วิธีลดเกียร์ต่ำช่วยล้อหน้าอาจจะกระตุ กจนเสียการทรงตัวได้ แต่สำหรับกรณีที่ยางเกิดแบนขณะที่รถวิ่งอยู่และรถเกิ ดอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีการทรงตัวแย่ลง อัตราการเร่งอืดหรือพวงมาลัยดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ควรตกใจหรือเหยียบเบรกโดยกะทันหัน แต่ควรมีสติและพยายามบังคับพวงมาลัยให้มั่นคง แตะเบรกช้าๆ และเบาที่สุดจนกระทั่งรถหยุดเอง



เคล็ดลับในการดูแลล้อแม็กกับยาง

ล้อแม็กนั้นมีประโยชน์มากกว่าแค่ความสวยงาม เรามีวิธีดูแลล้อแม็กและยางอย่างง่ายๆ มาฝากกัน
- ก่อนนำล้อแม็กใหม่ติดตั้งเข้ากับตัวรถ ควรเคลือบเงาด้วยน้ำยาให้ทั่วเสียก่อนซึ่งมีประโยชน์ ช่วยรักษาสภาพความเงาวาว และป้องกันคราบสกปรกที่จะมาจับเกาะได้ดี
- เมื่อจะล้างล้อแม็กและยาง ควรรอให้ยางมีอุณหภูมิเย็นลงเป็นปกติเสียก่อนเพราะคว ามร้อนจะทำให้น้ำและน้ำยาหรือสบู่อ่อนระเหยแห้งไวเป็ นสาเหตุ
ให้เกิดรอยด่างได้ง่าย
- หากจะขัดทำความสะอาดล้อแม็กและยาง ด้วยน้ำยาหรือสบู่อ่อน ให้เลือกใช้แต่แปรงชนิดขนอ่อน เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยตามมา และควรเคลือบเงาด้วยน้ำยาด้วย
- ไม่ควรใช้น้ำร้อนทำความสะอาดล้อแม็กเด็ดขาด มิเช่นนั้นสารที่เคลือบผิวล้อแม็กไว้จะถูกทำลาย
- ถ้าจำเป็นต้องใช้บริการเครื่องล้างรถอัตโนมัติ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้แน่ใจ ว่า น้ำยาที่ใช้ในการทำความสะอาดจะไม่กัดสีของล้อและยาง รวมทั้งขนแปรงจะไม่แข็งเกินไป จนเกิดริ้วรอยได้
- ฟองน้ำที่ใช้ถูเช็ดตัวถังกับล้อ ก็ควรแยกชิ้นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเศษฝุ่นสะเก็ดหินจากล้อที่ติดอย ู่กับฟองน้ำไปขูดขีดกับตัวถังโดยไม่ตั้งใจ


การเลือกลายดอกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน

การเลือกใช้ดอกยางนอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามแล้ว การเลือกคุณสมบัติที่เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประ สิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วย สำหรับดอกยางในท้องตลาดนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

1. ดอกละเอียด ( RIB PATTERN ) มีลักษณะเป็นลายดอกและร่องที่คดโค้งหรือเป็นเหลี่ยม เป็นแถวยาวตามเส้นรอบวงของยาง ร่องยางที่ตื้น ช่วยในการ
ระบายความร้อน เกาะถนนได้ดี ขับขี่บังคับเลี้ยวได้ง่าย ป้องกันการลื่นไถลออกด้านข้างได้ดีเยี่ยม ดอกยางชนิดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับรถโดยสาร

2. ดอกบั้ง ( LUG PATTERN ) ยางดอกบั้งมีลักษณะลายดอกและร่องยางเป็นแนวขวางกับเส ้นรอบวงของยาง โดยร่องยางจะมีความลึก เนื้อยางมีมาก เวลารถเคลื่อนจะเกิดแรงกรุยสูง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าดอกยางแบบอื่นๆ เหมาะกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (ล้อหลัง) รถจิ๊ป หรือรถที่วิ่งในอัตราความเร็วปานกลางจนถึงต่ำ

3. ดอกผสม ( RIB-LUG PATTERN ) ยางแบบดอกผสมเป็นการผสมระหว่างยางดอกละเอียดและลายดอ กบั้ง โดยตรงกลางของหน้ายางจะเป็นลายแบบยางดอกละเอียด แต่ด้านซ้ายและขวาเป็นลายดอกบั้ง ยางดอกผสมนี้จึงทั้งเกาะถนน ป้องกันรถไถลออกด้านข้าง และมีแรงกรุยดี นำมาใช้ได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง วิ่งบนทางขรุขระหรือลาดยางก็ได้ เหมาะกับรถที่วิ่งด้วยความเร็ว
ปานกลาง

4. ดอกบล็อก ( BLOCK ) ยางชนิดนี้มีหน้ายางเป็นลักษณะก้อนเหลี่ยมหรือโค้งมน เรียงตัวกันคล้ายอิฐบล็อกปูทางเดิน แต่จะมีช่องว่างระหว่างบล็อก ซึ่งถ้ามองตามเส้นรอบวงของยาง จะเห็นร่องเหมือนกับยางดอกละเอียด เหมาะที่จะใช้กับทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นทราย หรือโคลน มีสมรรถนะเกาะถนนได้ดีมาก ผู้ขับขี่บังคับเลี้ยวหยุดรถได้ง่าย ปัจจุบันนิยมใช้กับยางเรเดียลที่ใช้ความเร็วสูง โดยเฉพาะรถเก๋ง

เลือกใช้ดอกยางให้ถูกประเภทงานและรถ นอกจากจะได้รับความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการใช้ยางอย่างคุ้มค่าเงินอีกด้วย



การถนอมยางรถยนต์กรณีที่ต้องจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานาน

เราเคยพูดถึงการจอดรถยนต์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้กันมาบ้ างแล้ว แต่สำหรับกรณีที่ไม่มีใครคอยดูแลช่วยขยับรถหรือติดเค รื่องยนต์ให้กับรถยนต์ที่คุณจำเป็น
ต้องจอดทิ้งไว้นานแรมเดือน คุณควรสูบลมยางเพิ่มขึ้นสัก 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพราะการที่ต้องจอดรถไว้ในตำแหน่งเดียวนานๆ ยางส่วนที่สัมผัสกับพื้นถนนจะถูกน้ำหนักตัวรถกดลงไป จนทำให้เบี้ยวเสียรูปทรง ทำให้โครงสร้างภายในชำรุด หรือจะขึ้นแม่แรงไว้ให้ล้อ และยางแตะพื้นน้อยที่สุดแต่ไม่ต้องถึงกับลอยขึ้นมาจา กพื้น เพราะหากล้อและยางลอยขึ้นมาจากพื้นจะทำให้ระบบช่วงล่ าง เช่น ปีกนก ลูกหมากต่างๆ ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นและ เสียหายจากน้ำหนักที่มากกว่าปกติได้ เพียงแค่หาเครื่องมือที่เรียกว่า สามขา มารองรับน้ำหนักรถเอาไว้ หากเปิดกระจกหน้าต่างให้แง้มลงมาได้บ้างเล็กน้อยก็จะ ช่วยให้อุปกรณ์ภายในรถที่เป็นยาง และพลาสติกมีความทนทานมากขึ้น


ทำอย่างไรเมื่อรถยางแบน

หากยางรถยนต์เกิดรั่วและแบนขณะที่คุณขับรถอยู่บนท้อง ถนน คุณไม่ควรขับรถบดยางไปเป็นระยะทางไกลๆ โดยเด็ดขาด เพราะขอบกระทะล้อจะกดลงบน
แก้มยางจนทำให้แก้มยางเสีย คุณควรจะจอดรถเพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่ก่อน และควรมีโฟมสเปรย์ติดรถไว้ เพราะหากไม่สามารถเปลี่ยนยางอะไหล่ได้ หรือรอยรั่วไม่ใหญ่นัก ก็ให้นำโฟมสเปรย์มาฉีดเพื่ออุดรอยรั่วของยางไว้จนหมด กระป๋อง จากนั้นขับไปอย่างช้าๆ จนถึงร้านปะยางที่ใกล้ที่สุดเพื่อปะ หรือเปลี่ยนยาง และอย่าลืมล้างโฟมสเปรย์ก่อนทำการปะยางด้วย เพราะหากทิ้งไว้อาจทำให้น้ำหนักของล้อและยางไม่สมดุล อีกทั้งโฟมสเปรย์บางชนิดอาจมีฤทธิ์ต่อเนื้อยางได้


การรับน้ำหนักและความเร็วของยาง
การเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนักบรรทุก และข้อจำกัดความเร็วของยางแต่ละเส้น ก็มีส่วนในการยืดอายุการใช้งาน และ
ยังหมายถึงความปลอดภัยของชีวิตด้วย บนแก้มของยางแต่ละเส้นนั้น จะมีตัวเลข 1 คู่ และตามด้วยตัวอักษร ซึ่งจะบ่งบอกว่า ยางเส้นนั้นๆ รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด และความเร็วสูงสุดได้แค่ไหน ยกตัวอย่าง เช่น 87V ตัวเลข 2 หลักหมายถึง ดัชนีน้ำหนักบรรทุกของยาง หรือ Load Index มีหน่วยเป็นกิโลกรัม ซึ่งต้องอาศัยตารางในการเปรียบเทียบ ตัว V เป็นสัญลักษณ์ความเร็ว หรือ Speed Symbol หมายถึง ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นรับได้ มีหน่วยเป็นกิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ควรใช้ความเร็ว เกินกว่าที่ยางรับได้และถ้ายางผ่านการใช้งานมานาน ก็ไม่ควรขับถึงหรือใกล้ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้น รับได้ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุยางระเบิดได้



การสลับยางรถยนต์ยืดอายุการใช้งาน
ยางรถยนต์เมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่งแล้ว ย่อมเกิดการสึกหรอได้ แต่ในการสึกหรอในแต่ละล้อยางอาจจะไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่มักจะสึกในคู่หนึ่งมากกว่า
อีกคู่หนึ่ง การสลับยางจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกหรอใกล้เคียงกันที่สุด ใช้ได้จนเกือบหมด โดยควรสลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร ถ้ายาง
อะไหล่มีขนาดเดียวกับยางหลัก ควรนำมาสลับใช้ด้วย แม้การเปลี่ยนยางพร้อมกัน 5 เส้น จะเสียเงินมากกว่าการเปลี่ยนยาง 4 เส้น แต่ก็จะสามารถใช้ยางทั้ง 5 เส้นได้เป็นระยะทางมากกว่า และทำการเปลี่ยนยางพร้อมๆ กันทุกเส้น เมื่อระยะการใช้งานครบ 2 ปี และควรปฏิบัติตามรายละเอียดการสลับยาง ที่ระบุไว้ในคู่มือประจำรถยนต์อย่างเคร่งครัด หรือปรึกษากับช่างผู้ชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียเมื่อปฏิบัติผิดวิธี


ควรเปลี่ยนยางรถยนต์เมื่อใด
การหมดอายุของยางรถยนต์ไม่ได้เกิดจากการสึกของดอกยาง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่ายางรถยนต์ของคุณหมดอายุแล้ว
อีก 5 ลักษณะ ดังนี้คือ ยางไม่เกาะถนน เนื้อยางแข็ง โครงสร้างกระด้าง เกิดเสียงดังขณะขับขี่ หรือแก้มยางบวม ซึ่งการแก้ปัญหาก็คงจะหนีไม่พ้นการเปลี่ยนยาง และควรเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางผ่านการใช้งานมาเท่ากัน ย่อมมีการสึกหรอและสภาพภายในที่ใกล้เคียงกัน โดยควรเลือกใช้ยางรุ่น และขนาดเดียวกันทั้ง 4 ล้อ


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยางรถยนต์
ยางรถยนต์ เปรียบเหมือนเกราะกันกระแทกระหว่างรถยนต์กับพื้นถนน เพื่อให้สมรรถภาพการขับขี่ที่ปลอดภัย ประหยัดน้ำมันและถนอมการสึกหรอของรถยนต์ ควรหมั่นตรวจสอบความดันลมยางให้ใกล้เคียงกับโรงงานผู ้ผลิตรถยนต์ การกระทำเช่นนี้จะช่วยยืดอายุของยางรถอีกด้วย ทั้งนี้ อาจสังเกตจากแผ่นโลหะบริเวณขอบประตู หรือคู่มือประจำรถ นอกจากนี้ การเติมลมยางไม่เท่ากันทั้ง 4 เส้น จะทำให้รถยนต์เสียการทรงตัว เมื่อเบรกหยุด หรือเร่งความเร็ว และทำให้ยางสึกไม่เท่ากัน นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และรักษาสภาพยาง ควรจะเปลี่ยนยางชุดใหม่ทุก 2 ปี หรือทุก 50,000 กิโลเมตร การตรวจเช็ค
ลมยาง ควรตรวจในขณะที่ยางเย็น หรือก่อนใช้งาน ทั้งนี้ เมื่อล้อหมุน ยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป ความดันลมจะสูงขึ้น

ในกรณีที่จำเป็นต้องเติมลมยางหลังการใช้งาน ควรเติมลมเพิ่มอีก 2 ปอนด์ เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว


ดอกยางและร่องบนหน้ายาง
มีหน้าที่ ่ในการรีดน้ำขณะหน้ายางสัมผัสกับถนน ปัจจุบันยางมีประสิทธิภาพในการรีดน้ำสูงถึง 40 ลิตรต่อนาที ในขณะที่วิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ความลึกของดอกยางมีผลต่อการรีดน้ำ และการเกาะถนนขณะที่เปียก หากประสิทธิภาพการรีดน้ำต่ำ อาจทำให้เกิดการไถลได้ง่าย
ความลึกขั้นต่ำควรจะมีความลึกอย่างน้อย 1.6 มิลลิเมตร และหากดอกยางเหลือต่ำกว่า 2.0 มิลลิเมตร จะขาดประสิทธิภาพในการ รีดน้ำ และเกาะถนน


ลักษณะการสึกของดอกยาง
สึกบริเวณไหล่ยางทั้งสองข้าง เกิดจากการเติมลมอ่อนเกินไป ทำให้ไหล่ยางทั้งสองข้างสัมผัสกับถนนโดยตรง
สึกไหล่ยางข้างใดข้างหนึ่ง เกิดจากศูนย์ล้อไม่ได้มาตรฐาน มุมแคมเบอร์เป็นบวก หรือลบมากเกินไป
สึกเหมือนเกล็ดปลา เกิดจากากรถ่วงล้อไม่สมดุล ทำให้ยางสั่น และหน้ายางสัมผัสไม่เท่ากัน
สึกเฉพาะตรงกลางของยาง เกิดจากเติมลมยางมากเกินไป ทำให้ยางสัมผัสถนนโดยตรง
สึกเป็นลายขนนก เกิดจากศูนย์ล้อไม่ได้มาตรฐาน ทำให้โทอิน หรือโทเอาท์ผิดปกติ
สึกเป็นจ้ำๆรอบเส้น เกิดจากโช็คอัพเสื่อมสภาพ หรือระบบเบรกไม่สมดุล


การตั้งศูนย์ถ่วงล้อ
การตั้งศูนย์ล้อ คือ การปรับสภาพของระบบรับน้ำหนัก ให้ได้ค่ากำหนดของโรงงานที่ผลิต หรืออีกนัยก็คือการปรับมุมช่วงล่าง เพื่อให้การขับขี่ และการบังคับพวงมาลัย เป็นไปอย่างถูกต้อง การเปลี่ยนยางใหม่ หรือการปะยางทุกครั้ง ต้องมีการถ่วงล้ออย่างสมดุล และมีศูนย์ล้อที่เที่ยงตรง


การปะยาง
ข้อควรระวังในการปะ หรือซ่อมยาง

1. หากยางถูกตะปูตำ จะสามารถซ่อมแซมโดยการปะยางได้ เฉพาะในส่วนหน้ายางที่สัมผัสกับถนนเท่านั้น ไม่ควรปะยาง
บริเวณแก้มยาง ซึ่งยางอาจจะระเบิดได้ง่าย เนื่องจากไม่มีโครงสร้างของชั้นผ้าใบ และเส้นลวด
2. ยางที่สามารถจะปะ หรือซ่อมได้ ควรมีความลึกของดอกยางไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิเมตร และควรกว้างไม่เกิน 6 มิลลิเมตร
3. ไม่ควรปะยางเกิน 2 ครั้งบนยางเส้นเดียวกัน
4. ไม่ควรปะยางซ้ำรอยเดิม

ข้อมูลจาก hondaloverclub.com
#706
ไอเสียจากเครื่องยนต์

             เมื่อเราติดเครื่องยนต์ขึ้นเมื่อใด เครื่องยนต์ก็จะบริโภคอากาศบริสุทธิ์เข้าไป และปล่อยอากาศเสียออกมาทางท่อไอเสีย ในอากาศเสีย หรือไอเสียนั้น วิศวกรยานยนต์ได้แบ่ง ของเสียนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม

หนึ่ง. กลุ่มที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกนี้คือ ควันดำ ประกอบด้วย ผงถ่าน, น้ำมันดิน และไฮโดรคาร์บอน ที่เผาไหม้ไม่หมด พวกนี้นอกจากมองเห็นแล้ว เราจะรู้สึกได้เวลานั่งมอเตอร์ไซค์ไปตามถนน แล้วลองเอาผ้ามาเช็ดหน้าดู พวกนี้จะหลุดติดผ้าเช็ดหน้าออกมาให้เราเห็นชัดๆ สารกลุ่มพวกนี้ทำให้เราตายช้าๆ แบบผ่อนส่ง

สอง. กลุ่มที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คือไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ตัวหลักๆ ประกอบด้วย ไนโตรเจนออกไซด์, คาร์บอนมอนอกไซด์, ไฮโดรคาร์บอน พวกนี้ทำให้เราตายได้อย่างเฉียบพลัน เช่นกรณี เราจอดรถ เปิดแอร์แบบอากาศหมุนเวียนเฉพาะภายในรถตามปกติ ถ้าก๊าซเหล่านี้รั่วจากท่อไอเสีย เข้ามาภายในรถเพียงเล็กน้อย เราก็จะตายได้ภายใน 30 นาที


การลดอันตรายจากก๊าซไอเสียเครื่องยนต์

เมื่อทุกคนรับรู้ว่ารถยนต์ และเครื่องยนต์นั้นมีประโยชน์ และจำเป็นจะต้องใช้ แต่พร้อมกันนั้นเครื่องยนต์ก็จะปล่อยอากาศเสียออกมาสู่บรรยากาศที่จะมาฆ่า และทำลายชีวิต คน สัตว์ และพืช ที่อยู่โดยรอบ วิศวกรยานยนต์จึงมีความพยายามที่จะลดอันตรายจากก๊าซเสียของเครื่องยนต์ลง และได้ค้นพบว่า

หนึ่ง. การเผาไม้อย่างสมบูรณ์ของเครื่องยนต์นั้น ทำให้ก๊าซเสียลดน้อยลง

สอง. การเผาไหม้ภายใต้อุณหภูมิต่ำๆ ของเครื่องยนต์ จะสามารถลดก๊าซเสียของเครื่องยนต์ลงได้อย่างมาก แต่จะทำให้เกิดควันดำมากขึ้น

สาม. การเผาไหม้ภายใต้อุณหภูมิสูงมากๆ ของเครื่องยนต์จะลดควันดำลงได้อย่างมาก แต่จะทำให้เกิดก๊าซเสียจำนวนมากขึ้น

จากการค้นพบดังกล่าว จึงเป็นภาระหน้าที่ของวิศวกรยานยนต์ ที่จะต้องจัดการควบคุมการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้อยู่ภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดเวลา เพื่อจะควบคุมก๊าซเสีย และควันดำให้อยู่ในปริมาณที่สังคมสามารถยอมรับได้ และจากฐานความรู้ความต้องการนี้ จึงได้เกิดการกำหนดมาตรฐานไอเสียของรถยนต์ขึ้นทั้ง ในฟากยุโรป และอเมริกา


ทางยุโรป กำหนดเป็น Euro 1, Euro 2, Euro 3, Euro 4 และ Euro 5

ทางอเมริกา กำหนดเป็น US 91, US 94, US 98, US 04 ฯลฯ

ทั้งสองมาตรฐานต่างก็เป็นการกำหนดให้ทำการลดทั้งควันดำ และก๊าซพิษลงตามลำดับ โดยเพิ่มความเข้มงวดการลดของเสียมากขึ้นทุกระดับ เพื่อมุ่งหวังให้สภาพบรรยากาศมีความปลอดภัย สำหรับชีวิต คนสัตว์ และพืชมากยิ่งๆ ขึ้นไป พร้อมๆ กันธุรกิจการขนส่งก็สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี เช่นเดียวกัน

โดย. วุฒิชัย ไมตรีโสภณ

ขอบคุณที่มาจากเว็บเพื่อนบ้าน Truckfanclub.com
#707
ถามช่าง / ทำอย่างไรเมื่อประสบภัยจากรถ
08 กรกฎาคม 2008, 11:32:44 หลังเที่ยง
การประกันภัยรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ
ทำไมกฎหมายต้องบังคับให้ทำประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.
       การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/ เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต   เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล / สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ  เป็นสวัสดิสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

รถประเภทใดที่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.
       รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้แก่รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร ที่เจ้าของมีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ
       ดังนั้น การที่มีรถบางประเภท กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นแล้วก็จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.

รถประเภทใดที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.
       พรบ. คุ้มครอง ฯ กำหนดประเภทรถที่ไม่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ไว้ดังนี้
รถสำหรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน และมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด รถของกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการต่าง ๆ รถยนต์ทหาร  รถของหน่วยงานธุรการขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานธุรการ ที่เป็นอิสระขององค์กรใด ๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

ใครมีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ / โทษการไม่ทำประกันภัย
       ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ ได้แก่ เจ้าของรถผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถ และผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ
       การฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการทำประกันภัยรถ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.
       ผู้ประสบภัย อันได้แก่ ประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสารคนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ ก็จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้

ความคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.
       ผู้ประสบภัย จะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ เป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่บริษัทได้รับคำร้องขอ ค่าเสียหาย ดังกล่าว เรียกว่า "ค่าเสียหายเบื้องต้น" โดยมีจำนวนเงิน ดังนี้
       กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
       กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา)
       กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท

ค่าเสียหายส่วนเกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น
       เป็นค่าเสียหายที่บริษัทจะชดใช้ให้ภายหลังจากที่มีการพิสูจน์ความรับผิดตามกฎหมายแล้ว โดยบริษัทที่รับประกันภัยรถที่เป็นฝ่ายผิด ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัย/ทายาทผู้ประสบภัย เมื่อรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นที่ผู้ประสบภัย/ทายาทได้รับแล้ว เป็นดังนี้
       กรณีบาดเจ็บ เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามความเป็นจริงไม่เกิน 50,000 บาท
       กรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ จำนวน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ไม่ว่าจะมีการรักษาพยาบาลหรือไม่

รถ 2 คัน ชนกัน ผู้ประสบภัยเป็นผู้โดยสาร พ.ร.บ. คุ้มครองเท่าใด
       กรณีรถตั้งแต่ 2 คัน ขึ้นไป ชนกัน ต่างฝ่ายต่างมีประกันตาม พ.ร.บ. และไม่มีผู้ใดยอมรับผิดในเหตุที่เกิด ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้โดยสารจะได้รับความคุ้มครองตามหลักการสำรองจ่าย
กรณีบาดเจ็บ บริษัทจะสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อคน แก่ผู้ประสบภัย
กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร บริษัทจะสำรองจ่ายทดแทน/ค่าปลงศพ จำนวน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ต่อคน แก่ทายาทผู้ประสบภัย

ความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี
       กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้ขับขี่และเป็นฝ่ายผิดเอง หรือไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่ประสบภัย ดังนี้ ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่จะได้รับความคุ้มครองไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้น กล่าวคือ หากบาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 15,000 บาท หรือเสียชีวิตจะได้รับค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท หรือเสียชีวิตภายหลังรักษาพยาบาลจะรับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท
       กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้โดยสาร/บุคคลภายนอกรถ จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บ และ 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร (ทั้งนี้ ผู้ขับขี่รถที่บริษัทรับประกันภัยไว้ต้องเป็นฝ่ายรับผิดตามกฎหมาย)

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ
       เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็น ควรปฏิบัติ ดังนี้
       กรณีมีผู้บาดเจ็บ
1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
4. เตรียมเอกสาร อาทิ ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการ กรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ

แต่ท้ายที่สุด ถ้าอยู่บนความไม่ประมาท ก็น่าจะดีกว่านะครับ
#708
ถามช่าง / ความรู้เรื่อง ช่วงล่าง
08 กรกฎาคม 2008, 11:27:40 หลังเที่ยง
ระบบกันสะเทือน หรือระบบรองรับน้ำหนัก หรือ ระบบแขวนล้อ ซึ่งพวกเรานิยมเรียกว่า "ช่วงล่าง" แปลมาจากคำว่า Suspensions ในภาษาอังกฤษ หน้าที่โดยตรง คือ "ลดอาการสั่นสะเทือนอันเกิดจากการกลิ้งของล้อสัมผัสกับพื้นผิวถ นน" ให้หลงเหลือส่งถ่ายไปยังห้องโดยสารน้อยที่สุด แต่ระบบกันสะเทือนก็ยังมีหน้าที่แฝงอีกหลายข้อ ได้แก่ ช่วยให้การบังคับควบคุมรถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ, รักษาระดับตัวรถ ให้พื้นรถห่างจากผิวถนนคงที่, ควบคุมล้อให้ตั้งฉากกับพื้นถนนตลอดเวลาเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกั บพื้นถนนมากที่สุด แม้ในขณะเข้าโค้ง, ลดอาการกระดก และโยนตัว สมดุลให้รถอยู่ในสภาพปกติ ขณะเคลื่อนที่ผ่านผิวถนนที่ไม่ราบเรียบ
การรองรับน้ำหนัก ในศัพท์ทางรถยนต์ หมายถึง การใช้สปริงคั่นกลางระหว่างโครงรถ (Frame), ตัวถัง (Body), เครื่องยนต์, ชุดส่งกำลัง กับล้อ ซึ่งเป็นส่วนที่รับภาระจากการสัมผัสโดยตรงกับพื้นถนน น้ำหนักของอุปกรณ์ดังกล่าว ตลอดจนน้ำหนักบรรทุกที่อยู่ด้านบนของสปริง เราเรียกว่า น้ำหนักเหนือสปริง (Sprung weight) ส่วนน้ำหนักใต้สปริง ซึ่งได้แก่ ล้อ, ยาง, ชุดเพลาท้าย (ในรถที่ใช้แบบคานแข็ง) และเบรก จะเป็นน้ำหนักที่สปริงไม่ได้รองรับ ถูกเรียกว่า น้ำหนักใต้สปริง (Unsprung weight)

หน้าที่และชนิดของสปริง
สปริงจะยุบและยืดตัวเมื่อล้อวิ่งผ่านผิวถนนที่ขรุขระ ส่งผลให้ล้อเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้เกือบอิสระในแนวดิ่งจากโครงรถ ทำให้สามารถ "ดูดกลืน" (Absorb) แรงเต้นของล้อลงได้ แรงจากการเคลื่อนที่ของล้อจึงถูกส่งถ่ายไปยังตัวถังน้อยกว่าที่ ล้อเต้นจริง ผลก็คือผู้โดยสารและน้ำหนักบรรทุกจะได้รับแรงสะเทือนจากล้อลดลง นั่นเอง
เรามักเข้าใจว่า "สปริง" คือ ขดลวดที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดต่างๆ ขดเป็นวง รูปทรงกระบอก (สปริงขด หรือ Coil Spring) แบบอย่างที่เราคุ้นเคยกันมาตลอด แต่ในความเป็นจริง สปริงยังมีอยู่อีกหลายประเภท หลายรูปแบบ และที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ แหนบ (Leaf Spring), เหล็กบิด หรือทอร์ชั่นบาร์(Torsion bar), สปริงลม (Air Spring), สปริงยาง (Rubber Spring) และ ไฮโดรนิวเมติก (Hydro - Pneumatic) ในอนาคตเมื่อความก้าวหน้าทางวิศวกรรมสูงขึ้นอีก ก็อาจมีสปริงรูปแบบใหม่ๆ ออกมาใช้งานอีกก็เป็นได้
แหนบจะรับน้ำหนักและแรงสั่นสะเทือนโดยการ "โค้งหรืองอตัว" ของแผ่นแหนบ สปริงขดรับน้ำหนักโดยการ "หด หรือยุบตัว" ของขดสปริง ส่วนเหล็กบิด หรือทอร์ชั่นบาร์ นั้น จะรับแรงสั่นสะเทือนโดยการ "บิดตัวของเพลา", สปริงลมลดแรงสั่นสะเทือนจากการ "อัดตัวของลม" ในถุงลม, ส่วนสปริงแบบไฮโดรนิวเมติก ดูดซับแรงสั่นสะเทือน โดยการอัดตัวของแก๊สไนโตรเจนและของเหลว (ที่ใช้อยู่เป็นน้ำมันไฮดรอลิก) ในระบบ


แบบคานแข็ง (Solid axle suspension) คานแข็ง
ล้อด้านซ้ายและล้อด้านขวาอยู่บนเพลาเดียวกัน เป็นแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมาและในปัจจุบันก็ยังมีใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถบรรทุก รถยนต์นั่งมีเฉพาะล้อหลัง แต่ก็มีให้เห็นน้อยลงเรื่อยๆ ข้อดี คือ แข็งแรง ทนทาน ค่าสร้างถูก แต่มีข้อเสีย คือ มีน้ำหนักใต้สปริงมาก เมื่อล้อใดล้อหนึ่งเอียงไป ล้อที่อยู่บนคานเดียวกันจะเอียงตามไปด้วย การควบคุมรถที่ความเร็วสูง และสภาพถนนขรุขระจึงไม่ดีเท่าที่ควร
แบบอิสระ (Independent suspension) ล้อทั้ง 4 ของระบบกันสะเทือนรูปแบบนี้จะเต้นเป็นอิสระต่อกัน ไม่ส่งผลไปยังล้อที่อยู่ตรงกันข้าม หรือถ้ามีบ้างก็น้อยมาก น้ำหนักใต้สปริงของระบบรองรับแบบนี้มีน้อย แรงเฉื่อยจากการเต้นของล้อจึงมีน้อยกว่า อาการเต้นของล้อจึงกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว น้ำหนักใต้สปริงของระบบกันสะเทือนแบบอิสระน้อยมากยิ่งขึ้นไปอีก ในปัจจุบัน เพราะผู้ผลิตหลายรายหันมาใช้อะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา เป็นส่วนประกอบหลักของระบบกันสะเทือนแทนเหล็ก ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแทบทั้งชุด การควบคุมรถจึงทำได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่า และยังนุ่มนวลกว่า ซึ่งระบบรองรับแบบอิสระจะแบ่งออกไปอีกหลายประเภท อาทิ ปีกนก, เซมิเทรลิ่งอาร์ม, แม็คเฟอร์สันสตรัท, มัลติลิงค์ และอีกหลายระบบที่พัฒนาบนพื้นฐานของระบบที่ยกตัวอย่างมา รวมถึงยังมีการนำแต่ละระบบมาผสมผสานกันด้วย

ปีกนก (Wishbone suspension)
การออกแบบแตกต่างกันไป เช่น ปีกนกบนและปีกนกล่างยาวไม่เท่ากันแต่ขนานกัน, ปีกนกบนและปีกนกล่างยาวไม่เท่ากันและไม่ขนานกัน ระบบรองรับน้ำหนักประเภทนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างแพร่หลาย ปัจจุบันสามารถออกแบบให้แข็งแรงมากพอ และใช้อะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา แทนโครงสร้างเดิมที่เป็นเหล็ก จึงไม่แปลก นอกจากในรถยนต์นั่งแล้ว รถ Off-road หลายรุ่นก็ใช้ระบบกันสะเทือนรูปแบบนี้ด้วย


เซมิเทรลิ่งอาร์ม (Semi trailing arm)
แขนเต้น (Trailing arm) อาจมีอยู่ 2 แขน หรือแขนเดียวก็ได้ ถ้าเป็นแขนเดียวจะเรียกว่า เซมิเทรลิ่งอาร์ม (Semi trailing arm) ถูกออกแบบให้ใช้ในล้อหลัง แขนเต้นมีใช้ทั้งแบบจุดหมุนอยู่ตามแนวยาวและจุดหมุนอยู่ตามแนวข วางกับตัวรถ ปัจจุบันมีให้เห็นมากในรถ MPV ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า จุดเด่น คือ มีชิ้นส่วนในการเคลื่อนที่น้อย ห้องโดยสารจึงออกแบบได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

แม็คเฟอร์สันสตรัท (MacPherson strut)
การออกแบบคล้ายกับระบบปีกนกธรรมดา แต่ไม่มีปีกนกบน โช้คอัพและคอยล์สปริงจะรวมอยู่บนแกนเดียวกัน ทำให้ประหยัดเนื้อที่และลดชิ้นส่วนต่างๆ ลงได้มาก ตัวถังบริเวณที่รองรับชุดแม็คเฟอร์สันสตรัท ต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ ข้อเสียของระบบกันสะเทือนชนิดนี้ คือ ไม่สามารถทำให้รถต่ำลงเท่าระบบกันสะเทือนแบบปีกนก จึงไม่นิยมใช้กับรถแข่งทางเรียบ (Racing Car) แต่บนทางฝุ่นในสนามแรลลี่โลก ใช้ แม็คเฟอร์สันสตรัทเกือบทุกค่ายเลยล่ะ

มัลติลิงค์ (Multi-link suspension)
คำว่ามัลติลิงค์จะค่อนข้างครอบคลุม สำหรับระบบกันสะเทือนที่ใช้แขนยึด (Link) แบบหลายจุด เช่น โฟร์บาร์ลิงค์เกจ, ไฟว์ลิงค์ หรือแขนยึดแบบ 5 จุด ที่ออกแบบให้ใช้แขนยึดหลายจุดเพื่อต้องการควบคุมมุมล้อ และรักษาหน้ายางให้ตั้งฉากกับพื้นถนน ปัจจุบันนิยมใช้กับล้อคู่หลังในกลุ่มรถ Luxury เพราะโดดเด่นเรื่องความนุ่มนวล ทั้งยังให้สมรรถนะในการยึดเกาะถนนที่ดี

ทอร์ชั่นบาร์ (Torsion bar)
มีรถยนต์หลายรุ่นได้นำเอาทอร์ชั่นบาร์มาใช้แทนแหนบและสปริงขด ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง โดยเฉพาะในล้อหน้าจะเห็นได้ในรถกระบะ ระบบกันสะเทือนรูปแบบนี้จะมีทอร์ชั่นบาร์สองท่อน (ของล้อหน้าซ้าย และล้อหน้าขวา) ติดตั้งตามยาวของโครงรถข้างละท่อน ที่ปลายด้านหน้ายึดติดกับปีกนกล่าง ปลายด้านหลังยึดติดกับซับเฟรม ซึ่งสามารถปรับแต่งความตึงของทอร์ชั่นบาร์ได้ น้ำหนักของรถจะทำให้ทอร์ชั่นบาร์บิดตัวไปเหมือนกับสปริงขด จะยุบตัวหรือบิดตัวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักรถ การบิดตัวดังกล่าวจะทำให้เกิดผลของความเป็นสปริง เช่นเดียวกับสปริงรูปแบบอื่นๆ

ทีนี้ก็ไม่ต้องหวั่งว่าช่วงล่างแบบไหน ใช้ทำอะไรเรียกว่ารถอะไร ค่อยๆศึกษาไปและจะเข้าใจสัจจะธรรมว่า ถูก, ทน และ ดีมีที่ ไหนนะ..........

ขอขอบคุณข้อมูลจาก lancerthailand.com
#709
และรวมถึงเว็บอื่นด้วยนะครับ ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผล

นอกเหนือจากคุณภาพสินค้าและบริการของพี่น้อง ที่ดีอยู่แล้ว ก็เหลือการประชาสัมพันธ์ให้บุคคลทั่วไป ได้รู้จักกับ product หรือความต้องการของพี่น้อง แล้วถ้าเค้าติดใจ ก็แทบจะไม่ต้องประชาสัมพันธ์อะไรอีกเลย ลูกค้าของพี่น้อง ก็จะช่วยประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก ซึ่งเป็นหลักการโฆษณาที่ได้ผลดี และน่าเชื่อถือมากที่สุด (ก็คนรู้จักแนะนำนี่หน่า) แถมประหยัดค่าใช้จ่ายอีกต่างหาก แต่จะทำให้ถึงตรงนั้น ทำไงละ (ปัญหาแล้วกรู - -')

อันนี้ ผมพอช่วยได้ครับ ไม่มากก็น้อย ลองดูครับ

1. การนำหน้าประกาศของพี่น้อง ไปแป๊ะตามเว็บอื่นๆ หรือโซเชี่ยล ที่มีกลุ่มลูกค้าที่ตรงกับประกาศ มีประกาศอันเดียว แต่ไปแป๊ะโฆษณาหลายๆที่ จะดีต่อการ update ข้อมูล เช่นราคา รายละเอียดสินค้าบริการ การติดต่อกลับ เพราะถ้าประกาศไว้หลายๆ ที่ เวลาจะ update ข้อมูลที ต้องเข้าไปแก้ไขทุกเว็บเลยครับ เกิดมีคนสนใจเห็นแล้วติดต่อเข้ามา แต่เป็นข้อมูลที่เราลืม update ก็จะเกิดความไม่น่าเชื่อถือได้ครับ แต่!! อย่าไปประกาศที่ไหนมั่วๆ นะครับ เดี๋ยวจะโดนเว็บนั้นๆ เค้าแบนเราเอา
ลงโซเชี่ยลกลุ่มของเราก็ได้ครับ
ตลาดซื้อขายรถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนัก
แฟนเพจ รถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนัก By Truck.in.th
2. รูปของประกาศ ถ้ามี จะช่วยดึงดูดประกาศมากเลยครับ (ถ้าใครเล่นเว็บบิทบ่อยๆ จะรู้ว่า SS หรือภาพตัวอย่าง สำคัญมาก ขนาด software ก็ต้องมี SS เลยครับ อิอิ)
3. รายละเอียดสินค้า การซื้อขาย การติดต่อ ดูง่าย เข้าใจง่าย ติดต่อง่าย ปกติแค่โพสต์ติดต่อทาง comment ก็ใช้ได้แล้วครับ แต่เจ้าของประกาศ ก็ต้องหมั่นมาเช็คประกาศของตนบ่อยๆ หรือไม่ก็ เวลาลงประกาศ ให้ใส่อีเมล์ (ล่างสุดของฟอร์มลงประกาศ) จะสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อ แค่โพสต์ comment ไว้เท่านั้น

4. ส่วนสำคัญในการประกาศคือ "หัวข้อประกาศ" ครับ เพราะเจ้าตัวนี้ จะอยู่บน title และก็ใน Meta tag ของเว็บ browser (หรือตัว IE ที่เข้าเว็บนี่แหละครับ) ซึ่งเว็บค้นหาข้อมูล (search engine) จะดึงข้อมูลจากตรงนี้ ไปใช้ประมวลผลในการค้นหาครับ เจ้าพวกนี้ พี่น้องไม่ต้องสนใจครับ เพราะผมทำไว้ให้หมดแล้ว อยู่ที่พี่น้องจะใช้คำอะไร (keyword) ใน "หัวข้อประกาศ" ที่สั้นกระชับ ชัดเจน สามารถดึงคนเข้ามาดูได้เยอะๆ หรือคนจะค้นหาคำๆ นั้น แถมจะได้ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการด้วย และคำพวกนี้ (keyword) google จะจับแล้วประมวลผลว่า หน้าเว็บหรือประกาศนั้นๆ จะถูกจัดอยู่ให้อันดับที่เท่าไหร่ ในการค้นหาครับ (เจ้าพวกนี้เค้าเรียก SEO - Search Engine Optimize หรือระบบการค้นหาครับ)

เช่น พี่น้องจะประกาศขาย "รถบรรทุกมือสอง" ถ้าเป็นผม จะเขียนหัวข้อว่า "ขาย รถบรรทุก มือสอง สภาพดี ราคาถูก ต่อรองได้" จะเห็นว่า ผมเขียนเว้นวรรคเกือบทุกคำ และก็ขยายความต้องการของประกาศ เข้าไปอีก

ก็เพื่อ สำหรับลูกค้าของพี่น้อง ที่ต้องการจะหาซื้อรถบรรทุก เค้าก็เข้าไปเว็บ google แล้วพิมพ์คำว่า "รถบรรทุก" ต้องการซื้อ ก็ต้องหาคนที่ขาย ก็เติมว่า "ขายรถบรรทุก" แต่ผมเขียนเว้นวรรคที่ "ขาย รถบรรทุก" ก็เพื่อ คนทั่วไปที่พิมพ์ว่า "ขายรถบรรทุก" กับ "ขาย รถบรรทุก" (เว้นวรรคคำ) จะได้ผลมาที่ประกาศเราเหมือนกัน เป็นการเพิ่มตรรกะในการค้นหา ให้กว้างมากขึ้น แต่ถ้าเกิดเราไม่เว้นวรรค คนที่พิมพ์ว่า "ขาย รถบรรทุก" ก็จะไม่มาหาประกาศเรา แต่เราจะรอเฉพาะที่พิมพ์ว่า "ขายรถบรรทุก" เท่านั้น

ส่วนที่ขยายว่า "สภาพดี ราคาถูก ต่อรองได้" ด้วย ก็เผื่อดึงความสนใจ ของผู้เห็นประกาศ (บางคน ใช้คำว่า "ราคาถูก" ในการค้นหาเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ให้ละเอียดมากขึ้น แหม ใครๆ ก็ชอบของถูก แต่ต้องสภาพดี ราคาถูกจริงๆ นะ ^^) และก็เป็นการเพิ่มตรรกะในการค้นด้วยเหมือนกันครับ

ตัวอย่างการทำ SEO ที่ผมลองใช้ Keyword ที่ว่ามานะครับ

พี่น้องลองเข้า www.google.com แล้วค้นหาคำว่า "รถบรรทุก" ดูซิครับ เว็บ Truck.in.th จะอยู่ที่เท่าไหร่

ช่วยได้ ไม่มากก็น้อย ลองทำดูนะครับ ^^
#710


ผู้ใช้รถหลาย ๆ คน อาจปวดหัวกับปัญหา "รถลื่นไถล" ซึ่งเป็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นบนท้องถนนสิ่งที่เกิดขึ้น ดังกล่าว ย่อมนำมาซึ่งความเสียหาย และบางครั้งก็ไม่เพียงก่อให้เกิดความสูญเสียในทรัพย์สิน และชีวิตของผู้ขับขี่ รถยนต์เท่านั้น แต่ยังอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อเพื่อนร่วมท้องถนนอีกหลายร้อยชีวิตอีกด้วย



หลายคนอาจบอกว่าพยายามขับรถอย่างระมัดระวังในระดับหนึ่งแล้ว แต่เหตุที่เกิดเป็นเพราะถนนลื่น ซึ่งทำให้ไม่สามารถ ควบคุม รถได้ เมื่อดูถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหา ให้ละเอียดลงไป จะพบว่าการลื่อไถลของรถยนต์ไม่ว่าเป็นเพียงเพราะ น้ำฝนที่เจิ่งถนนเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะสิ่งสกปรกบนท้องถนนอีกหลาย ๆ อย่าง เช่น น้ำมัน เนื่องจากว่าน้ำมันมีคุณสมบัติ เป็นตัวลดแรงเสียดทานทำให้แรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนกับยางลดลง ปัญหาน้ำขังและสิ่งสกปรกบนท้องถนน ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อลดโอกาสของการเกิดอุบัติเหตุ สิ่งที่สำคัญอย่างยางรถยนต์ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม จะเห็นว่าบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์พยายามออกแบบยางให้มีลวดลายที่หลากหลายเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เลือกใช้ ตามสภาพการใช้งานที่ แตกต่างกัน ออกไปไม่ว่าจะเป็นเพื่อสำหรับการขับขี่ความเร็วสูง เส้นทางโค้ง หรือว่าต้องลุยน้ำบ่อยครั้ง และต่อไปนี้เป็นตัวอย่างยางที่สามารถใช้งานได้อย่าง ปลอดภัย



ซัมเมอร์ ไทร์ (Summer Tyres) ยางประเภทนี้ ทีคุณสมบัติเด่นในการเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่และการเบรก ทั้งในสภาพถนนที่แห้งและเปียก พื้นยางอยู่ในรูปแบบ บล็อก-เชป (Block-shape) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะถนน โดยการเพิ่มความฝืดระหว่างผิวสัมผัสของยางรถยนต์และพื้นถนน บล็อก-เชป ประกอบด้วยลวดลายสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ตัดกับร่องทางด้านข้างซ้าย-ขวา เพื่อเพิ่มความฝืด ทำให้การควบคุมพวงมาลัยขณะที่ขับรถผ่านบริเวณตรงถนนเปียก เป็นไปอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวให้แก่รถ ไม่เกิดการไถลโดยดอกยางจะทำการไล่น้ำไปในตัว อย่างไรก็ตาม การที่พื้นยางประเภทนี้ถูกแบ่งเป็นช่องเล็ก ๆ จะส่งผลให้ยางมีน้ำหนักมากกว่ายางทั่วไป



แอซิมเมตริก แพตเทิร์น (Asymmetric pattern) เป็นยางที่ดูแปลกตากว่าลายอื่น เนื่องจากหน้ายางซ้าย-ขวา มีลวดลายที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการออกแบบดังกล่าว ต้องการให้สามารถทำหน้าที่ทั้งการเพิ่มแรงเสียดทานทำให้ ประสิทธิภาพในการเกาะถนนในพื้นที่ปรกติได้ผลดี และเมื่อต้องลุยน้ำก็จะสามารถรีดน้ำได้ดีเช่นกัน ยางประเภทนี้จึงเหมาะ กับรถ ที่ใช้งานในเส้นทางที่มีโค้งมากๆ และผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูง



ไดเรกชั่นแนล แพตเทิร์น (Directional pattern) หน้ายางจะเป็นร่องยาวขนานกันไปซ้าย-ขวา ซึ่งการที่มีรูปแบบ ของร่องยางขนานกัน ไม่เพียงแต่จะช่วยในส่วนของการเพิ่มกำลังขับเคลื่อนและเบรก แต่ยังถือว่ามีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ในการรีดน้ำ ทำให้รถสามารถทรงตัวได้เป็นอย่างดีในกรณีที่มีน้ำขัง ซึ่งยางชนิดนี้เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง โดยเฉพาะ แต่สำหรับผู้ขับขี่บางท่านที่เห็นว่าการเปลี่ยนยางรถยนต์ให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละฤดูนั้น อาจดูเป็นเรื่อง ที่ฟุ่มเฟือย เนื่องจากประเทศไทยมีถึง 3 ฤดู การหันมาใช้ยางรถยนต์ที่เหมาะกับสภาพถนนในทุกฤดู (All-season Tyres) ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี แต่ว่า ในแต่ละความสามารถ ก็อาจจะสู้ยางที่ออกแบบมาโดยเฉพาะไม่ได้ นอกจากนั้น ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือการมีเสียงรบกวน มากกว่ายางชนิดอื่น




หากเลือกยางได้เหมาะสม บวกกับการดูแลเอาใจใส่รถเป็นอย่างดีในทุกรายละเอียดเชื่อว่าทุกสภาพถนน ที่คุณเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเปียก ลื่น หรือน้ำท่วมขัง รับรองได้เลยว่าการเดินทางของคุณแต่ละครั้งถึงที่หมาย อย่างปลอดภัยแน่นอน

ข้อมูลจาก : นิตยสาร รถวันนี้ ปีที่ 8 ฉบับที่ 365
#711
รถที่สามารถเติมแก๊สโซฮอล์ล

Toyota - ทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Honda - ระบบหัวฉีดทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Mitsubishi - ทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Nissan – ระบบหัวฉีดทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Mazda – Tribute , MPV,13
Hyundai - ทุกรุ่น
Benz – ระบบหัวฉีดทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1986
Volvo – S40,S60,S80,V40,XC70(V70XC),CX90
Chev – Zafira ทุกรุ่น
BMW – 318i,323i,325i,330i,525iA,730Li,733Li
Saab – 900,9000, ที่ผลิตในปี 1992-1998 9-3 และ 9-5 ที่ผลิตในปี 1999
Ford – Escape,Explorer
Mini – Mini,Mini Cooper,Mini one
Audi - ทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Volkswagen - ทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Pevgeot - ทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Citroen - ทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Skoda - ทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Seat - ทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995
Kia - ทุกรุ่นตั้งแต่ปี 1995

กระแสกระทู้พลังงานมาแรง รับกระแสสะหน่อย ข้อมูลจาก ขนส่ง ครับ
#712
ถามช่าง / ความรู้เรื่องยางครับ
07 กรกฎาคม 2008, 10:22:42 ก่อนเที่ยง
ยาง ... ขนาดของยาง ...ป ระเภทของยาง ... ดอกยาง ... ลมยาง ... อายุการใช้งาน

1. ยาง
ยางรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งชิ้นนึงที่ไม่คว รมองข้ามเพราะยางเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ระหว่างตัวรถกั บพื้นถนน ฉะนั้นเราควรรู้เรื่อง Basic ของยางบ้าง อย่างว่านะ "รู้ไว้ใช่ว่า ให้คนอื่นหาม"

1.1 ขนาดของยาง
โดยปกติทั่วไปจะรู้กันแต่เพียงขนาดยางตามเส้นผ่านศูน ย์กลางของล้อ ... เช่น "เฮีย..ยางใส่ล้อ 16 นิ้ว เส้นเท่าไหร่" หรือ "โอ้แม่เจ้า ยางรถคันนั้นแม่งโคตรบางเลย" ทั้งหมดนี้พูดถึงขนาดของยางแต่หมายถึงคนละส่วนกัน
ขนาดของยางประกอบไปด้วย 5 ส่วนที่มีความสัมพันธ์กัน

ส่วนที่ 1: ความกว้างของหน้ายาง (tire width) คือความกว้างของยางที่สัมผัสพื้นถนน(จริงๆแล้วคือควา มกว้างระหว่างแก้มยางในและนอก แต่มันก้อคือๆกัน) มีหน่วยเป็น มิลลิเมตร (mm)

ส่วนที่ 2: อัตราส่วนของความกว้างของหน้ายางหรือที่เรียกว่าความ สูงของแก้มยาง (Aspect Ratio) มีหน่วยเป็น percent เช่น ถ้าอัตราส่วน = 50 และหน้ายางกว้าง 205 มิล ความสูงของแก้มยาง = .50 x 205 = 102.5 มิล แต่ตัวเลขที่เห็นบนยางไม่ใช่ 102.5 แต่เป็น 50 (อัตราส่วน) ถ้าตัวเลขนี้น้อยจะหมายถึงแก้มยางที่บาง ส่วนมากมาในรูป 70 65 60 55 50 45 40 ...

ส่วนที่ 3: โครงสร้างของยาง (Construction)
R - Radial ยางเรเดียว ไม่มีใยเหล็ก
D - Diagonal Belt ยางเสริมใยเหล็กแนวเฉียง
B - Bias Belt ยางเสริมใยเหล็กเบี่ยง
ยางรถทั่วไปสมัยนี้จะเป็น R ส่วนมาก

ส่วนที่ 4: ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อที่ใช้กับยาง (Diameter) มีหน่วยเป็นนิ้ว (inches)

ส่วนที่ 5: หน่วยการรับน้ำหนักกับหน่วยความเร็วสูงสุด (Service Description & Speed Index) บ่งบอกถึงน้ำหนักสูงสุดที่ยางรับได้ รวมถึงความเร็วสูงสุดที่ยางวิ่งได้ เช่น 90H: 90 หน่วยรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 600 กิโลกรัมต่อยางหนึ่งเส้น, H หน่วยความเร็วสูงสุดไม่เกิน 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หน่วยการรับน้ำหนักไม่ค่อยมีปัญหากับพวกเราๆนัก นอกจากจะเป็นกระบะขนของเลยขอไม่ลงรายละเอียด
หน่วยความเร็วสูงสุดมีดังนี้
S - 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
T - 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
U - 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
H - 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
V - 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
W - 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Y - 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ZR - มากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในบางกรณี ยางบางรุ่นใช้ ZR ซึ่งหมายถึงยางเรเดียวที่วิ่งได้เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
--> ก่อนเหยียบเร็วมากๆ ควรดูจุดนี้ของยางก่อนนะ ถ้าใช้เกินความเร็วที่ระบุไว้นานกว่า 5 นาทีจะทำให้หน้ายางร้อนจนละลายได้ เลยขอเตือนไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ตัวอย่าง: ตัวเลข+ตัวอักษรที่อยู่บนยาง = 205/50R16 91Y มีความหมายดังนี้
205 คือส่วนที่ 1 (ความกว้างของหน้ายาง)
50 คือส่วนที่ 2 (อัตราส่วนความกว้างของหน้ายาง)
R คือส่วนที่ 3 (ยางเรเดียว)
16 คือส่วนที่ 4 (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อ)
91Y คือส่วนที่ 5 (บรรทุกได้ไม่เกิน 615 กิโลต่อเส้น และ ขับเร็วได้ไม่เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในบางกรณีอาจจะมีระบุแบบนี้ 235/45ZR17 ซึ่ง ZR มีความหมายแบบเดียวกับตารางข้างต้นในส่วนที่ 5

1.2 ประเภทของยาง

ยางแบ่งประเภทตามรถและแบ่งย่อยตามลักษณะการใช้งาน โดยทั่วไปจะแบ่งในลักษณะนี้

- ยางรถยนต์บ้าน (รวมรถ sport รถแต่งด้วย)
- ยางแข่ง: มีร่องดอกยางน้อย เป็นยางที่นิ่ม เกาะถนนมาก หมดเร็วมาก ไมสามารถรีดน้ำได้(ยกเว้นยางแข่งพื้นเปียก) ราคาแพงมากๆ
- ยางสมรรถนะสูง: ยางแข็งขึ้นมาหน่อย เกาะถนน หมดเร็ว รีดน้ำได้ ราคาแพง ส่วนมากมีสียงค่อนข้างดังเวลาวิ่ง Ex. Bridgestone Potenza RE050 Pole Position, Michelin Pilot Sport, Falken Azenis Sport, Yokohama Advan Neova, Toyo Proxes ST1
- ยางทุกฤดู: แข็งขึ้นอีก เกาะถนนน้อยลง ดอกยางละเอียด ใช้ได้ดีในฤดูฝน เงียบ ราคาไม่แพงมาก Ex. Michelin Energy, Falken Azenis ST115, Bridgestone Potenza
- ยางธรรมดา: ยางแข็ง ใช้ได้นานทนทาน ราคาถูก เกาะถนนน้อยกว่ารุ่นอื่น
- ยางรถกระบะและรถบรรทุกเบา
- ยางขนของหนัก: ตัวยางจะหนาพิเศษ
- ยาง off road: ดอกยางใหญ่และลึก
- ยางรถบรรทุกหนักและยางรถที่ใช้ในอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ในการเลือกควรนึกถึงความต้องการและการใช้งานเ ป็นหลัก


1.3 ดอกยาง

หลายท่านคงไม่ทันสังเกตุดอกยาง หรือแค่คำนึงถึงความสวยงามของดอกยาง โดยที่ไม่ทราบว่าคุณลักษณะของยางนั้นขึ้นตรงกับดอกยา งด้วย ที่แน่ๆคือความสามารถในการรีดน้ำ กับความเงียบในการขับขี่ แต่ถ้าจะมาอธิบายในรายละเอียดคงเข้าใจกันลำบาก เลยจะขอบอกจุดที่ง่ายๆละกัน

- ดอกยางที่ละเอียดแบบซอยยิบเล็กๆ จะทำให้ลดเสียงเวลาตัวยางบดกับพื้นถนน --> เงียบ
- ดอกยางที่มีร่อง(ไม่ว่าจะหยักๆหรือร่องตรง) จะสามารถรีดน้ำได้ดีกว่ารุ่นที่ไม่มี
- ดอกยางที่มีน้อย(มีพื้นเรียบเยอะ) จะเกาะถนนแห้งได้ดี แต่ไม่เกาะเลยถ้าถนนเปียก

ในการใช้งานของยาง ดอกยางจะมีการสึกเหรอลงไปเรื่อย ทำให้สมรรถนะด้อยลง จึงควรจะเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาอันควร แต่จะรู้ได้งัยว่าเวลานั้นมาถึงแล้ว

อายุของยางขึ้นอยู่กับตัวแปรสองอย่างนั่นคือ เวลา และ การใช้งาน เวลาน่ะวัดได้แต่การใช้งานล่ะวัดยังงัย คำตอบคือใช้ดอกยางวัดเอา

ยางแต่ละรุ่นกับยี่ห้อมีเครื่องหมายบ่งบอกระดับของดอ กยางที่อาจจะต่างกันออกไป โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องหมายสามเหลี่ยมที่ขอบแก้มยาง ใกล้ดอกยาง สังเกตุง่ายๆว่าถ้ามีการกินดอกยางจนถึงเครื่องหมายนี ้แสดงว่าสมควรจะเปลี่ยนยางได้แล้ว หรือจะดูที่ดอกยาง ถ้าตื้นแล้วก้อสมควรเปลี่ยน

ถ้าเวลาขับรถตอนเลี้ยวแล้วมีเสียงยางเอี๊ยดๆ ถึงแม้ว่าจะขับช้าก้อตาม นั่นก้อเป็นอีกสัญญาณนึงที่บอกว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยน ยางแล้ว

1.4 ลมยาง

ลมยางใครว่าไม่สำคัญ ถ้ามากไป หรือ น้อยไป มีผลเสียทั้งนั้น
ลมยางเป็นสิ่งนึงที่เจ้าของรถควรจะ check เดือนละครั้ง
แล้วทำไมต้อง check ล่ะ
- ลมยางมีผลต่อสมรรถนะในการขับขี่
- ลมยางมีผลต่ออัตราการกินน้ำมัน
- ลมยางมีผลต่อการสึกเหรอของยาง (โดยเฉพาะดอกยาง)
- ลมยางมีผลต่อความปลอดภัย

โดยทั้วไปแล้วยางจะสามารถรองรับความดันของลมยางที่เห มาะสมได้ในช่าวความดันนึง นั่นคือไม่จำเป็นที่จะต้องเป๊ะๆ ในการขับขี่ตามปกติลมยางจะมีการเปลี่ยนแปลงตามการใช้ งานและอุณหภูมิของยาง ตามหลักของ thermodynamics (PV=nRT) เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้ความดันเพิ่มขึ้นเนื่องจ ากปริมาตรถูกจำกัดให้คงที่ ฉะนั้นเมื่อจอดรถอยู่นานๆยางอาจจะดูแบนๆแต่ลมยางเป็น ปกติ

ช่วงระดับความดันที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของยาง ถ้าเป็นรถที่ใช้ยาง+ล้อเดิมจากโรงงาน สามารถดูได้ที่ sticker ข้างประตูรถ จะมีหน่วยเป็น PSI (pounds per square inch) ซึ่งทั่วไปจะอยู่ที่ 30ต้นๆ PSI แต่ถ้าเป็นยาง+ล้อใหม่ ให้ดูที่คู่มือยางใหม่บวกกับลักษณะการใช้งานของรถตนเ อง

ผลเสียของลมยางที่ไม่เหมาะสม
ลมยางมากเกิน - การขับขี่จะแข็งกระด้าง เด้งไปมา ความสามารถในการรีดน้ำน้อยลง ดอกยางจะสึกเหรอมากตรงส่วนกลางของยาง อายุการใช้งานยางสั้นลง
ลมยางน้อยเกิน - ขอบยางจะรับภาระหนัก มีโอกาสยางระเบิดถ้ายางหมดอายุแล้ว ทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นในการเครื่อนรถไปข้างห น้า กินน้ำมันมากขึ้น ดอกยางสึกเหรอมากตรงขอบ อายุการใช้งานสั้นลง

ข้อยกเว้นในการใช้ลมยาง
- ถ้าใช้วิ่งบนทะเลทราย ต้องใช้ลมยางครึ่งนึงของปกติเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานกั บทราย
- ถ้าใช้ในการ Drag ล้อที่ขับเคลื่อนควรใช้ลมยางที่อ่อนกว่าปกติเพื่อเพิ ่มพื้นที่สัมผัสตอนออกตัว

1.5 อายุการใช้งานของยาง

ตามที่เคยบอกไว้แล้วว่าอายุของยางขึ้นอยู่กับตัวแปรส องอย่างนั่นคือ เวลา และ การใช้งาน

เวลา - ตามปกติยางจะมีอายุอยู่ที่ประมาณ 2 - 4 ปี ขึ้นอยู่กับชนิด ยิ่งสมรรถนะสูง อายุการใช้งานจะสั้น อุณหภูมิ+ภูมิประเทศก็มีส่วน ถ้าใช้ในที่ร้อนหรือหนาวมากๆ อายุการใช้งานก็จะสั้นลงด้วย แล้วทำไมยางถึงต้องมีระยะเวลาใช้ล่ะ นั่นเพราะว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความยืดหยุ่นของโมเลกุลของยางเสื่อมลงตามเวลา ทำให้เนื้อยางแข็งขึ้น ซึ่งทำให้คุณสมบัติต่างๆของยางด้อยลงไปจนไม่สามารถใช ้งานได้

การใช้งาน - ยางจะสึกเหรอตามการใช้งาน ซึ่งสามารถสังเกตุได้ง่ายจากดอกยาง เมื่อดอกยางหมดไปเรื่อยๆ คุณสมบัติต่างๆของยางก็ค่อยๆหมดไปเช่นกัน

สัญญานต่างๆที่บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนยางแล้ว
1. ถ้าเวลาขับรถตอนเลี้ยวแล้วมีเสียงยางเอี๊ยดๆ ถึงแม้ว่าจะขับช้าก้อตาม
2. ยางลดการเกาะถนนลง โดยเฉพาะตอนถนนเปียก
3. ผิวยางดูแล้วแห้งและบางจุดเริ่มแตกลาย
4. ใช้นิ้วกดลงแล้วไม่มีความรู้สึกยืดหยุ่นของยาง


ข้อมูลจาก http://www.silpakumbandej.com ครับ
#713
Worth to read
พอดีไปอ่านเจอมา เห็นว่าน่าสนใจดี
ไม่รู้ว่าจริง เท็จ ประการใด
แต่ถ้าทุกคนเข้าใจเหมือนๆกัน
มันจะเป็นประโยชน์มากๆเลยคับ..ผมว่านะ


เทคนิคการดูสัญญาณไฟของรถบรรทุก


1. เปิดซ้ายที ขวาที
สลับกัน หมายความว่าให้ระวัง**
เค้าอาจจะเบรกหรือข้างหน้ามีปัญหา อาจมีด่าน มีอุบัติเหตุ
หรือข้างหน้าเบรกกะทันหัน สรุปก็คือให้ระวังไว้ครับ
อย่าเพิ่งแซงขึ้นไปในตอนนี้ขับตามกันไปก่อน

2. เปิดซ้ายอย่างเดียว
ถ้ากรณีนี้รถวิ่งตามกันอยู่ในทางและเค้าไม่ได้เข้าจอด**
หมายความว่า เค้ายินดีให้เราแซงขึ้นไปได้ครับ
และถ้าหากเป็นเลนสวนแสดงว่าข้างหน้าไม่มีรถสวนให้เราแซงได้โดยปลอดภัยครับ

3. เปิดขวา อาจเปิดค้าง หรือเปิดเป็นจังหวะ *
ถ้ารถวิ่งตามกันอยู่แสดงว่าเค้าไม่ให้เราแซงหรือ
เค้าอาจกำลังจะแซงรถคันหน้าหรือกำลังจะเลี้ยวขวาหรือถ้าเป็นเลนสวน
เค้าบอกว่ากำลังมีรถสวนมาครับเพราะงั้น
หากเห็นเค้าเปิดไฟเลี้ยวขวาห้ามแซงออกไปเด็ดขาดครับ
ให้รอจนกว่าเค้าจะแซงไป หรือ จนกว่าเค้าจะเปิดไฟเลี้ยวซ้ายครับ

4. ในกรณีของการขับรถตามกัน
หากเราแซงขึ้นไปจนพ้น
จะสังเกตได้ว่าเค้าจะทำสองอย่างครับ
อย่างแรกคือในจังหวะที่รถเรากำลังตีคู่กันเค้าจะเปิดไฟสูงให้เราเห็น
ทางข้างหน้าและลดไฟลงต่ำเมื่อเราแซงพ้น
หรือบางคันอาจปิดไฟหน้า หากเป็นตอนกลางคืนนั่นหมายความว่า
เราแซงพ้นแล้ว ให้เข้ามาในเลนได้
แต่ถ้าเป็นกลางวันเค้าจะกระพริบไฟ 1 ทีครับ

หรืออีกอย่าง
เค้าอาจบีบแตรเบาๆเป็นสัญญาณให้ 1 ทีก็ได้ครับ แต่หลักที่นิยมทำกัน
คือเมื่อเค้าเปิดทาง และเราแซงขึ้นไป
เมื่อเราแซงไปในระดับเดียวกับรถเค้าเราจะบีบแตรสั้น 1
ครั้งเป็นการขอบคุณและคุณมักจะได้ยินเค้าบีบตอบสั้น 1 ครั้งเช่นกัน


แล้วถ้าขับสวนกันล่ะ ให้ดูหลายไฟหน่อยนะครับ จะมีไฟหน้า
ไฟเลี้ยวและไฟหัวเก๋งครับ

5. ขับสวนแล้วดับไฟหน้าแล้วเปิด
ส่วนใหญ่จะมีด่านครับหรืออีกกรณีจะมีอุบัติเหตุร้ายแรงข้างหน้า
ระวังไว้ครับ

6. กระพริบไฟหน้า
อันนี้ส่วนใหญ่เป็นด่านครับแล้วต้องมองดูดีๆที่ไฟเลี้ยวด้วยครับ
กระพริบไฟหน้าและเปิดไฟเลี้ยวข้างที่ชี้มาทางเรา
ด่านจะอยู่ฝั่งเราครับ
แต่ถ้าเปิดไฟเลี้ยวด้านฝั่งเค้า แสดงว่ามีตำรวจอยู่ฝั่งนู้นครับ
ตอนกลางคืนถ้าเป็นเลนสวนกันขับสวนมาดีๆแล้วกระพริบไฟหน้าครั้งเดียว
บางทีอาจไม่มีอะไรครับ เป็นแค่การทักทาย หรือเป็นการเช็คว่าเราหลับในรึเปล่า

หรือเป็นการถามว่าทางที่เราผ่านมามีอะไร(ตำรวจ) หรือไม่
ถ้าเราไม่หลับไม่เคลิ้ม และทางสะดวกให้กระพริบไฟตอบกลับไป 1 ทีครับ

7. เลนสวนกัน และมีขบวนรถขับสวนขึ้นมา
ให้มองรถลำดับที่ 2 ในแถวไว้ให้ดีนะครับถ้าเรามาคันเดียวโดดยิ่งต้องระวังครับ
หากรถคันที่ 2 หรือคันต่อๆไปในแถวที่สวนมากระพริบไฟหรือ
อาจจะเบ้หัวออกมานิดหนึ่งและกระพริบไฟ
นั่นแสดงว่ารถคันแรกในขบวนช้า เค้ากำลังจะแซงออกมาแล้วครับ

หากเห็นอย่างนั้น ให้มองให้ดี และเตรียมชะลอความเร็ว
ส่วนใหญ่แล้วพอเค้ากระพริบไฟ เค้าก็จะหักหัวออกมาทันทีครับ
เราทำได้อย่างเดียวนะครับ คือค่อยๆชะลอความเร็ว
และเบี่ยงออกไหล่ทาง

*** ไม่ต้องไปต่อกร หรือไปอวดดีเด็ดขาด ***
พวกนี้พอออกมาแล้วไม่กลับแน่นอนครับ

ยิ่งถ้าพอเค้าออกมาปิด-เปิดไฟหน้าตัวใครตัวมันเลยครับ
รับรองได้ว่าไม่หลบแน่นอน

ทีนี้ถ้าคุณคิดว่ารถคุณแข็งกว่าเค้าแน่ๆ ก็ตามสบายครับ

จำไว้ครับรถใหญ่บนทางหลวงเค้าไม่ลงไหล่ทางแน่นอนครับ
เพราะว่ารถมันหนัก ถ้าลงไหล่ มันจะเอาไม่อยู่และพลิกคว่ำทันทีครับ
เพราะงั้นหลบได้ก็หลบเถิด
และอีกอย่างหนึ่งรถใหญ่หนัก เค้าจะไม่ค่อยเบรกกัน
เมื่อเค้าได้รอบได้จังหวะ เค้าจะออกมาทันที เราต้องเป็นฝ่ายหลบนะครับ

จริงอยู่มันอาจดูว่าเค้าผิด แต่หากว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วความผิดหรือถูก
มันก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตหรอกครับ
#714
สิงห์รถบรรทุก / ความหมายของรถบรรทุกสินค้า
07 กรกฎาคม 2008, 10:17:30 ก่อนเที่ยง
รถบรรทุกสินค้า โดย นายเชาวน์ ณ ศีลวันต์

          รถบรรทุกสินค้าที่ใช้อยู่ในการรถไฟฯ  แบ่งออกเป็น  ๓  ประเภทคือ
           ก. รถเปิด     คือ  รถที่ไม่มีหลังคาคลุม
           ข. รถปิด       คือ  รถที่มีหลังคาคลุม
           ค. รถพิเศษ  คือ  รถที่ใช้สำหรับบรรทุกของใหญ่และหนัก  หรือสิ่งของที่จะบรรทุกบนรถประเภท ก. และ ข. ไม่ได้
          รถบรรทุกตามแบบ   ก.  และข.  มี  ๒ ชนิด  คือ  ชนิด ๔ ล้อ  โดยมีล้อพร้อมเพลาติดตั้งอยู่กับโครงประธานโดยตรงคันละ ๒ เพลา  ๔ ล้อ   และชนิดโบกี้ ๘ ล้อซึ่งมีแคร่โบกี้คันละ  ๒  แคร่  และมีล้อพร้อมเพลาติดตั้งอยู่แคร่โบกี้ละ ๒ เพลา ๔ ล้อ  รถชนิด ๔ ล้อจะมีขนาดเล็กกว่ารถบรรทุกโบกี้  ๘ ล้อ
          รถบรรทุกทั้ง  ๒  แบบนี้   ยังจัดทำให้มีลักษณะแตกต่างกันออกไป เพื่อให้เหมาะสมกับสินค้าต่างๆ ที่จะทำการบรรทุกอีกด้วย
          รถบรรทุกแบบพิเศษ   คือ   รถที่ออกแบบไว้เป็นพิเศษ  เพื่อบรรทุกของที่มีน้ำหนักมาก  และมีขนาดใหญ่ เช่น บรรทุกหม้อน้ำหรือเครื่องจักรกลที่มีขนาดหนักและใหญ่โต   รถแบบนี้มักจะออกแบบและสร้างให้ตัวรถยาว วางอยู่บนแคร่โบกี้รวม ๘ ล้อ   บางแบบลดตัวพื้นรถให้ต่ำลงมาเพื่อสิ่งบรรทุกจะได้ไม่สูงเกินไปจนไปกระทบสิ่งปลูกสร้างริมทางรถไฟและโครงสร้างของสะพานรถไฟ รถบางอย่างออกแบบไว้สำหรับการบรรทุกน้ำมัน  เครื่องเคมีที่เป็นของเหลว  และปูนซิเมนต์
         นอกจากนี้ก็ยังมีรถสำหรับบรรทุกสินค้าที่ต้องการอุณหภูมิต่ำ  เช่น   รถบรรทุกปลาและเนื้อสัตว์ ผลไม้  ผัก  รถบรรทุกที่มีอุณหภูมิต่ำนี้ใช้น้ำแข็งก้อนเก็บไว้ในถังภายในรถแล้วปล่อยให้ความเย็นมาหมุนเวียนภายในรถ บางชนิดก็ใช้น้ำแข็งแห้งแทน  ภายในตัวรถบุด้วยฉนวนกันความร้อนโดยรอบ
         ถ้าเป็นรถที่จะใช้กับขบวนรถสินค้าเร็ว  ก็ออกแบบให้มีเครื่องเคลื่อนไหวและตัวรถให้เหมาะสมกับความเร็วสูง เพื่อการทรงตัวจะได้ดีขึ้น

รถบรรทุกซิเมนต์ เป็นรถแบบพิเศษใช้เฉพาะกิจ
#715
 ราคาน้ำมันดิบ พุ่งแตะใกล้ระดับ 144 ดอลลาร์ในช่วงซื้อขายระหว่างวันที่มีความผันผวน
ขณะที่ดัชนีหุ้นสหรัฐปรับตัวกระจัดกระจาย หลังราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นครั้งใหม่



ราคาน้ำมันดิบ ทะยานแตะที่ระดับสถิติ ใกล้ระดับ 144 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงซื้อขายระหว่างวันที่มีความผันผวนในช่วงสั้นๆ หลังค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง รวมถึงจากปัจจัยการชุมนุมประท้วงหลายแห่งในยุโรปกรณีราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น อย่างเช่นที่ฝรั่งเศส คนขับรถบรรทุกหลายคันได้นำรถขวางเส้นทางจราจรบนถนนหลวง ทำให้การจราจรโดยรอบกรุงปารีสเกิดความปั่นป่วน

โดยในช่วงปิดตลาด ราคาน้ำมันดิบนิวยอร์ค สหรัฐ รอบส่งมอบเดือนสิงหาคม ปรับตัวลดลง 21 เซ็นต์ มาปิดที่ระดับ 140.00 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งไม่ไกลจากระดับสูง 140.21 ดอลลาร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ที่ตลาดลอนดอนของอังกฤษ รอบส่งมอบเดือนสิงหาคม แตะระดับสูงครั้งใหม่ ที่ระดับ 143.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลง 48 เซ็นต์ มาปิดที่ระดับ 139.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ด้าน ตลาดหุ้นวอลสตรีทวันนี้ ดัชนีหุ้นสหรัฐปรับตัวอย่างกระจัดกระจาย หลังนักลงทุนให้ความสนใจกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นครั้งใหม่ โดยอยู่เหนือระดับ 143 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันประเด็นราคาน้ำมันได้ผ่อนคลายลง หลังนักลงทุนบางกลุ่มพิจารณาการเข้าช้อนซื้อหุ้น ที่ลงทุนมองว่าอาจจะให้ผลกำไรในภาวะการซื้อขายในตลาดที่มีความผันผวน

โดยในช่วงปิดตลาด ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวสูงขึ้น 3.50 จุด หรือ 0.03 เปอร์เซ็นต์ มาปิดที่ระดับ 11,350.01 จุด ขณะที่ดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ เพิ่มขึ้น 1.62 จุด หรือ 0.13 เปอร์เซ็นต์ มาปิดที่ระดับ 1,280.00 จุด และดัชนีแนสแดค ปรับตัวลดลง 22.65 จุด หรือ 1.21 เปอร์เซ็นต์ มาปิดที่ระดับ 2,292.98 จุด

http://www.innnews.co.th/biz.php?nid=119131
#716
ห้องพูดคุย / Re: สมาชิกใหม่
29 มิถุนายน 2008, 03:21:36 หลังเที่ยง
อ้างจาก: Trucker เมื่อ 29 มิถุนายน 2008, 11:39:10 ก่อนเที่ยง
ดีใจจัง บอร์ด   เรามี สมาชิกแล้ว  ;D

พูดซะเงียบเหงาขนาด
#717
       นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวยอมรับว่า การขนส่งก๊าซแอลพีจีช่วง 2 วันที่ผ่านมา เกิดความขัดข้องเนื่องจากติดปัญหาเรื่องความคับคั่งที่ท่าเรือ ไม่สามารถนำเรือขนส่งก๊าซเข้าเทียบท่าได้ทีนเวลา ทำให้การขนส่งก๊าซของรถบรรทุกขาดช่วงส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายก๊าซตามสถานีบริการได้ ทำให้สถานีบริการแอลพีจีบางแห่งในกรุงเทพฯ ไม่มีก๊าซจำหน่ายให้ลูกค้า ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานได้เข้าไปแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่าสถานการณ์คลี่คลายลงแล้วและจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วง 1-2 วันนี้ ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าก๊าซแอลพีจีจะมีจำหน่ายเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศแน่นอน
        ส่วนปัญหาการกักตุนหลังรัฐบาลประกาศจะขึ้นราคาในเดือนกรกฎาคม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของกรมการค้าภายในที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมองว่า รัฐบาลจะประกาศขึ้นราคาในเดือนกรกฎาคมนี้ไม่เป็นเหตุให้นำไปสู่การกักตุน เพราะการทำธุรกิจไม่สามารถหยุดระบายสินค้าได้

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000076229
#718
วิธีการโพสต์รูป มี 2 แบบ นะครับ

1) เอารูปมาจากที่อื่น........

ไปที่ http://img.besthost.in.th หรือ http://imageshack.us

1. คลิ๊กที่ Browse


2. เลือกรูปที่ต้องการโพสต์
3. คลิ๊ก Open


4. คลิ๊กที่ Host it!


5. copy url ที่อยู่ในช่อง "Direct link to image" มาวางในข้อความที่จะโพสต์


6. ไฮไลต์ url ของรูปภาพที่ copy มา แล้วคลิ๊กที่ปุ่มคำสั่ง (ที่ลูกศรชี้ในรูป)


7. คลิ๊ก "ตั้งกระทู้"

ตัวอย่าง
ถ้าเราโพสต์แบบนี้


[IMG]http://img131.imageshack.us/img131/5862/joeblack2dr.gif[/IMG]

จะได้ผลลัพท์แบบนี้


สำหรับ http://img.besthost.in.th จะสามารถใช้อัพโหลดภาพที่มีขนาดไม่เกิน 1MB เท่านั้นนะครับ

ถ้าอยากรู้ว่ารูปที่คุณดูอยู่ มันมีที่อยู่ url ว่าอะไร
- ให้คลิ๊กขวาที่รูปที่ต้องการ แล้วเลือก Properties
- ก๊อบปี้ที่ Address : (URL)
- นำมาวางในกล่องข้อความ โดยใช้ tag
[IMG]ที่อยู่ url รูปภาพ[/IMG]
แค่นี้ก็เรียบร้อย โดยไม่ต้อง upload รูปใหม่

ปล. คุณควรกด แสดงตัวอย่าง ดูก่อนนะครับว่า รูปที่ท่านใส่เข้าไปนั้น มันแสดงหรือป่าว^^

2) upload ไฟล์รูปในเว็บ Truck.in.th........

1. คลิ๊ก ตัวเลือกเพิ่มเติม... ข้างล่าง
2. คลิ๊ก Browse... เลือกไฟล์ที่ต้องการ
3. คลิ๊ก Open
4. คลิ๊ก ตั้งกระทู้ เท่านี้ก็เรียบร้อย
#719
ห้องพูดคุย / Re: สมาชิกใหม่
28 มิถุนายน 2008, 10:22:38 ก่อนเที่ยง
ยินดีต้อนรับครับ ^^

มีข้อแนะนำประการใด เสนอมาได้เลยนะครับ ผมจะได้นำไปปรับปรุงให้เว็บ น่าใช้มากขึ้น (นี่ก้อโพสต์แต่พริตตี้ทุกวัน น่าจะช่วยได้บ้าง เหอๆ)
#720
รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. สนข.จัดประชุมเรื่องการห้ามรถบรรทุกตั้งแต่สิบล้อขึ้นไป เดินรถเข้าสู่บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะกำหนดเพิ่มสายถนนที่จะประกาศห้าม จากเดิมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประกาศ ห้ามไปแล้วที่ถนนสุวรรณภูมิ 1-4 เนื่องจากปัจจุบันมีรถบรรทุกขนาดใหญ่จำนวนมาก ใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางลัดในการขนส่งสินค้า ซึ่งไม่ได้เข้าไปสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้เกิดสภาพการจราจรคับคั่ง และเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ที่ประชุมจะลงพื้นที่สำรวจเส้นทางถนนโดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิ 5 สาย ประกอบด้วย 1.ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี) 2.ถนนร่มเกล้า 3.ถนนกิ่งแก้ว 4.ถนนลาดกระบัง และ 5.ถนนบางนา-ตราด
   
หลังจากการสำรวจพื้นที่เรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการจะมาพิจารณาหารือร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกำหนดจุดที่ชัดเจนในการห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ สิบล้อขึ้นไปผ่าน เพื่อให้สอดคล้องกับการประกาศอันก่อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะสามารถควบคุมการเดินรถของรถบรรทุกเกินกว่าสิบล้อได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับรถบรรทุกที่จะเดินรถเข้าไปส่งสินค้าภายในสนามบินสุวรรณภูมิ จะมีการ อนุญาตจากการท่าอากาศยานเป็นราย ๆ ไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นควรแก้ปัญหาการจราจรที่ถนนลาดกระบังโดยให้มีการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อจากซอยลาดกระบัง 54 จากถนนของกรมทางหลวงชนบท ไปเชื่อมต่อกับจุดกลับรถใต้ทางยกระดับเข้าสู่ถนนสุวรรณภูมิ 4 เพื่อออกถนนลาดกระบัง.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=168366&NewsType=1&Template=1